เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 174 เรื่องราวใหญ่โตเสียแล้ว

บทที่ 174 เรื่องราวใหญ่โตเสียแล้ว

บทที่ 174 เรื่องราวใหญ่โตเสียแล้ว


บทที่ 174 เรื่องราวใหญ่โตเสียแล้ว

แม้จะคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว แต่ลมหายใจของหวังอี้ก็อดไม่ได้ที่จะหนักหน่วงขึ้น

"ราคาเท่าใด?"

นายหอเฉียนยังไม่บอกราคาชัดเจนในทันที แต่กลับเริ่มอธิบายให้เขาฟังว่า

"กิ่งไม้วิเศษก่อเกิดไม่สิ้นสุด เป็นกิ่งอ่อนที่ร่วงหล่นจากต้นไม้โบราณแห่งชีวิตในตำนาน สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่ฝึกวิชาธาตุไม้แล้ว..."

"มันจัดอยู่ในทรัพยากรระดับแก่นทองคำขั้นสุดยอด แทบไม่มีความเป็นไปได้ที่จะล้มเหลวในการเลื่อนขั้น ต่อให้เอาโอสถแก่นทองคำระดับสูงสามเม็ดมาแลก ก็ยังไม่มีใครยอมแน่"

นี่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ก่อนจะขายของล้ำค่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแต่งหรือเรื่องจริง ก็ต้องหาวิธีปั่นราคาของวิเศษให้สูงขึ้นไปก่อน

พูดตามตรง ของสิ่งนี้เกินความคาดหมายของหวังอี้ไปหน่อย

หินวิญญาณหนึ่งล้านเป็นเพียงราคาเริ่มต้น มีหินวิญญาณแค่นี้ไม่มีทางซื้อได้แน่นอน อย่างน้อยเขาต้องเสนอราคาให้อยู่ในระดับงานประมูลถึงจะพอมีความหวังคว้ามาได้

ส่วนเรื่องฆ่าคนชิงสมบัติน่ะหรือ... เว้นเสียแต่ว่าเขาจะบ้าไปแล้ว

ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดของหอจินหม่านไม่ใช่พวกที่จะคุยด้วยได้ง่ายๆ คนกลุ่มนี้คือพวกหน้าเหี้ยมที่กล้าปล่อยสินเชื่อหินวิญญาณในดินแดนมารฉื่อเหวียน พวกเขามีเป็นหมื่นวิธีที่จะตามหาตัวเขาจนเจอ

หวังอี้สูดลมหายใจเข้าลึก กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

"หินวิญญาณระดับต่ำสองล้านก้อน ของชิ้นนี้ข้าเอา"

นายหอเฉียนส่ายหน้า

"นี่คือของวิเศษขั้นสุดยอด ห้าล้าน!"

"สามล้าน"

"ห้าล้าน!"

"..."

บรรยากาศเงียบงันลงกะทันหัน สามล้านคือจำนวนสูงสุดที่หวังอี้สามารถหยิบยืมออกมาได้ ทรัพยากรธาตุน้ำแข็งสองชิ้นก่อนหน้านี้ยังต้องจ่ายอีกห้าแสน เขาต้องขายอาวุธเวทในคลังของจวนเจ้าเมืองออกไปเป็นจำนวนมากถึงจะซื้อไหว

ห้าล้านน่ะหรือ... เว้นเสียแต่ว่าเขาจะเบิกหินวิญญาณระดับสูงที่กำลังจะขุดค้นออกมาล่วงหน้าถึงจะพอรวบรวมได้ครบ ซึ่งนั่นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

มองกิ่งไม้ที่ทอแสงของวิเศษระยิบระยับและแผ่กลิ่นอายแห่งชีวิตอันรุนแรงออกมาตรงหน้า หวังอี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา

"พี่เฉียนคงไม่ได้กำลังหลอกข้าอยู่หรอกนะ ท่านที่เป็นแค่นายหอสาขาที่มีตบะระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุด จะเอาทรัพยากรระดับแก่นทองคำชั้นเลิศปานนี้มาได้หรือ? หากเป็นทรัพยากรระดับแก่นทองคำแบบธรรมดา ข้าก็คงเชื่อไปแล้ว"

นายหอเฉียนไม่ได้ใส่ใจที่หวังอี้เลิกเรียกขานอย่างสนิทสนมว่า 'พี่เฉียน'

