- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 171 สร้างรากฐานขั้นสาม
บทที่ 171 สร้างรากฐานขั้นสาม
บทที่ 171 สร้างรากฐานขั้นสาม
บทที่ 171 สร้างรากฐานขั้นสาม
เมื่อเวลาผันผ่าน สิบปีก็ประดุจพริบตาเดียว
เดือนสิบเอ็ด ปีที่สิบห้าในเส้นทางอาชีพผู้ดูแลของหวังอี้ สภาพอากาศ: หิมะตกหนัก!
ภายในห้องสงบของจวนเจ้าเมืองหยกวิญญาณ
“ฟู่ววว”
ปราณสีขาวสายหนึ่งพ่นออกจากลำคอยาวเหยียดราวกับกระบี่คมกริบ รุนแรงจนกระแทกกำแพงแข็งๆ เป็นรอยบุ๋ม ชายหนุ่มที่นั่งขัดสมาธิเปลือยท่อนบนอยู่ รอยสักมังกรเจียวสีดำขลับบนแผ่นหลังค่อยๆ ปรากฏริ้วสีแดงขึ้นมาบางเบา
เนิ่นนานกว่าเขาจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น แล้วพึมพำเสียงแผ่ว
“ต่อให้ไม่มีเคล็ดวิชา แต่การพึ่งพายาลับโลหิตมังกรที่หลอมจาก ‘แก่นมังกรโลหิต’ ก็ยังทำให้ข้ายกระดับขึ้นไปได้อีกขั้น ตอนนี้บำเพ็ญกายาระดับสองขั้นต้นจุดสูงสุด เทียบเท่ากับความแข็งแกร่งของสร้างรากฐานขั้นสามแล้ว”
เขากำหมัดแน่น หยิบเสื้อคลุมยาวปักลายกระเรียนสีดำอมฟ้าขึ้นมาสวมทับอีกครั้ง
“แต่มันก็มาสุดแค่นี้แหละนะ หากไม่มีเคล็ดวิชาที่สอดคล้องกัน ตบะสายกายาย่อมไม่มีทางทะลวงจากขั้นต้นไปสู่ขั้นกลางได้เด็ดขาด ทว่าเวลา [ช่องจัดวาง] ของพลังมังกรเจียว ยังขาดอยู่อีกตั้งสิบสี่ปี”
พอคิดถึงตรงนี้ มุมปากของหวังอี้ก็เผยรอยยิ้มขื่นขม
[ช่องจัดวาง] มันไม่พอใช้!
ในเมื่อแก่นมังกรโลหิตเป็นอัญมณีที่ควบแน่นมาจากโลหิตแก่นแท้ทั้งร่างของมังกรเจียวโบราณ หวังอี้ใช้เวลาตั้งสิบปี ย่อมไม่มีทางได้ผลลัพธ์แค่นี้แน่
การเลื่อนระดับของตบะสายกายามันก็แค่ของแถม
หากสังเกตดูให้ดี จะพบว่า กระดูกสันหลังมังกรเจียวมารปรโลก ที่ก่อตัวจากปราณและเลือดลมบนแผ่นหลังของเขานั้น รูปลักษณ์ของมันเปลี่ยนไปไม่น้อย ดูคล้ายมังกรเจียวสายเลือดบริสุทธิ์มากขึ้นไปอีก!
