- หน้าแรก
- ซ่อนคมนายหญิง ประธานโม่สปอยล์รัก
- บทที่ 1: หน้าไม่อาย
บทที่ 1: หน้าไม่อาย
บทที่ 1: หน้าไม่อาย
ท่ามกลางเดือนกรกฎาคมในเมืองหลวง แสงสีบรรยากาศยามค่ำคืนนั้นช่างเย้ายวนใจ
ภายในห้องน้ำชั้นสองของโรงแรมเอ็มเพอเรอร์
"อ๊ะ... คุณนี่บ้าจริง!"
เสียงครางกระเส่าดังแว่วมาจากนอกประตู
ภายในห้องน้ำ หญิงสาวในชุดเดรสยาวสีแดงสวมหน้ากากจิ้งจอกเงินกำลังใช้มือเท้าคางด้วยความหนักใจว่าเธอควรจะออกไปดีหรือไม่
ก็ข้างนอกเล่นมีชายหญิงคู่หนึ่งกำลังกอดจูบนัวเนียกันอยู่แบบนั้น ถ้าเธอออกไปตอนนี้แล้วบังเอิญทำให้ฝ่ายชายตกใจจนหมดอารมณ์ขึ้นมา เธอจะไม่ซวยเอาหรอกหรือ?
ไม่รู้ว่าสองคนนี้คิดอะไรอยู่ ที่นี่ก็คือโรงแรมนะ ถ้าจะหิวโหยกันขนาดนั้น ทำไมไม่เปิดห้องไปเลยล่ะ?
ทำไมต้องมาทำเรื่องบัดสีกันในห้องน้ำหญิงด้วย?
"ที่รัก คุณไม่กลัวคู่หมั้นของคุณจะรู้เรื่องของเราเหรอ?"
"กลัวอะไรกัน? เขาก็แค่คนพิการครึ่งท่อน บุญหัวแค่ไหนแล้วที่ได้แต่งงานกับฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะเงินของเขา ฉันไม่มีทางทนอยู่กับเขาหรอก!"
"ผมล่ะชอบความร้ายกาจของคุณจริงๆ"
เมื่อได้ยินน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ของชายคนนั้น นัยน์ตาสีเข้มของเสิ่นซิงลั่วที่นั่งอยู่บนชักโครกก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
ที่แท้คู่รักที่กำลังบรรเลงเพลงสวาทอยู่หน้าห้องน้ำก็คือพวกสวมเขาให้คนอื่นงั้นสิ?
จู่ๆ เธอก็นึกขึ้นได้ถึงงานเลี้ยงที่ต้องไปร่วมในวันนี้
ดูเหมือนว่านอกจากภารกิจของเธอแล้ว วันนี้ยังมีเรื่องสนุกๆ ให้ทำอีกนะเนี่ย
เธอหยิบเครื่องบันทึกเสียงที่พกติดกระเป๋าอยู่เสมอออกมาอย่างเงียบๆ
"แค่คิดว่าได้สวมเขาให้คู่หมั้นของคุณ มันก็ทำให้ผมรู้สึกโคตรดีเลย!"
เสียงของชายคนนั้นดังขึ้นอีกครั้ง เต็มไปด้วยความลำพองใจอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อนึกถึงภารกิจของตัวเอง เสิ่นซิงลั่วก็ไม่รอช้า เอื้อมมือไปเคาะประตูห้องน้ำทันที
ก๊อกๆ!
ทันทีที่ได้ยินเสียง ชายหญิงด้านนอกก็เงียบกริบลงฉับพลัน สิ่งเดียวที่เธอได้ยินคือเสียงสวมใส่เสื้อผ้าอย่างลุกลี้ลุกลนและเสียงฝีเท้าที่รีบร้อน
ชิ...
เมื่อได้ยินเสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นค่อยๆ ห่างออกไป เสิ่นซิงลั่วก็เหยียดยิ้มหยันที่มุมปาก ผลักประตูห้องน้ำและก้าวเดินออกมา
"ฉันไม่สนหรอกนะว่าเธอเป็นใคร แต่ขอเตือนให้ลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ซะ!"