เขาเพียงอธิบายอย่างใจเย็นว่า

"น้องหวังเข้าใจผิดแล้ว คู่บำเพ็ญเพียรของข้าคือหนึ่งในสายเลือดหลักของตระกูลจิน นี่เป็นของล้ำค่าที่ได้มาผ่านเส้นสายของนาง ไม่ใช่ด้วยเส้นสายของข้า"

หวังอี้ยังคงส่ายหน้า

"ตรรกะมันย้อนแย้งกันนะ หากสถานะคู่บำเพ็ญเพียรของท่านสำคัญถึงเพียงนั้น ทำไมถึงได้มาเลือกท่านเล่า? ไม่ใช่ว่าหวังผู้นี้ดูถูกพี่เฉียนหรอก แต่ท่านน่ะไม่คู่ควรกับสายเลือดหลักตระกูลจินเลยสักนิด"

คราวนี้นายหอเฉียนก็เริ่มมีน้ำโหขึ้นมาบ้างแล้ว

"เพื่อความรักไม่ได้หรืออย่างไร?"

"ความรัก?"

หวังอี้อุทานด้วยความประหลาดใจ พร้อมทำสีหน้าเหมือนจะถามว่า 'ท่านเชื่อคำพูดพรรค์นั้นหรือ?'

อย่าว่าแต่เรื่องความรักเลย ต่อให้ข้าวสารหุงจนไหม้เกรียมเป็นข้าวก้นหม้อดำปิ๊ดปี๋ รองเท้าเน่าๆ คู่นี้ก็ไม่มีทางตกมาถึงมือท่านให้สวมใส่หรอก

ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดลงเรื่อยๆ นั้นเอง

แปะ! แปะ! แปะ!

เสียงปรบมือก็ดังแว่วมาจากหลังฉากกั้นลายเหรียญทองแดงด้านหนึ่ง หวังอี้ขมวดคิ้วมุ่น ฉากนี้มันดูคุ้นตาพิกล!

สัมผัสเทวะที่เทียบเท่าได้กับผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นปลายของเขา กลับไม่รับรู้ถึงความผิดปกติใดๆ เลยแม้แต่น้อย

"ท่านเจ้าเมืองหยกวิญญาณร้ายกาจสมคำร่ำลือ หากไม่ใช่เพราะเฉียนจงโลภมากจนเกินไป ท่านก็คงไม่พบความผิดปกติ"

สิ้นเสียงก็ปรากฏร่างของหญิงงามสัดส่วนอรชรเดินออกมาจากหลังฉากกั้น รูปร่างของนางสูงโปร่งและอวบอิ่ม การแต่งหน้าดูลึกลับและแฝงความดุดันทรงอำนาจอยู่หลายส่วน นางสวมเสื้อซับในด้ายทองคำทรงกี่เพ้า คลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกตัวยาว

ท่อนขาอวบอั๋นเผยให้เห็นผิวขาวผ่องอยู่รำไร สวมถุงน่องผ้าไหมบางเฉียบโปร่งแสงคู่หนึ่ง ยิ่งขับเน้นให้เรือนผิวดูงดงามกระจ่างใสราวกับแก้วผลึก

หวังอี้ไม่คิดจะรักษามารยาท แค่นเสียงเย็นชาตอบกลับไป

"หอจินหม่านทำธุรกิจกันเช่นนี้หรือ? มาหลอกลวงเอาทรัพย์สินที่เจ้าเมืองเล็กๆ อย่างข้าอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาด้วยความยากลำบากงั้นสิ?"

"ท่านเข้าใจผิดแล้ว กฎของหอการค้า ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดก็ไม่อาจละเมิดได้ นับประสาอะไรกับหญิงสาวตัวเล็กๆ อย่างข้า"

พูดพลาง ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงที่จู่ๆ ก็โผล่มาผู้นี้ก็หันสายตาไปมองเฉียนจง แววตาเผยให้เห็นถึงจิตสังหารที่เย็นยะเยือก

เฉียนจงทรุดเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นทันที ร้องไห้คร่ำครวญน้ำตาอาบหน้า

"คุณหนู นี่ไม่ใช่ความตั้งใจของข้าน้อยเลยขอรับ! นายน้อยจินหลินเป็นคนบีบบังคับข้าน้อย เขาเป็นคนสั่งให้ข้าน้อยนำกิ่งไม้วิเศษก่อเกิดไม่สิ้นสุดมาที่เมืองหยกวิญญาณ..."