แถมยังช่วยยกระดับความมหัศจรรย์ของ ‘พลังมังกร’ ในกายเนื้อของหวังอี้ขึ้นอย่างมหาศาล นี่แหละคือผลลัพธ์ของการเพิ่มพูนรากฐาน ต่อให้มีคนฝึกวิชาเดียวกับเขาก็ตามที
หากไม่มีวาสนาได้ครอบครองแก่นมังกรโลหิต กายเนื้อย่อมไม่มีทางเทียบเขาได้เด็ดขาด
ในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรสายกายาระดับเดียวกัน ร่างกายของเขานับว่ายอดเยี่ยมเป็นอันดับต้นๆ เขานำผลผลิตที่เกิดจากการผสมผสานกลายพันธุ์ระหว่าง กระดูกสันหลังมังกรเจียว โลหิตหยินสวรรค์ และ กระดูกมารศพ มาเสริมแกร่งจนถึงขีดสุดของระดับในปัจจุบันแล้ว
ถึงกระนั้น เขาก็ยังมีแก่นมังกรโลหิตเหลืออีกครึ่งหนึ่งที่ยังไม่ได้ใช้ ฤทธิ์ยาลับโลหิตมังกรที่ตกตะกอนอยู่ในร่างก็ถึงขีดจำกัดแล้ว ต้องหาโอกาสใช้กายเนื้อต่อสู้สักหน่อย
เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายดูดซับฤทธิ์ยาที่ตกตะกอนอยู่จนหมด ทว่าเรื่องนี้คงต้องพับเก็บไว้ก่อน ตอนนี้ต้องอนุมานเคล็ดวิชาระดับสองของพลังมังกรเจียวออกมาให้ได้เสียก่อน
สิบปีที่ผ่านมา เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย!
วิชาหลบหนีระดับสูง·ปีกจันทร์น้ำค้างแข็งบรรลุขั้นสมบูรณ์ วิชาวิถีคู่วิญญาณและท่วงทำนอง·เสียงมารบงการจิต และ เสียงอีกาผีกลืนวิญญาณ ต่างก็บรรลุขั้นสมบูรณ์ทั้งคู่
เคล็ดวิญญาณโบราณบรรลุขั้นสำเร็จเล็ก สัมผัสเทวะเติบโตขึ้นไปอีกขั้น วิญญาณร้ายบนเกราะมารดำถูกเขาสูบจนแห้งเหือด พากันหลับใหลไปตามๆ กัน
วิชาอื่นๆ ก็มีความก้าวหน้าเช่นกัน แต่ยังเทียบสามวิชานี้ไม่ได้
ตัวอย่างเช่น วิชาจักรน้ำแข็ง วิชาลับค้นเขาตามล่ามาร ปราณหนึ่งวิญญาณสวรรค์ มีดคร่ำครวญตัดใจ…ฯลฯ ส่วนใหญ่จะหยุดอยู่ที่ระดับสำเร็จเล็ก+2 ยังห่างจากขั้นสำเร็จบริบูรณ์อยู่อีกหน่อย
หลังจากวิชาเหล่านั้นบรรลุขั้นสมบูรณ์ เมื่อสับเปลี่ยนลงมาก็เหลือช่องว่างเพียงช่องเดียวเท่านั้น
เขาจัดสรรให้กับวิชาลับสัมผัสเทวะอย่าง ปราณหนึ่งวิญญาณสวรรค์ ยิ่งบรรลุขั้นสมบูรณ์เร็วเท่าไหร่ ผลลัพธ์ที่เขายืมพลังจาก ‘วิญญาณร้ายกลืนกินร่าง’ ก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะช่วยเสริมระดับสัมผัสเทวะให้แข็งแกร่งขึ้น
ส่วนวิชาหลอมโอสถ ตอนที่ฝ่ามือเสวียนหยินบรรลุขั้นสมบูรณ์เขาก็จัดวางเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากต้องรอการจัดส่งหยาดไขกระดูกหยินของซือถูหงซึ่งมีเวลาคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง
ตอนนี้ขาดอีกแค่ไม่กี่เดือนก็จะสำเร็จ เลื่อนขั้นเป็นระดับสองขั้นสมบูรณ์ได้แล้ว
ส่วนการเติมเต็มวิชาลับมารศพ ก็เข้าสู่สองปีสุดท้ายแล้ว เนื่องจากระหว่างทางเขาทำความเข้าใจวิชาอื่นจนเจอคอขวด ก็เลยสับเปลี่ยนวิชาลับนี้ไปมา ย้ายไปเดือนนึง ย้ายกลับมาเดือนนึง
สะสมไปสะสมมา ก็เลยขาดไปเกือบสองปี ยิ่งใกล้สำเร็จ สภาพจิตใจของเขาก็ยิ่งนิ่งสงบ ตามคำอธิบายของ ‘โอสถโลหิตหยิน’ ในวิชาลับมารศพ พอเติมเต็มจนถึงระดับสองก็สามารถลองสร้างใหม่ได้แล้ว
แน่นอนว่า ทางที่ดีที่สุดคือระดับสามถึงจะรับประกันได้ว่าไม่มีอะไรผิดพลาดแน่นอน
ทว่า การเสริมแกร่งและการกลายพันธุ์ที่ ‘โลหิตหยินสวรรค์’ กับ ‘กระดูกมารศพ’ กระทำต่อกายเนื้อ ได้หลอมรวมและแปรเปลี่ยนไปพร้อมกับวิชาบำเพ็ญกายา การยกระดับแก่นแท้ของพลังชีวิต กลับเป็นฝ่ายช่วยเขาไว้เสียอย่างนั้น
การสร้างแขนซ้ายขึ้นมาใหม่... ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว!
สุดท้าย คือความเปลี่ยนแปลงของตบะ
พูดให้ถูกก็คือการเติบโตในช่วงสิบปีกับอีกห้าเดือน
[ช่องจัดวาง] เพิ่มพูนตบะ 187.5 หยดปราณแท้ บำเพ็ญเพียรด้วยตัวเองเพิ่มขึ้น 25 หยดปราณแท้ บวกรวมกับของเดิมที่มีอยู่ 132 หยดปราณแท้ ขีดจำกัดสูงสุดของปราณแท้ที่เขาสะสมไว้ทะลุถึง 344.5 หยดแล้ว
ตั้งแต่เมื่อสองปีกว่าก่อนหน้านี้
เขาก็ทะลวงระดับได้อย่างราบรื่น… สร้างรากฐานขั้นสาม!
ขอเวลาอีกแปดถึงสิบปี เขาก็จะสะสมปราณแท้ได้ถึงห้าร้อยหยด มายืนอยู่หน้าขีดจำกัดของการควบแน่นปราณครั้งแรก ซึ่งถือว่าเป็นความเร็วที่ไวเอาเรื่องเลยทีเดียว
หากทะลวงเข้าสู่สร้างรากฐานขั้นกลางได้เมื่อไหร่ ช่องหมายเลขหกของเขาก็ควรจะพร้อมใช้งานเช่นกัน นี่สิถึงจะเป็นการยกระดับครั้งใหญ่ของจริงสำหรับเขา!
ผ่านการบริหารจัดการมาตลอดหลายปี พันธมิตรผลประโยชน์กลุ่มใหม่ของเมืองหยกวิญญาณมั่นคงซะจนน่าเหลือเชื่อ รายได้พุ่งสูงขึ้นทุกปีในอัตราสี่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์ กราฟสวยสุขภาพดีสุดๆ
อีกทั้งทางฝั่งหอจินหม่านสาขาเมืองหยกวิญญาณ หวังอี้ก็สร้างเส้นสายในแบบฉบับของตัวเองขึ้นมาได้สำเร็จ เขาสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของหอการค้าอันใหญ่โตแห่งนี้ เพื่อกว้านหาทรัพยากรบำเพ็ญเพียรที่เหมาะสมที่สุดมาให้เขาได้
ยังไงซะหลายปีมานี้ เมื่อเทียบกับพวกนักพรตผู้บำเพ็ญอิสระ เขาก็แค่มีสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยปราณวิญญาณอุดมสมบูรณ์มากกว่าเท่านั้น ยังไม่ถือว่าบรรลุความเร็วในการฝึกฝนระดับสูงสุดของตอนนี้เสียหน่อย
