เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 251 กระจกมายา

บทที่ 251 กระจกมายา

บทที่ 251 กระจกมายา


บทที่ 251 กระจกมายา

“ท่านพ่อ?”

เฉินโส่วเหิงหันกลับมามองตามเสียง

เฉินลี่เอ่ยถาม “การบำเพ็ญเพียรของเจ้าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”

เฉินโส่วเหิงตอบกลับ “ข้าได้หลอมอวัยวะภายในทั้งห้าแล้ว พลังปราณแห่งม้าม ปอด และตับได้รวมตัวกันในระดับเบื้องต้น เหลือเพียงหัวใจและไตที่ยังต้องใช้เวลาขัดเกลาอีกสักระยะ”

เฉินลี่พยักหน้าเล็กน้อย วิชาที่บุตรชายคนโตฝึกฝนนั้นจำเป็นต้องหลอมอวัยวะภายในทั้งห้าตามลำดับ

ซึ่งแตกต่างจากเคล็ดวิชาห้าธัญชาติหลอมรวมปราณของเขาเอง ที่มุ่งเน้นการฝึกฝนอวัยวะภายในและธาตุทั้งห้าไปพร้อมกันตั้งแต่เริ่มต้น

ดังนั้น เมื่อถึงขั้นด่านอวัยวะภายใน เขาจึงสามารถใช้ทางลัดสร้าง ‘โลกใบเล็กแห่งอวัยวะภายใน’ ได้โดยตรง

เขาถามต่อ “แล้วการบำเพ็ญเพียรเจตจำนงแท้จริงล่ะ ได้รับรู้อะไรบ้างหรือไม่?”

ใบหน้าของเฉินโส่วเหิงปรากฏแววละอายใจ เขาฉีกยิ้มอย่างขมขื่น “ข้าช่างโง่เขลา จนถึงตอนนี้ยังไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย ตอนอยู่ที่สำนักศึกษา ข้าเคยฝึกฝนเคล็ดวิชาฝ่ามือพิชิตมังกรอย่างหนัก ทั้งยังไปชมภาพเจตจำนงแท้จริงของเพลงฝ่ามือที่หอคัมภีร์อยู่หลายครั้ง แต่กลับรู้สึกเหมือนมีหมอกบางๆ กั้นอยู่เสมอ ยากที่จะเข้าถึงแก่นแท้ได้จริงๆ”

เฉินลี่เองก็ไม่ทราบว่าเหตุใดระบบถึงไม่ได้มอบรางวัลด้านเจตจำนงแท้จริงให้กับบุตรชายคนโต

เพราะทั้งตัวเขาและบุตรชายคนรองอย่างเฉินโส่วเย่ ต่างก็ได้รับเจตจำนงแท้จริงที่สอดคล้องกันมาแล้ว รอเพียงก้าวสู่ด่านเปลี่ยนความว่างเปล่าก็สามารถหลอมรวมได้ทันที

เมื่อเทียบกันแล้ว เส้นทางแห่งวิถียุทธ์ของบุตรชายคนโตดูจะลำบากกว่าเล็กน้อย

แต่ความลำบากก็ไม่ใช้เรื่องเลวร้ายเสมอไป เพราะมันช่วยขัดเกลาจิตใจได้ดียิ่งขึ้น

เฉินลี่ลุกขึ้นยืนทันที พลางส่งสัญญาณให้เฉินโส่วเหิงตามเขาเข้าไปในห้องลับของห้องหนังสือ

เฉินโส่วเหิงเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าไปในห้องลับ ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม สิ่งที่เห็นตรงหน้าก็บิดเบี้ยวและเปลี่ยนแปลงไปในพริบตา

เบื้องหน้าไม่ใช่กำแพงหินอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าสีขาวโพลนที่ไร้ขอบเขต ไม่ว่ามองไปทางใดก็มีแต่ความว่างเปล่า จนเขาไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่ใด

“นี่คือ?”