"หุบปาก! เจ้ายังมีหน้ามาพูดต่อหน้าสหายนักพรตหวังอีกหรือ"

หวังอี้ขมวดคิ้วมุ่น ไม่รู้ว่าสองคนนี้กำลังเล่นงิ้วฉากไหนกันอยู่

ไม่นานนัก

ชายชราสองคนก็เดินขึ้นมาจากชั้นล่าง กลิ่นอายบนร่างของทั้งสองลึกล้ำจนน่ากลัว แม้แต่ในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำก็คงไม่ใช่ตัวตนที่จะต่อกรด้วยได้ง่ายๆ พวกเขาลากตัวเฉียนจงออกไปโดยไม่พูดอะไรแม้แต่ครึ่งคำ

ภาพนี้ทำให้หวังอี้ตื่นตัวขึ้นมา หอจินหม่านในอดีตไม่เคยมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำประจำอยู่เลยนี่นา

รอจนกระทั่งภายในห้องเหลือเพียงพวกเขาสองคน หญิงสาวก็เก็บกิ่งไม้วิเศษก่อเกิดไม่สิ้นสุดลงไปแล้วจึงเอ่ยปากขึ้น

"เรื่องราวในวันนี้ ทำให้สหายนักพรตต้องมาเห็นเรื่องน่าขันเสียแล้ว ข้าน้อยจินเมี่ยวซ่าน เป็นหนึ่งในผู้มีสิทธิ์สืบทอดของตระกูลจินแห่งเทียนฉือในรุ่นนี้"

หวังอี้เงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะกล่าวขึ้น

"เกี่ยวกับเรื่องในวันนี้ สหายนักพรตจินไม่มีสิ่งใดอยากจะอธิบายหน่อยหรือ"

จินเมี่ยวซ่านยิ้มพลางส่ายหน้า

"เรื่องเสื่อมเสียในตระกูลมิอาจแพร่งพราย ทรัพยากรวิญญาณระดับสามสองชิ้นนี้ ข้าสามารถขายให้สหายนักพรตได้ตามเดิม ส่วนเรื่องกิ่งไม้วิเศษนั้นให้แล้วกันไปเถิด เฉียนจงไม่มีอำนาจมากถึงเพียงนั้น"

"วันนี้หวังผู้นี้ได้เปิดหูเปิดตาแล้ว ที่แท้หอจินหม่านก็ทำธุรกิจกันเยี่ยงนี้นี่เอง

"ทำให้เจ้าเมืองอย่างข้าต้องเสียเวลาไปถึงสิบปี เพื่อรอคอยขยะกองนี้น่ะหรือ มิน่าเล่าหอเทียนเป่าถึงได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่มากกว่า… หึ!"

หวังอี้ไม่เอาทรัพยากรวิญญาณเหล่านั้นแล้ว เขาลุกขึ้นหมายจะเดินจากไปทันที

ฟุ่บ!

ในจังหวะที่จินเมี่ยวซ่านกำลังรู้สึกลังเลใจอยู่นั้น หนึ่งในชายชราระดับแก่นทองคำที่เพิ่งเผยตัวเมื่อครู่ ก็พลันปรากฏตัวขึ้นที่หัวบันได ขวางทางลงของหวังอี้เอาไว้

ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า นัยน์ตาขุ่นมัวเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งร้าย

"ก่อนที่คุณหนูจะเอ่ยปาก เจ้าห้ามไปไหนทั้งนั้น มิฉะนั้น... ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย!"

"หา?"

หวังอี้ทำหน้าราวกับได้ยินเรื่องตลกที่ขำขันที่สุดในโลก จังหวะที่กำลังจะหัวเราะ ร่างกายของเขาก็พลันเกร็งตึง จิตสังหารพุ่งทะลักเข้าใส่ชายชราระดับแก่นทองคำโดยไม่คิดจะปิดบัง

"จะฆ่าบิดางั้นรึ? ด้วยสภาพผักแก่ใกล้เน่าอย่างเจ้านี่นะ!"

จินเมี่ยวซ่านหน้าถอดสี จังหวะที่นางเพิ่งจะอ้าปากพูด ก็เห็นหวังอี้กระตุ้นการทำงานของยันต์สีเงินแผ่นหนึ่งขึ้นมาเสียแล้ว

ยันต์ทะลวงมิติระดับสาม!