ป่านนี้ วัตถุดิบธาตุน้ำแข็งระดับสุดยอดที่เขาไหว้วานให้ตามหาน่าจะมาถึงมือแล้ว หวังอี้เป็นพวกชอบเตรียมการล่วงหน้าเสมอ โอสถที่จะกลืนลงท้องตัวเอง เขาไม่คุ้นชินกับการซื้อมาจากที่อื่นหรอกนะ
ต่อให้หอจินหม่านจะความน่าเชื่อถือดีเลิศแค่ไหน เขาก็ยังไม่วางใจอยู่ดี
แต่การเตรียมจัดหาวัตถุดิบล้ำค่าระดับสามล่วงหน้า กลับเป็นสิ่งที่เขาสามารถทำได้
ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปพอทะลวงระดับแก่นทองคำได้ ทรัพย์สินที่มีก็แทบจะละลายหายวับไปกับตา
มักจะต้องวิ่งวุ่นไปมานับสิบปี ถึงจะมีโอกาสรวบรวมวัตถุดิบสำหรับหลอมอาวุธวิเศษประจำตัวได้ครบ แต่เขาน่ะรวยล้นฟ้า แถมยังกำหนดแนวทางในอนาคตไว้ชัดเจน การสะสมล่วงหน้าจึงทำให้เขาสามารถลอกคราบกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำที่สมบูรณ์แบบได้ในรวดเดียว
การมีหรือไม่มีอาวุธวิเศษประจำตัว คือตัวชี้วัดว่าระดับแก่นทองคำนั้นสมบูรณ์หรือไม่ ส่วนวิชาศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวอีกอย่างที่ต้องฝึกฝนนั้น ในด้านนี้หวังอี้ยังรู้ข้อมูลไม่มากพอ
สำหรับเขาในตอนนี้ มันยังคงเป็นความรู้ลับเฉพาะ ต้องทะลวงระดับสร้างรากฐานขั้นปลายเสียก่อน ถึงจะสามารถแลกเปลี่ยนตำราที่เกี่ยวข้องมาจากนิกายได้
ปัจจุบันในมือเขามีวัตถุดิบล้ำค่าระดับสามธาตุหยินอยู่สองชิ้นแล้ว บวกกับทองโลหิตวิญญาณดิบที่ได้มาก่อนหน้านี้ อย่าว่าแต่หลอมอาวุธวิเศษประจำตัวเลย จะหลอมชิ้นที่สองก็ยังทำได้สบายๆ
เอาหินวิญญาณไปลงทุนสักที่ก็ไม่ถือว่าขาดทุนหรอกนะ เพราะของพรรค์นี้มันต้องจ่ายออกไปถึงจะมีค่า
ชีพจรวิญญาณใต้ดินของเมืองหยกวิญญาณก็สามารถผลิตหินวิญญาณออกมาได้เช่นกัน
เพียงแต่ผ่านการขุดค้นมาหลายปีจนถึงขีดจำกัดไปตั้งนานแล้ว หากขุดต่อไปจะทำให้ความสมบูรณ์ของชีพจรวิญญาณเสียหาย ดังนั้นจึงต้องเว้นระยะห่างทุกๆ สิบถึงยี่สิบปีถึงจะเปิดเหมืองขุดใหม่ได้อีกครั้ง
เดิมทีชีพจรวิญญาณก็เกิดจากการรวมตัวของปราณวิญญาณฟ้าดินอยู่แล้ว มันคล้ายคลึงกับชีพจรปฐพีเอามากๆ หรือจะบอกว่าแท้จริงแล้วมันก็คือชีพจรปฐพีที่เกิดการกลายพันธุ์ทางวิญญาณก็ยังได้
เมื่อเวลาผ่านไป แร่หินวิญญาณที่เกิดขึ้นตามมาก็จะค่อยๆ แตกหน่อเติบโตขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ทุกครั้งที่ผ่านพ้นระยะฟื้นตัว ก็จะให้ผลผลิตหินวิญญาณออกมาเป็นจำนวนมาก