ในใจของเฉินโส่วเหิงสั่นไหวด้วยความหวาดหวั่น เขาโคจรพลังปราณภายในโดยสัญชาตญาณเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยอันตราย

ในขณะนั้นเอง ความว่างเปล่าที่อยู่ไม่ไกลก็สั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ควบแน่นรวมตัวกันเป็นรูปร่างคน

เมื่อรูปร่างนั้นชัดเจนขึ้น ม่านตาของเฉินโส่วเหิงก็หดเล็กลงด้วยความตกตะลึง

ใบหน้า รูปร่าง และเครื่องแต่งกายของคนผู้นั้น เหมือนกับตัวเขาไม่มีผิดเพี้ยน!

แม้แต่สีหน้าและท่าทางก็ถูกเลียนแบบได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“โส่วเหิง”

ท่ามกลางความตื่นตระหนก เสียงของเฉินลี่ก็แว่วมา ราวกับดังมาจากสวรรค์ชั้นเก้า “ไม่ต้องตกใจ นี่คือภาพลวงตาเพื่อการฝึกฝน คู่ต่อสู้ของเจ้าก็คือตัวเจ้าเองที่อยู่ตรงหน้า จงต่อสู้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องออมมือ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินโส่วเหิงก็สงบใจลง เขาทำตามคำสั่งและเตรียมพร้อมต่อสู้

เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ตั้งท่าเริ่มต้นของหมัดฝูหู่ ก่อนจะตะโกนก้องและทะยานร่างออกไปราวกับเสือร้ายกระโจนเข้าใส่เหยื่อ โจมตีใส่ ‘ตัวเขาเอง’ ก่อนเป็นอันดับแรก

เสียงลมหมัดหวีดหวิวพุ่งตรงเข้าจู่โจมจุดยุทธศาสตร์กลางลำตัวของอีกฝ่าย

ทว่าร่างจำลองนั้นกลับไม่หลบเลี่ยง แต่มันกลับใช้ท่าเสือร้ายลงจากเขาแบบเดียวกันเข้าปะทะ สองหมัดปะทะกันอย่างรุนแรงโดยไม่มีลูกเล่นพลิกแพลงใดๆ

เปรี้ยง!

พลังมหาศาลปะทะกันจนเกิดเสียงดังกึกก้อง

เฉินโส่วเหิงรู้สึกได้ถึงพลังที่มาจากแหล่งเดียวกันแต่กลับแข็งแกร่งกว่า พุ่งย้อนกลับมาจนแขนของเขาชาหนึบ พลังปราณโลหิตในร่างปั่นป่วน ร่างของเขาถูกกระแทกถอยหลังไปครึ่งก้าว

ในขณะที่ร่างจำลองของเขากลับยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยสายตาที่เย็นชา

“เป็นไปได้อย่างไร?”

ในใจของเฉินโส่วเหิงเต็มไปด้วยความตกใจ

เขาไม่ยอมแพ้ พลิกแพลงเพลงหมัดจู่โจมไปทางด้านข้าง เข้าหาซี่โครงของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

ทว่าร่างจำลองกลับเหมือนจะคาดการณ์ไว้แล้ว มันใช้กระบวนท่าเดียวกันสวนกลับมา แต่กลับชิงโจมตีไปที่ข้อมือของเฉินโส่วเหิงก่อนเพียงก้าวเดียว

บีบให้เขาต้องเปลี่ยนกระบวนท่ากลับมาตั้งรับอย่างกะทันหัน

ยิ่งต่อสู้ เฉินโส่วเหิงก็ยิ่งตกใจมากขึ้นเรื่อยๆ

ร่างจำลองไม่เพียงแต่จะมีระดับพลังและกระบวนท่าเหมือนกับเขาเท่านั้น แต่แม้แต่ความเข้าใจในหมัดฝูหู่ และการโคจรวิชาพิชิตมังกรสยบพยัคฆ์ ก็ดูเหมือนจะเหนือกว่าเขาไปอีกขั้น