แสงสีเงินสว่างวาบ ร่างของหวังอี้ก็อันตรธานหายไปจากห้องรับรอง ทำให้ชายชราระดับแก่นทองคำที่เตรียมจะบดขยี้เขาถึงกับอึ้งงันไปชั่วขณะ

เดี๋ยวก่อน

ฟังจากน้ำเสียงเมื่อครู่มันควรจะพุ่งเข้ามาสู้กันไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมถึงหนีไปเสียดื้อๆ ล่ะ?!!

วิ้งงง!

ในเวลานั้นเอง ท้องฟ้าก็พลันบังเกิดเสียงหึ่งๆ ที่แสบแก้วหูดังสะท้านขึ้นมา สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในเมืองหยกวิญญาณถึงกับหนังหัวชาหนึบ น้ำเสียงของหวังอี้ดังกึกก้องราวกับสายฟ้าฟาดอยู่ข้างหูของทุกคน

"ประมุขหอลงทัณฑ์สายในแห่งนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน ผู้รับคำสั่งจากตระกูลจัวแห่งกุ่ยฟาง, ตระกูลอวี่แห่งภูเขาศักดิ์สิทธิ์, ตระกูลจั่วชิวแห่งเสียนหยิน, เจ้าเมืองหยกวิญญาณ หวังอี้"

"ขอประกาศบัญชา!"

"ผู้ใดก็ตามที่อยู่ใต้อาณัติแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ และผู้ใดที่เลื่อมใสในบารมีของนิกาย นับแต่วันนี้เป็นต้นไปจงบดขยี้หอจินหม่านสาขาเมืองหยกวิญญาณให้สิ้นซาก ความรับผิดชอบทั้งหมดหวังผู้นี้จะรับไว้เอง ทรัพย์สินใดที่พวกเจ้าชิงมาได้ล้วนตกเป็นของพวกเจ้าแต่เพียงผู้เดียว จะไม่มีการทวงคืนเด็ดขาด!"

น้ำเสียงกึกก้องดั่งอสนีบาตดังสะท้อนไปทั่วเมืองหยกวิญญาณถึงสามรอบไม่มีหยุด

ซ้ำยังมีของวิเศษอย่าง [หินฉายภาพ] และ [หินบันทึกเสียง] นำภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นภายในหอจินหม่านเมื่อครู่นี้มาฉายซ้ำไปซ้ำมาบนท้องฟ้า

ทั้งเรื่องเสื่อมเสียในตระกูล การโต้เถียง การขับไล่ไสส่ง การคุกคาม... ลากยาวไปจนถึงความมุ่งร้ายและคำขู่เอาชีวิตของตาแก่ระดับแก่นทองคำนั่น

โดยเฉพาะประโยคที่ว่า "ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย!" กลับยิ่งถูกตัดมาเปิดวนซ้ำไปซ้ำมาราวกับเป็นแผ่นเสียงตกร่อง

กิ่งไม้วิเศษก่อเกิดไม่สิ้นสุด ซึ่งเป็นทรัพยากรระดับแก่นทองคำชั้นเลิศที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า ก็ถูกนำมาฉายให้เห็นแสงของวิเศษที่เปล่งประกายออกมาไม่หยุด หวังอี้มีเจตนาเช่นไร ไม่มีใครในที่นี้ไม่ล่วงรู้

แต่แล้วอย่างไรเล่า?

ที่นี่คือดินแดนมารฉื่อเหวียน ต่อให้พันปีที่ผ่านมานี้การเข่นฆ่าจะลดน้อยลงไปบ้าง แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนความคาวเลือดและความชั่วร้ายที่ฝังรากลึกถึงกระดูกได้ ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมาร ท้ายที่สุดแล้วก็คือกลุ่มคนที่มักจะเลือกเดินในเส้นทางสุดโต่งและชอบหาทางลัด

ความโลภคือสันดาน การฆ่าฟันคือสัญชาตญาณดิบที่สลักลึกอยู่ในสายเลือด

ตอนนี้หวังอี้เท่ากับอาศัยชื่อของนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน บวกกับชื่อของสามตระกูลระดับวิญญาณแรกกำเนิด มาออกใบอนุญาตปล้นชิง ใครแย่งสิ่งใดมาได้ก็ตกเป็นของคนผู้นั้น

แถมเป้าหมายยังเป็นหอการค้าใหญ่ที่โด่งดังไปทั่วหล้าอย่างหอจินหม่านอีก

ใครบ้างเล่าจะไม่หวั่นไหว? ใครบ้างเล่าจะไม่ลิงโลด?!!