ชีพจรวิญญาณระดับสามขั้นกลางของเมืองหยกวิญญาณเส้นนี้ ยิ่งมีโอกาสผลิตหินวิญญาณระดับสูงออกมาได้ นี่มันเงินตราสกุลแข็งในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงเลยนะนั่น
มีข่าวลือว่า สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดแล้ว ปราณวิญญาณในฟ้าดินนั้นไม่บริสุทธิ์เท่าพลังปราณในร่างกายของพวกเขา โดยปกติจึงต้องสกัดกลั่นจากภายนอกร่างกายเสียก่อน ถึงจะดึงเข้าสู่ร่างกายแล้วนำมาหลอมซ้ำไปซ้ำมาได้
หากมีหินวิญญาณระดับสูงมาจัดตั้งค่ายกลรวมวิญญาณซ้อนทับก็ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้น ยิ่งบำเพ็ญเพียรไปสู่ระดับสูงเท่าไหร่ ความยากก็จะยิ่งทวีคูณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วแม้แต่ฟ้าดินก็ยังกลายเป็นด่านอุปสรรคที่คอยฉุดรั้งความก้าวหน้าของเจ้า
ตอนนี้ถ้าสะสมไว้ได้เยอะๆ ก็มีแต่ข้อดีต่ออนาคตทั้งนั้นแหละ
หวังอี้เคยตรวจสอบบันทึกปีก่อนๆ ดูแล้ว
หลังจากจบระยะฟื้นตัว ปริมาณผลผลิตของหินวิญญาณระดับสูงน่าจะอยู่ระหว่างห้าร้อยถึงหนึ่งพันก้อน เขามีอำนาจเป็นเจ้าเมืองหยกวิญญาณแบบเต็มๆ ถึงสามร้อยปี
ต่อให้ยี่สิบปีขุดสักรอบ ก็ยังช่วยเขาสะสมหินวิญญาณระดับสูงได้ถึงเจ็ดพันห้าร้อยถึงหนึ่งหมื่นห้าพันก้อน นี่มันเงินก้อนโตชัดๆ
ส่วนพวกหินวิญญาณระดับกลางและระดับต่ำที่งอกเงยออกมาในแต่ละครั้งกลับเป็นแค่เศษเงิน มูลค่ารวมประมาณหนึ่งล้านหินวิญญาณระดับต่ำ ล้วนถือเป็นรายได้เข้ากระเป๋าเขาทั้งสิ้น
เมืองหยกวิญญาณในปัจจุบัน
หากคำนวณตามรอบห้าปี หักค่าบำรุงรักษาเมือง ค่าจ้างคน และส่วยอีกหนึ่งล้านหินวิญญาณแล้ว กำไรสุทธิที่เขาจะได้รับจะอยู่ราวๆ หกแสนก้อน
สิบปีเก็บได้สองรอบ รวมกับรายได้เสริมคงที่จากเหมืองหินวิญญาณในครั้งนี้ ก็ถือว่ามีเงินเยอะกว่าตอนที่รวยแบบก้าวกระโดดเมื่อสิบปีก่อนเสียอีก นี่ยังนับรวมค่าใช้จ่ายตลอดหลายปีที่ผ่านมาเข้าไปด้วยแล้วนะ
นอกจากนี้ ในหอผู้อาวุโสรับเชิญก็มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นต้นเพิ่มเข้ามาอีกสามคน
ถูกหวังอี้จัดสรรให้ไปเป็นผู้บัญชาการชั่วคราวของกองกำลังปกป้องเมืองและกองกำลังลาดตระเวน รอจนกว่าคนปลุกปั้นของเขาเองจะถือกำเนิดระดับสร้างรากฐานขึ้นมา พวกเขาก็จะได้กลับมาประจำการที่จวนเจ้าเมืองคอยรับคำสั่งจากเขา
ผู้บำเพ็ญเพียรสร้างรากฐานแต่ละคน ในรอบห้าปีก็ต้องจ่ายหินวิญญาณให้ไม่น้อย ค่าใช้จ่ายจึงเพิ่มสูงขึ้นทุกปี
“ถึงเวลาสร้างรายได้แล้วสิ เสวี่ยอวี้!”
จิ้งจอกหิมะสามหางมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แม้วิชาหลอมโอสถของหวังอี้จะยังต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าช่องจัดวางจะเติมเต็มจนสมบูรณ์ แต่เขาก็สามารถหลอมโอสถระดับสองได้ตั้งนานแล้ว
เพียงแค่หลอมให้ออกมาเป็นระดับสุดยอดไม่ได้ก็เท่านั้น สิบปีที่ผ่านมา ต่อให้มีโอสถวิญญาณระดับสองอย่าง ‘ยาเม็ดจิ้งจอกหิมะ’ ที่เขาเป็นคนลงมือหลอมเอง แต่มันก็เพิ่งจะทะลวงผ่านระดับสร้างรากฐานขั้นสองมาได้หมาดๆ ความเร็วในการฝึกฝนช้ากว่าเขาตั้งเยอะ ยาเม็ดจิ้งจอกหิมะเป็นฉบับขั้นกว่าของโอสถเลี้ยงอสูร หหวังอี้สามารถหลอมออกมาเป็นระดับสูงได้บ่อยๆ
มันคือตำรับยาและตัวยาที่ซื้อมาจากหอจินหม่าน ว่ากันว่าหลุดรอดออกมาสู่โลกภายนอกผ่านทางขุมอำนาจที่ลึกลับที่สุดในดินแดนแห่งนี้อย่าง ‘เจดีย์เจิ้นเป่ย’
ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อเผ่าพันธุ์อสูรหิมะแห่งทุ่งน้ำแข็งทางตอนเหนือสุดโดยเฉพาะ
เมื่อผ่านการจัดวางปรับปรุงแก้ไขโดยเขา มันก็กลายเป็นยาเม็ดจิ้งจอกหิมะที่ถูกทำมาเพื่อเสวี่ยอวี้โดยเฉพาะ ผลลัพธ์ที่ได้จึงยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถกระตุ้นศักยภาพในสายเลือดของมันได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อสะสมวันแล้ววันเล่ามันก็จะกลายเป็นรากฐาน ในอนาคตหากสามารถครอบครองสถานที่แปลกประหลาดตามธรรมชาติอันล้ำค่าอย่าง ‘สระเหมันต์น้ำพุวิญญาณ’ มาเป็นวาสนาในการชำระล้างสายเลือดได้ ก็มีโอกาสเล็กน้อยที่มันจะวิวัฒนาการต่อไปได้
…………
ไม่ได้ออกจากด่านมาซะนาน
ท้องฟ้ากำลังโปรยปรายหิมะเกล็ดใหญ่ดั่งขนห่าน อุณหภูมิเหลือเพียงไม่กี่องศา
เมื่อยืนอยู่หน้าประตูตำหนักหลักของจวนเจ้าเมือง หวังอี้ก็สามารถทอดสายตามองลงมาเห็นเมืองหยกวิญญาณทั้งเมืองได้อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาพบเจอกับปัญหาจุกจิกมาไม่น้อย แต่ก็ล้วนจัดการได้ทั้งหมด
บางครั้งก็จะบังเอิญเจอกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำ พวกเขาจะถูกสามสำนักนอกเมืองรวมหัวกันกีดกัน ยกเว้นแต่ว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ ถึงจะยังได้รับการต้อนรับขับสู้แบบมิตรไมตรี หรือแม้กระทั่งจัดงานแสดงต้อนรับ
หากเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำที่มีสังกัดขุมอำนาจ โดยพื้นฐานแล้วจะไม่มีใครต้อนรับ
ผีเท่านั้นแหละที่รู้ว่าพวกมันมีแผนการอะไรอยู่ในใจ
หลายปีมานี้ หวังอี้เคยเจอแค่ครั้งเดียว บอกว่ามาจากทางเหนือ เป็นนิกายระดับแก่นทองคำที่อยู่ใกล้กับทะเลกลียุคโบราณ มีชื่อว่า ‘นิกายพลิกสมุทร’!
การเดินทางผ่านเมืองหยกวิญญาณในครั้งนี้ ก็แค่แวะซื้อเสบียงกรัง เป้าหมายที่แท้จริงคือการมุ่งหน้าไปยังตลาดผีเหยียนหลัวที่อยู่ทางตอนใต้ของบึงอ้อสามพันลี้
ในระยะนี้ การร่วมมือได้เข้าสู่ช่วงคลุมเครือแล้ว
บางครั้งหวังอี้ก็จะออกไปนอกเมืองบ้าง แต่เขาตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะไม่ไปไหนไกล สำหรับเขา จวนเจ้าเมืองหยกวิญญาณนี่แหละคือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด มีคนน้อยมากที่จะสามารถทะลวงเข้ามาได้
ขณะที่เขากำลังคิดหาวิธีขยายเค้กก้อนนี้ให้ใหญ่ขึ้นอยู่นั้น
ลมโชยกลิ่นหอมสองสายพัดมาจากด้านข้าง ซึ่งก็คือสองพี่น้องกวนอิ้งตงและกวนอิ้งเสวี่ยที่โตเป็นสาวสะพรั่งแล้ว พวกนางเป็นคนสวยมาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นมาก็ยังคงเป็นสาวงามหยาดเยิ้ม
พอหวังอี้อารมณ์ดีก็จะประทานโอสถวิญญาณระดับหนึ่งขั้นสูงสุดให้
ส่งผลให้พวกนางกับสองคนจากตระกูลเจียง มีตบะบรรลุถึงขั้นหลอมปราณระดับหกกันแล้ว ความเร็วระดับนี้เมื่อเทียบกับพรสวรรค์รากวิญญาณสามสายของพวกนาง ถือว่าเร็วกว่าหลายเท่าตัว
ราวๆ อายุหกสิบถึงเจ็ดสิบปี พวกนางก็อาจจะได้สัมผัสกับขีดจำกัดของระดับสร้างรากฐาน มีโอกาสสองครั้งในการทะลวงระดับสร้างรากฐาน โอกาสสำเร็จก็ถือว่าค่อนข้างสูงทีเดียว
พวกนางเดินเข้ามา ย่อมต้องมีเรื่องมารายงาน กวนอิ้งตงผู้เป็นพี่สาวเอ่ยอย่างหนักแน่นว่า “ซือจุน สำนักสุ่ยโม่มีผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนมาขอเข้าพบเจ้าค่ะ ตอนนี้เชิญไปที่ห้องรับรองแล้ว”
“สำนักสุ่ยโม่รึ? ข้ารู้แล้ว”
หวังอี้พยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรอีก
กวนอิ้งเสวี่ยเห็นดังนั้น จึงเอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
“ซือจุน อีกฝ่ายน่าจะมาเพราะเรื่องดินแดนโบราณสถานนะเจ้าคะ ช่วงนี้มีข่าวคราวจากฝั่งนั้นมาไม่น้อย ว่ากันว่าเพิ่งจะค้นพบกลุ่มโบราณสถานแห่งใหม่อีกแล้วเจ้าค่ะ”
“ขุมอำนาจอื่นๆ สองสามวันนี้ก็อาจจะพากันมาเช่นกันเจ้าค่ะ”
“อืม ไปดูกันเถอะ”
เขาลูบหัวอิ้งเสวี่ยเบาๆ แม่หนูคนนี้หัวไวหัวไวกว่าพี่สาวอยู่บ้าง ความคิดความอ่านที่จะริเริ่มทำอะไรก็แรงกล้ากว่า จึงมักจะได้รับรางวัลจากหวังอี้อยู่บ่อยๆ