การเชื่อมต่อกระบวนท่าอันยอดเยี่ยมหลายอย่าง เป็นสิ่งที่แม้แต่เขาเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะสามารถนำมาใช้ได้เช่นนี้

ไม่เพียงเท่านั้น ในการต่อสู้จริง การตอบสนองของร่างจำลองยังแม่นยำและเหมาะสมอย่างยิ่ง ราวกับมันสามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าของเขาได้ มันมักจะลงมือทีหลังแต่ถึงก่อนเสมอ บีบให้เขาตั้งรับจนมือไม้ปั่นป่วน

เพียงไม่กี่สิบกระบวนท่า เฉินโส่วเหิงก็ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยสิ้นเชิง เขาทำได้เพียงป้องกันมากกว่าโจมตี หลายครั้งเกือบจะถูกโจมตีเข้าจุดตาย

สถานการณ์นี้ทำให้เขาเหงื่อไหลพรากด้วยความเครียด

“ไม่ได้การ ต้องเปลี่ยนเพลงฝ่ามือ!”

เฉินโส่วเหิงกัดฟันกรอด

เขาใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาฝ่ามือพิชิตมังกร ลมฝ่ามือหวีดหวิวแฝงไปด้วยเสียงคำรามของมังกรอย่างเลือนราง

ทว่าร่างจำลองก็ใช้เคล็ดวิชาฝ่ามือพิชิตมังกรสวนกลับมาเช่นกัน แต่เจตจำนงฝ่ามือของมันกลับยิ่งใหญ่ไพศาลกว่า กดดันเขาไว้อย่างแน่นหนาจนแทบหายใจไม่ออก

การต่อสู้อันดุเดือดนี้ดำเนินไปนานถึงสองชั่วยาม

เฉินโส่วเหิงเหงื่อท่วมกาย เสื้อผ้าเปียกโชก เขาหอบหายใจอย่างหนักปราณภายในใกล้จะเหือดแห้ง

ในทางตรงกันข้าม ร่างจำลองนั้นกลับยังคงสงบนิ่ง ลมหายใจภายในยังคงสม่ำเสมอราวกับไม่มีวันสิ้นสุด

ในที่สุด ภายใต้การโจมตีอันเหนือชั้นของร่างจำลอง เฉินโส่วเหิงก็ป้องกันไม่ทัน เขาถูกฝ่ามือหนึ่งประทับลงบนหน้าอกอย่างจัง

“พรวด!”

เขารู้สึกเหมือนถูกพลังมหาศาลกระแทกจนกระอักเลือด รสคาวหวานคลุ้งไปทั่วลำคอ ร่างทั้งร่างกระเด็นถอยหลังไปกระแทกเข้ากับความว่างเปล่าอย่างแรง

และในวินาทีที่เขาถูกโจมตีนั้น พื้นที่สีขาวรอบข้างก็แตกสลายลงราวกับกระจกที่แตกละเอียด

ภาพลวงตาทลายลงราวกับระลอกคลื่นน้ำ ภาพรอบกายกลับคืนสู่กำแพงหินของห้องลับดังเดิม

เขาพบว่าตนเองกลับมานั่งอยู่ที่ห้องลับอีกครั้ง

บิดาของเขา เฉินลี่ ยืนอยู่ไม่ไกล พลางมองมาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

ส่วนตัวเขา นอกจากความเหนื่อยล้าทางจิตใจและพลังปราณที่หมดสิ้นแล้ว ร่างกายกลับไม่มีบาดแผลรุนแรงใดๆ

เฉินโส่วเหิงนั่งขัดสมาธิเพื่อปรับลมหายใจ

ในหัวของเขายังคงฉายภาพย้อนกลับไปยังทุกรายละเอียดของการต่อสู้เมื่อครู่

โดยเฉพาะการใช้กระบวนท่าที่ก้าวข้ามขีดจำกัดความเข้าใจเดิมของเขา และการตีความเจตจำนงแห่งวิถียุทธ์อันลึกซึ้งของร่างจำลองนั้น

เนิ่นนานกว่าที่เขาจะหยุดการฝึกฝนและลุกขึ้นยืน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงพลางมองไปที่บิดา “ท่านพ่อ… นี่มันคืออะไรกัน? ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก!”