ต่อให้รู้ว่าภายในหอมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำประจำการอยู่ก็ไม่สน คนแห่กันพุ่งเข้าไปเยอะขนาดนี้ คนที่ตายคงไม่ใช่ข้าหรอกกระมัง? ขอเพียงแย่งชิงสมบัติมาได้สักส่วนหนึ่งก็กำไรมหาศาลแล้ว

นี่คือวาสนา! วาสนาหล่นทับชัดๆ... คนที่คิดเข้าข้างตัวเองเช่นนี้มีอยู่มากมาย หรืออาจกล่าวได้ว่าผู้คนกว่าแปดในสิบส่วนก็คงจะคิดแบบเดียวกันนี้ทั้งสิ้น

ยิ่งไปกว่านั้น

ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ ช่วงนี้เรื่องราวของซากโบราณสถานยุคโบราณกาลกำลังถูกพูดถึงกันอย่างหนาหู เดิมทีก็มีผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนหลั่งไหลมารวมตัวกันที่ดินแดนแถบนี้อยู่แล้ว

และเมืองหยกวิญญาณก็เป็นเมืองที่อยู่ใกล้สถานที่แห่งนั้นมากที่สุด ก่อนจะเข้าไปในโบราณสถาน การมาซื้อหาเสบียง พักฟื้นฟูพลัง หรือรอคอยสหายร่วมทางที่เมืองนี้ ล้วนถือเป็นเรื่องปกติสามัญที่สุด

เมืองหยกวิญญาณในช่วงเวลานี้ หากจะกล่าวว่าเป็นสถานที่มังกรซ่อนพยัคฆ์ซุ่มก็คงไม่เกินจริงนัก ย่อมต้องมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำเร้นกายอยู่ รวมถึงยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุดอย่างจวีซื่อชิงหยางอีกเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน

พวกเขาล้วนเดินทางมาเพื่อวาสนาในการควบแน่นแก่นทองคำ การที่จินเมี่ยวซ่านมายังหอสาขาเมืองหยกวิญญาณ บางทีอาจจะเป็นเพราะ [ตงจี๋จิง] ด้วยเช่นกัน เรื่องของเฉียนจงคงเป็นเพียงแค่ฉากคั่นฉากหนึ่งเท่านั้น

และการปรากฏตัวของ [กิ่งไม้วิเศษก่อเกิดไม่สิ้นสุด] ก็ยิ่งไปกระตุ้นสัญชาตญาณดิบในการชอบเสี่ยงภัยของเหล่ายอดฝีมือที่เร้นกายอยู่เหล่านี้ให้พุ่งขึ้นถึงขีดสุด

ทรัพยากรระดับแก่นทองคำชั้นเลิศ! ต่อให้ตัวเองไม่ได้ใช้ แต่นำไปแลกเปลี่ยนก็ยังย่อมได้ เผลอๆ อาจจะเอาไปแลกเป็นทรัพยากรระดับแก่นทองคำที่ตนเองต้องการได้ง่ายดายยิ่งขึ้นเสียด้วยซ้ำ

ความคิดของคนเหล่านี้ หากไม่เรียกว่าถอดแบบมาจากหวังอี้ ก็คงต้องบอกว่าเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว

งานเลี้ยงสุดตะกละตะกลามกำลังจะเปิดฉากขึ้นแล้ว

จวนเจ้าเมือง

เนื่องจากได้จัดเตรียมพิกัดมิติเอาไว้ล่วงหน้า ยันต์ทะลวงมิติระดับสามซึ่งสามารถหลบหนีไปได้ไกลนับหมื่นลี้ จึงได้พาหวังอี้มาโผล่ยังตำแหน่งศูนย์กลางค่ายกลของจวนเจ้าเมืองพอดิบพอดี

เขาหาเงินหินวิญญาณมาได้มากปานนั้น ของวิเศษสำหรับรักษาชีวิตย่อมต้องซื้อตุนเอาไว้มากเป็นธรรมดา ของดีอย่างยันต์ทะลวงมิติ เขาเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาตั้งแต่สมัยยังอยู่ระดับหลอมปราณ พอมีเงินแล้วมีหรือจะยอมพลาดไปได้