ตอนที่เธอล้างมือเสร็จและกำลังจะเดินออกจากห้องน้ำ เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นที่ข้างหู
เธอหันไปมองและเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่ แม้จะสวมหน้ากากกระต่ายสีขาว แต่ท่าทางของเธอก็ยังคงดูหยิ่งยโสและก้าวร้าว
เหอะ...
เสิ่นซิงลั่วไม่สนใจ และก้าวเดินต่อไป
ผู้หญิงคนนี้คงประสาทไม่ดี หนีไปเฉยๆ ก็สิ้นเรื่องแล้วแท้ๆ แต่กลับรั้งรอเพื่อมาข่มขู่เธอ จะเสนอหน้ามาอวดเบ่งทำไมกัน หรืออยากจะทิ้งหลักฐานมัดตัวเอาไว้?
เมื่อเห็นว่าเสิ่นซิงลั่วเมินเฉยต่อเธออย่างสิ้นเชิง หญิงสาวก็รีบวิ่งตามมาคว้าแขนของเสิ่นซิงลั่วไว้แน่น พร้อมกับตวาดลั่น "นี่! ได้ยินที่ฉันพูดไหม? ถ้าเธอปากสว่างเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร ฉันจะทำให้เธอหายไปจากโลกนี้แบบไร้ร่องรอยเลยคอยดู!"
เสิ่นซิงลั่วก้มมองมือที่บีบแขนเธออยู่อย่างนิ่งงัน ก่อนจะหันไปสบตากับหญิงสาวด้วยแววตาที่เย็นเยียบสุดขั้วหัวใจ "อย่างนั้นเหรอ?"
"ก็ใช่น่ะสิ! อย่าคิดนะว่าฉัน... ฉันแค่ขู่ ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูสิ!"
ผู้หญิงคนนั้นชักมือกลับด้วยความหวาดหวั่นเล็กน้อย
"คุณหนูจี้ครับ!"
ทันใดนั้น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ปรากฏตัวขึ้นที่ทางเข้าห้องจัดเลี้ยงชั้นสอง
"ไปเดี๋ยวนี้แหละ"
เธอถลึงตาใส่เสิ่นซิงลั่ว "จำคำพูดของฉันเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน!"
พูดจบ เธอก็ยกชายชุดเดรสยาวสีฟ้าอ่อนขึ้น แล้วรีบเดินจากไป
เสิ่นซิงลั่วเลิกแขนเสื้อขึ้นมองรอยแดงบนผิวขาวเนียนของเธอ พร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
เธอเกลียดชะมัดเวลาที่มีคนมาแตะต้องเนื้อตัวและข่มขู่เธอแบบนี้
เธอทัดปอยผมที่ปรกหู แล้วกดหูฟังบลูทูธ "ขอเวลาฉันห้านาที... ไม่สิ สามนาทีก็พอ"
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผ่านแววตาที่เปล่งประกายราวกับทะเลดาวของเธอ
ภายในงานจัดเลี้ยง
หญิงสาวในหน้ากากกระต่ายสีขาวยืนถือไมโครโฟนอยู่กลางเวที "ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานปาร์ตี้ของดิฉันนะคะ และในโอกาสนี้ ดิฉันก็มีเรื่องสำคัญมากที่จะประกาศให้ทราบ สัปดาห์หน้า ดิฉันจะเข้าพิธีวิวาห์กับคู่หมั้นของดิฉันค่ะ"
ด้านล่างเวที เสิ่นซิงลั่วที่กำลังถือแก้วไวน์และลิ้มรสเครื่องดื่มในมือ มองตามสายตาของหญิงสาวบนเวทีไป อืม... บนรถเข็นมีชายหนุ่มในชุดสูทสีดำ รูปร่างของเขาสูงโปร่งและสง่างาม
ใบหน้าของเขาถูกปกปิดด้วยหน้ากากจิ้งจอกสีทอง ภายใต้สันจมูกโด่งเป็นริมฝีปากบางที่ดูหยิ่งทะนง
แหวนสีดำทองที่ส่องประกายบนมือซึ่งวางพาดอยู่บนที่พักแขนของรถเข็น บ่งบอกถึงฐานะอันสูงส่งอย่างยิ่ง
ทั่วทั้งร่างของเขาแผ่กลิ่นอายของชนชั้นสูงที่มีมาแต่กำเนิด ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเขานั้นอยู่สูงเกินเอื้อม และคนอื่นๆ เป็นเพียงธุลีดิน
เขาถูกเข็นขึ้นไปบนเวทีด้วยความช่วยเหลือจากผู้ติดตาม
"ขอบคุณทุกท่านครับ"
น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและนุ่มนวล ราวกับท่วงทำนองอันไพเราะที่สุดของเชลโล
เมื่อมองดูทั้งสองคนบนเวที เสิ่นซิงลั่วก็เดาะลิ้นเบาๆ แกว่งไวน์แดงในมือไปมา
เธอไม่คิดเลยว่าน้ำเสียงของเขาจะน่าฟังขนาดนี้ ช่างน่าเสียดายจริงๆ
น่าเสียดายที่สายตาของเขามันแย่ ถึงได้เลือกผู้หญิงที่คอยแต่จะชะม้ายชายตาให้ชายอื่นทั้งๆ ที่มีเขาอยู่ทนโท่
เธอวางแก้วไวน์ลงพร้อมกับคลี่ยิ้มบาง เอาเถอะ วันนี้เธอจะถือซะว่าทำบุญทำทานก็แล้วกัน
หลังจากชายหนุ่มลงจากเวที ขณะที่เสิ่นซิงลั่วกำลังจะเดินเข้าไปหาเขา เธอก็ถูกขวางเอาไว้
"มีอะไรให้ช่วยไหมครับ?"
คนที่ขวางเธอไว้คือชายร่างใหญ่ในหน้ากากหมี
"ฉันอยากให้เจ้านายของคุณฟังคลิปเสียงนี้ คู่หมั้นของเขานอกใจเขา"
ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าตัวสูงมากเสียจนเสิ่นซิงลั่วต้องแหงนหน้ามอง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สายตาของชายคนดังกล่าวก็แปรเปลี่ยนเป็นเฉียบคมขึ้นมาทันที แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เดินตรงไปหาชายหนุ่มบนรถเข็น โน้มตัวลงและกระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหู
หลังจากได้ฟังรายงานจากลูกน้อง ชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังเสิ่นซิงลั่วที่ยืนอยู่ไม่ไกล
วินาทีที่สบตากับชายหนุ่ม หัวใจของเสิ่นซิงลั่วก็กระตุกวูบ นั่นคือดวงตาที่เฉียบแหลมดั่งพญาอินทรี ราวกับสามารถมองทะลุปรุโปร่งไปถึงจิตวิญญาณ
สะท้อนภาพนัยน์ตาสีดำขลับที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ ใสกระจ่างราวกับลูกแก้ว
เลื่อนต่ำลงมาคือริมฝีปากสีแดงสดดั่งกุหลาบงามที่มีหนาม
ชุดเดรสสายเดี่ยวสีแดงของเธอช่างเซ็กซี่และเย้ายวน เผยให้เห็นลำคอระหงและกระดูกไหปลาร้าอันงดงาม
ชายหนุ่มยกมือขึ้น เป็นสัญญาณเรียกให้เธอเข้าไปหา
"คุณมีหลักฐานอะไร?"
น้ำเสียงของเขาเปรียบดั่งเสียงขลุ่ยไผ่ที่บรรเลงในคืนฤดูใบไม้ผลิ ไพเราะจับใจและชวนให้ลุ่มหลง
"นี่ไง หลักฐาน"
พูดจบ เสิ่นซิงลั่วก็ยื่นเครื่องบันทึกเสียงให้ชายหนุ่ม
เขาลังเลอยู่ชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะยื่นมือออกมารับมันไป
เขาไม่ได้เปิดฟังในทันที แต่กลับเงยหน้าขึ้นมองเสิ่นซิงลั่ว "คุณต้องการสิ่งตอบแทนอะไร?"