เฉินลี่เผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจและอธิบายว่า “นี่คือของวิเศษชิ้นใหม่ที่พ่อเพิ่งได้มา มีชื่อว่า กระจกมายา กระจกนี้มีความลึกลับยิ่งนัก มันสามารถสะท้อนรูปร่างและจิตวิญญาณของผู้ที่เข้าไป สร้างคู่ต่อสู้จำลองที่มีฝีมือ ระดับพลัง หรือแม้แต่ความเข้าใจในวิทยายุทธ์เหมือนกับเจ้าทุกประการ เหมาะสำหรับการฝึกฝนการต่อสู้แบบเสี่ยงตาย”

ความจริงก็คือ เมื่อวานนี้ตอนที่หลานชายคนโตเกิด เสียงแจ้งเตือนของระบบที่เงียบหายไปนานได้ดังขึ้นในสมองของเฉินลี่

[ขอแสดงความยินดีกับการถือกำเนิดของหลานชายคนโตของโฮสต์ การสืบทอดของตระกูลได้ก้าวไปอีกขั้นอย่างมั่นคง รางวัลที่มอบให้: กระจกมายา และอายุขัยเพิ่มขึ้น 10 ปี]

หลังจากตรวจสอบคำอธิบายอย่างละเอียด เขาพบว่าของสิ่งนี้เป็นของวิเศษที่ยอดเยี่ยมมาก

น่าเสียดายที่การใช้งานกระจกมายานั้น ผู้ที่มีระดับพลังสูงกว่าต้องใช้พลังปราณภายในและจิตสัมผัสในการกระตุ้น ไม่สามารถปล่อยให้ผู้ฝึกฝนเข้าไปใช้งานได้เองตามลำพัง

แต่ถึงอย่างนั้น กระจกนี้ก็ถือเป็นสมบัติล้ำค่าในการวางรากฐานให้กับตระกูล

ในอนาคต ลูกหลานในตระกูลก็ไม่จำเป็นต้องออกไปเสี่ยงอันตรายต่อสู้ภายนอกเพื่อหาประสบการณ์

เพราะในกระจกมายานี้สามารถให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมกว่า

เนื่องจากการต่อสู้เสี่ยงตายภายนอก หากเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าก็อาจถึงแก่ชีวิต แต่หากเจอคนที่อ่อนแอกว่าก็แทบไม่ได้ผลการฝึกฝน

ทว่าการต่อสู้เสี่ยงตายกับ ‘ตัวเอง’ ในกระจกมายาเช่นนี้ ย่อมทำให้การเติบโตและความก้าวหน้าเป็นไปได้อย่างรวดเร็วที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

สองวันต่อมา เฉินโส่วเหิงและโจวซูเวย์ลากลับบ้าน ทั้งคู่เดินทางออกจากหมู่บ้านหลิงซีมุ่งหน้าสู่เมืองลี่หยาง

เมื่อถึงเมืองหลวงของมณฑลก็เป็นเวลาเย็นย่ำแล้ว

ทั้งสองพักผ่อนหนึ่งวัน ก่อนจะตรงไปยังจวนว่าการเจ้าเมืองในวันรุ่งขึ้น

เป้าหมายคือสำนักงานของกรมพิธีการที่รับผิดชอบการตรวจสอบเอกสารการสอบขุนนาง

ในห้องพักเวร เสมียนน้อยในชุดข้าราชการสีเขียวกำลังก้มหน้าอยู่หลังโต๊ะ มือหนึ่งเท้าคางท่าทางง่วงเหงาหาวนอน อีกมือพลิกสมุดบัญชีเก่าๆ ไปมาอย่างไม่มีจุดหมาย

เฉินโส่วเหิงก้าวเข้าไปหาพลางประสานมือกล่าว “ท่านเสมียน พวกเรามาทำเอกสารเพื่อลงทะเบียนสอบบัณฑิตยุทธ์ระดับมณฑล”

เสมียนน้อยเหลือบตามองอย่างเกียจคร้าน กวาดสายตามองทั้งสองคนแล้วก็ก้มหน้าลง ลากเสียงยาวอย่างรำคาญ “โอ้ เอกสารสอบบัณฑิตยุทธ์รึ… รอไปก่อน ไม่เห็นรึไงว่าข้ากำลังยุ่งอยู่?”

พูดจบ เขาก็หยิบสมุดบัญชีเล่มเดิมขึ้นมาทำทีเป็นตรวจอ่านอย่างตั้งใจ

เฉินโส่วเหิงเข้าใจสถานการณ์ทันที เขาไม่ได้คัดค้านอะไร เพียงแค่หยิบเงินห้าตำลึงออกมาจากอกเสื้อ แล้วยัดเข้าไปที่ข้างมือของเสมียนน้อยอย่างแนบเนียน “รบกวนท่านเสมียนด้วย พวกเรายังต้องเดินทางต่อ ช่างลำบากท่านจริงๆ”

เมื่อปลายนิ้วสัมผัสกับเนื้อเงินที่เย็นเฉียบ ดวงตาของเสมียนน้อยก็พลันสว่างวาบขึ้นมาทันที เขาใช้ท่าทางที่ชำนาญม้วนเงินเข้าแขนเสื้อพลางเอ่ยเปลี่ยนท่าที “โอ๊ย ดูข้าสิ ยุ่งจนสับสนไปหมดแล้ว เรื่องแค่นี้เอง สองท่านรอสักครู่ เดี๋ยวเดียวก็เสร็จ เดี๋ยวเดียวก็เสร็จ!”

เขารีบหยิบเอกสารเปล่าออกมาทันที พร้อมขอใบรับรองบัณฑิตของเฉินโส่วเหิงไปกรอกข้อมูลอย่างรวดเร็ว ท่าทีช่างแตกต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง

ไม่นานนัก เอกสารของเฉินโส่วเหิงก็เสร็จสมบูรณ์

เสมียนน้อยหยิบตราประทับของกรมพิธีการออกมา แล้วประทับลงไปดัง “ปัง!”

“คุณชายท่านนี้ ของท่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว”

เขายิ้มร่าพลางยื่นเอกสารให้ จากนั้นก็หันไปมองโจวซูเวย์ “คุณหนูท่านนี้ล่ะ ใบรับรองบัณฑิตของท่านอยู่ไหน?”

โจวซูเวย์ยื่นส่งให้ด้วยท่าทีสงบนิ่ง

“โจว… ซูเวย์?”

เสมียนน้อยยกพู่กันเตรียมจะเขียน แต่ปลายพู่กันกลับชะงักงันกลางอากาศในวินาทีที่เห็นชื่อ

เขาราวกับถูกวิชาสะกดร่าง มือที่ถือพู่กันสั่นเทาอย่างรุนแรงจนหยดหมึกเข้มข้นหยดลงบนกระดาษและซึมเปื้อนเป็นวงกว้าง

เขามองจ้องชื่อนั้นตาไม่กะพริบ ใบหน้าพลันซีดขาวราวกับกระดาษ เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก แม้แต่ลมหายใจก็ยังหอบถี่ขึ้นมาทันที

เฉินโส่วเหิงสังเกตเห็นความผิดปกติจึงขมวดคิ้วถาม “มีอะไรไม่ถูกต้องอย่างนั้นหรือ?”

“ไม่… ไม่มีอะไร”

เสมียนน้อยได้สติขึ้นมาทันที เขาทิ้งพู่กันลงแล้วใช้สองมือกุมท้อง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด “โอ๊ย โอ๊ย! ขออภัยทั้งสองท่านด้วย ข้าคงกินอะไรผิดสำแดงมาเมื่อเช้า ตอนนี้ปวดท้องเหลือเกินจนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ สองท่านนั่งรอสักครู่ ดื่มชาไปก่อน เดี๋ยวข้าจะรีบกลับมา”

พูดจบ เขาก็ไม่รอให้เฉินโส่วเหิงหรือโจวซูเวย์ได้ตอบโต้ ราวกับกระต่ายที่ตื่นตูม เขาวิ่งพรวดออกจากประตูข้างหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย

เฉินโส่วเหิงและโจวซูเวย์สบตากัน ในใจของทั้งคู่เริ่มเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดี

ฝ่ายเสมียนน้อยที่วิ่งออกมาจากกรมพิธีการนั้นไม่มีท่าทีของคนป่วยเลยสักนิด เขาเร่งฝีเท้าอย่างรวดเร็วตรงไปยังห้องทำงานของหลี่ซือเย่ ผู้เป็นหัวหน้า

“ท่าน… ท่านหลี่ ไม่ดีแล้วขอรับ!”

เสมียนน้อยหอบหายใจอย่างหนักจนลืมลำดับอาวุโส

หลี่ซือเย่ที่กำลังตรวจเอกสารเงยหน้าขึ้นตวาดด้วยความไม่พอใจ “ลนลานอะไรขนาดนี้! เสียกิริยาข้าราชการหมด มีเรื่องอะไร?”

“คือ… คือตระกูลโจว คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลโจว โจวซูเวย์… นางมาทำเอกสารสอบบัณฑิตยุทธ์ระดับมณฑลขอรับ!”

เสมียนน้อยรีบรายงาน

“อะไรนะ?”

สีหน้าของหลี่ซือเย่เปลี่ยนไปทันที ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นมา “เจ้าแน่ใจนะว่าเป็นโจวซูเวย์?”

“แน่นอนที่สุดขอรับ! ทั้งเอกสารภูมิลำเนาและใบรับรองบัณฑิตตรงกันทุกประการ ตอนนี้นางรออยู่ที่ห้องพักเวรของข้าน้อยขอรับ”

หลี่ซือเย่เดินไปมาในห้องด้วยความกังวล เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นใหญ่เกินกว่าที่ซือเย่อย่างเขาจะกล้าตัดสินใจเอง

เขาหันไปสั่งเสมียนน้อยทันที “เจ้ากลับไปเดี๋ยวนี้ หาวิธีถ่วงเวลาพวกเขาก่อน ไม่ว่าจะอย่างไรก็ห้ามออกเอกสารให้เด็ดขาด บอกให้พวกเขารอไปก่อน ข้าจะไปรายงานเรื่องนี้ต่อท่านรองเจ้าเมืองเดี๋ยวนี้!”

เสมียนน้อยได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าก็พลันบิดเบี้ยวราวกับเพิ่งกินบอระเพ็ดเข้าไปทั้งต้น

ถ่วงเวลาอย่างนั้นรึ?

เสมียนตัวเล็กๆ อย่างเขา จะเอาเหตุผลอะไรไปถ่วงเวลาได้นานขนาดนั้นกัน!

แต่ในเมื่อคำสั่งของเจ้านายไม่อาจขัดขืน เขาจึงทำได้เพียงกัดฟันรับคำ “รับทราบขอรับ… ข้าน้อยจะพยายามอย่างสุดความสามารถ…”

จบบทที่ บทที่ 251 กระจกมายา

คัดลอกลิงก์แล้ว