ทั้งหมดนี้ล้วนต้องอาศัยหอการค้าจื่อจินไปกว้านซื้อมาจากตลาดผีเหยียนหลัวให้ทั้งสิ้น

เพราะอย่างไรเสียขีดจำกัดของหอสาขาเมืองหยกวิญญาณก็ยังสูงไม่พอ จึงไม่อาจมีของล้ำค่าระดับสามเตรียมพร้อมไว้ได้ตลอดเวลา และการไปกว้านซื้อของวิเศษสำหรับหลบหนีเอาชีวิตรอดที่ตลาดผี โดยพื้นฐานแล้วก็แทบจะไม่มีใครมาคอยจับจ้องอยู่แล้ว

มีของวิเศษสำหรับหลบหนีอยู่เต็มตัวปานนั้น จะมาปล้นชิงได้อย่างไร?

คนส่วนใหญ่พอรู้ว่ายากก็ย่อมถอยหนีไปเอง ดังนั้น ความอันตรายจริงๆ จึงไม่นับว่าสูงนัก ตอนนี้ในมือของเขายังมียันต์ทะลวงมิติเหลืออยู่อีกตั้งสองแผ่น

หลังจากกัดฟันออกคำสั่งบดขยี้ไปแล้ว หวังอี้ก็ทำการเปิดใช้งานค่ายกลระดับสามของจวนเจ้าเมืองในระดับต่ำสุดเอาไว้เตรียมพร้อม

มันสามารถระเบิดอานุภาพขั้นสูงสุดออกมาได้ทุกเมื่อ เพื่อป้องกันความล่าช้าหากต้องมากระตุ้นการทำงานอย่างกะทันหัน

นอกจากนี้

เมืองหยกวิญญาณยังได้จัดวางค่ายกลระดับสองขนาดใหญ่ยักษ์ที่ครอบคลุมไปทั่วทั้งเมืองเอาไว้ด้วย… [ค่ายกลขุนเขาหยกวิญญาณ]!

คล้ายคลึงกับรูปแบบการจัดวางของเมืองใบไม้แห้งในเขตแดนวิญญาณไท่หู มันยังมีช่องโหว่อยู่บ้าง ไม่อาจรั้งตัวผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานที่ตั้งใจจะออกไปจากเมืองได้

แต่นี่ก็เพียงพอที่จะแสดงเจตนารมณ์ของเขาแล้วว่า อนุญาตให้เข้า แต่ไม่อนุญาตให้ออก!

เมื่อม่านแสงวิญญาณสีเหลืองสลัวแผ่กางเข้าปกคลุมทั่วทั้งเมืองหยกวิญญาณ เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรในเมืองที่ยังคงลังเลใจอยู่ ก็พลันระเบิดบรรยากาศอันเร่าร้อนขึ้นมาในทันที

"เจ้าเอาจริงดิ!!"

"ฮ่าๆๆๆ ท่านเจ้าเมืองหวัง ข้าล่ะโคตรรักท่านเลย ต่อไปเมืองหยกวิญญาณก็คือบ้านของข้า!"

"วันนี้หานผู้นี้จะได้รวยเละแล้ว!"

"พี่น้องทั้งหลาย ใครมียันต์ทะลวงอาคมอยู่บ้าง งัดออกมาปาใส่เลยเว้ยพวกเรา ถล่มไอ้หอเฮงซวยที่ชอบทำตัวหยิ่งยโสข่มลูกค้าแห่งนี้ให้ราบเป็นหน้ากลองไปเลย~"

"เคี๋ยกๆๆๆ"

บนชั้นดาดฟ้าของหอจินหม่าน ทอดสายตามองดูเงาร่างที่รุมล้อมอยู่เนืองแน่นทั้งบนฟ้าและเบื้องล่าง แม้ในจำนวนนั้นจะเน้นไปที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณเป็นหลัก ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานก็ถือว่าเป็นยอดฝีมือแล้ว

ทว่ากลิ่นอายที่ซุกซ่อนอยู่เร้นลับ กลับมีระดับแก่นทองคำอยู่ถึงหลายคน

นี่ยังแค่เฉพาะคนที่นางสัมผัสได้ แล้วคนที่นางสัมผัสไม่ได้อีกล่ะ จะมีอยู่อีกเท่าใด?

สีหน้าของจินเมี่ยวซ่านพลันมืดครึ้มลงทันตา

จบบทที่ บทที่ 174 เรื่องราวใหญ่โตเสียแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว