- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 167 วิชาลับกุยหยวน
บทที่ 167 วิชาลับกุยหยวน
บทที่ 167 วิชาลับกุยหยวน
บทที่ 167 วิชาลับกุยหยวน
ภายนอกจวนตระกูลไป๋
ฝูงชนที่เคยมุงดูและสลายตัวไปเมื่อตอนหัวค่ำ ถูกความเคลื่อนไหวจากที่นี่ปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง พวกชอบสอดรู้สอดเห็นจำนวนไม่น้อยพากันแห่มาล้อมวงดู พลางชี้ไม้ชี้มือไปที่ลวดลายค่ายกลที่ถูกกางขึ้น
"ตระกูลไป๋กำลังทำอะไรกันอยู่น่ะ"
"นั่นสิ ตอนพลบค่ำก็เพิ่งเกิดเหตุมังกรเพลิงเผาคลัง พอตกดึกก็มาเปิดค่ายกลพิทักษ์ตระกูลอีก หรือว่าจะมีโจรปล้นชิงสุดโหดบุกเข้าไปในคลังสมบัติของพวกมัน?"
"ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ ที่นี่คือเมืองหยกวิญญาณเชียวนะ ยังไงก็ต้องเคารพกฎของนิกายโลหิตวิญญาณผกผันอยู่ดี"
"แต่จะอาศัยแค่ชื่อนิกายมาขู่ก็ไม่ได้หรอก! ตอนนี้ใครบ้างไม่รู้ว่าจวนเจ้าเมืองหยกวิญญาณมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นต้นเป็นคนกุมอำนาจอยู่"
"แล้วเขาจะไปปกป้องอะไรได้? ใครมันจะไปกลัวเขากันล่ะ!!"
"สามหาว! นี่เจ้ากำลังเหยียบย่ำหน้าตานิกายศักดิ์สิทธิ์อยู่นะ"
"แค่เจ้าเมืองก็เป็นตัวแทนหน้าตานิกายศักดิ์สิทธิ์ได้แล้วรึ? แล้วเอ็งเป็นใครวะเนี่ย!"
ขาเผือกสองคน เถียงกันไปเถียงกันมา
ไม่นานนักก็เริ่มทะเลาะกันใหญ่โต จนถึงขั้นลงไม้ลงมือ ทำให้ในหมู่คนที่มุงดูเกิดความวุ่นวายขึ้นมาพักหนึ่ง
ท่ามกลางฝูงชน ตระกูลกวน ตระกูลเจียง และสามสำนักระดับแก่นทองคำที่แฝงตัวอยู่ในเมืองหยกวิญญาณ ต่างก็ส่งสายลับมาสอดแนม ตอนนี้จวนตระกูลไป๋เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ แถมยังมีกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยโชยออกมาอีก
พวกเขาก็นั่งไม่ติดกันแล้ว ต่างคนต่างงัดสารพัดวิธีออกมาใช้ รีบส่งข่าวกลับไปยังผู้มีอำนาจตัดสินใจที่แนวหลังทันที
จวนตระกูลกวน
ผู้นำตระกูลกวนที่เคยติดต่อกับหวังอี้มาแล้วสองครั้ง จู่ๆ ก็ได้รับรายงาน เขาเดาได้ทันทีว่าเป็นฝีมือของหวังอี้ที่เริ่มลงมือแล้ว พอคิดถึงพฤติกรรมเลียนแบบ 'มังกรเพลิงเผาคลัง' ของตัวเองเมื่อช่วงค่ำ
เขาก็รีบเรียกตัวผู้ดูแลมาสั่งการให้คัดลอกบัญชีสำรองอีกชุดหนึ่งแบบข้ามคืนทันที
สำหรับเรื่องนี้ เขาได้เตรียมแผนรับมือไว้สองทาง
ถ้าตระกูลไป๋ทำสำเร็จ ห้องบัญชีของตระกูลกวนก็ถูกเผาจนเกลี้ยงไปแล้วเช่นกัน แต่ถ้าจวนเจ้าเมืองเป็นฝ่ายชนะ นั่นก็แสดงว่าตระกูลกวนของเขาทำงานรอบคอบ มีข้อมูลสำรองเสมอ ภาษีที่ต้องจ่ายย่อมไม่มีขาดตกบกพร่องแม้แต่แดงเดียว
เขายังคงเป็นขุนนางผู้ภักดีตัวยง!
เพียงแต่ จากข้อมูลที่สายลับรายงานกลับมา กลิ่นคาวเลือดมันคลุ้งแรงมาก
หวังอี้บุกไปตัวคนเดียว ต่อให้เลือดไหลจนหมดตัวก็คงมีไม่เท่าไหร่ ดังนั้นความเป็นไปได้เดียวคือตระกูลไป๋เกิดการบาดเจ็บล้มตายอย่างหนัก ด้วยความกังวลใจ ผู้นำตระกูลกวนจึงไม่มีกะจิตกะใจจะบำเพ็ญเพียรอีกต่อไป
เขาทำเพียงนั่งนิ่งๆ อยู่ในห้องโถง เพื่อรอคอยข่าวคราวล่าสุด
นอกจากเขาแล้ว ในเมืองยังมีคนอีกมากมายที่เป็นเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าถิ่นผู้ยิ่งใหญ่ หรือขาใหญ่ประจำตรอก เรื่องนี้ล้วนเกี่ยวพันกับทุกคนอย่างแยกไม่ออก
ในขณะเดียวกัน
ด้านนอกศาลบรรพชนตระกูลไป๋
ผู้อาวุโสรองและผู้อาวุโสสามที่ต้องรับมือกับเหล่าลูกหลานที่ถูกเสียงมารควบคุม ล้วนเหนื่อยหอบจนเหงื่อชุ่มแผ่นหลัง ทั้งไม่อาจทำร้าย และไม่อาจจับมัดพวกมันไว้ได้
พวกมันเคยพยายามใช้ปราณแท้แปรสภาพเป็นเชือกเพื่อมัดทุกคนไว้แล้ว
แต่คนเหล่านี้ราวกับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย ต่อให้ต้องหักกระดูกตัวเองก็ยอมทำเพื่อดิ้นให้หลุด แล้วพุ่งเข้ามาโจมตีแบบพลีชีพใส่พวกมันทั้งสอง
"วิชาลวงใจบัดซบนี้มันจะร้ายกาจเกินไปแล้ว ถึงขั้นควบคุมสัญชาตญาณเอาชีวิตรอดของมนุษย์ได้เลยรึ!!
"หรือว่านี่จะเป็นวิชาลับที่สืบทอดกันมาของนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน!"
ผู้อาวุโสสาม ไป๋จูจูกัดฟันกรอด
"ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ตัดแขนตัดขาพวกมันซะ"
"..."
"ตกลง"
การตัดสินใจเฉพาะหน้านี้ ทำให้พวกมันทั้งคู่รู้สึกทั้งเจ็บปวดและเวทนา ตระกูลไป๋ที่ยิ่งใหญ่ปานนี้ กลับทำอะไรไอ้โจรถ่อยระดับสร้างรากฐานขั้นต้นเพียงคนเดียวไม่ได้เลย
"ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้เมื่อไหร่ ต้องหาวิชาลับที่ช่วยชำระจิตใจให้แจ่มใสมาไว้บ้างแล้ว จะได้ไม่โดนใครฉวยโอกาสเอาได้อีก"
"หึหึ…"
"พวกเจ้าไม่มีโอกาสนั้นแล้วล่ะ"
ฉับพลันนั้น เงาร่างของหวังอี้ก็ร่อนลงที่ด้านหลังของไป๋จูจู ในวินาทีที่ปล่อยหมัด มังกรเจียวมารปรโลกก็พันรัดพุ่งออกไปจากแขน บวกกับคุณสมบัติพละกำลังมหาศาลของแขนศพพลังเทวะและกระดูกมารศพ
จึงระเบิดพลังเทวะอันน่าสะพรึงกลัวจนถึงขีดสุดออกมาในทันที
อากาศส่งเสียงระเบิดดังสนั่น ถูกหมัดของหวังอี้อัดกระแทกจนเกิดเป็นวงแหวนคลื่นอากาศสีขาว
ไป๋จูจูเร่งเร้าปราณแท้คุ้มกายตามสัญชาตญาณ อาวุธวิเศษระดับสองขั้นสูงรูปทรงกำไลทองคำปรากฏขึ้นที่แผ่นหลังของนาง การตอบสนองในยามคับขันนี้นับว่าทำได้รวดเร็วถึงขีดสุด
ทว่าปราณแท้คุ้มกายนั้นช่างเปราะบางเหลือเชื่อ เพียงแค่ปะทะกับคลื่นพลังลมปราณก็แตกละเอียดดังเพล้ง แต่กำไลทองคำวงนั้นกลับช่วยรับการลอบโจมตีอันตรายถึงชีวิตเอาไว้ได้
ร่างของนางลอยละลิ่วกระเด็นออกไป กระแทกลูกหลานตระกูลไป๋ที่ถูกเสียงมารบงการอยู่ตามทางจนแหลกเหลวเป็นชิ้นเนื้อ หมอกเลือดฟุ้งกระจาย ห่าฝนเลือดสาดกระเซ็น
ผู้อาวุโสรองตาแดงก่ำขึ้นมาทันที
"ม่ายยย!"
ถูกปั่นหัวมาเนิ่นนานปานนี้ โทสะที่สะสมอยู่ในใจก็ไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป การปรากฏตัวของหวังอี้ในยามนี้ จึงเปรียบเสมือนการเปิดโอกาสให้ผู้อาวุโสรองได้ระบายความแค้น
เมื่อเห็นไป๋จูจูกระแทกสิ่งปลูกสร้างพังทลายไปตลอดทาง จนกระทั่งไปชนเข้ากับค่ายกลกระดองเต่าขุนเขาบึงวารีที่อยู่ริมสุดจึงยอมหยุดลง
หอกยาวสีเขียวครามเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของผู้อาวุโสรอง
ควงหอก… แทง!
ชั่วพริบตา เถาวัลย์หนามจำนวนมหาศาลก็ผุดขึ้นมาใต้เท้าของหวังอี้เพื่อพันธนาการเขาไว้กับที่ ทว่าเขากลับไม่มีทีท่าหวาดวิตกเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังเผยรอยยิ้มเย้ยหยันราวกับเป็นไปตามแผน
ในจังหวะเป็นตายนั้น ผู้อาวุโสรองก็สังหรณ์ใจว่าไม่ดีแล้ว ทว่ามันทุ่มสุดตัวไปแล้ว จึงยากที่จะดึงพลังกลับมาได้
ฉึกกก! ฉึกกก! ฉึกกก!
หอกไม้ครามแทงทะลุเนื้อและเลือดอย่างต่อเนื่องติดๆ กัน เป็นเพราะลูกหลานตระกูลไป๋เหล่านั้นพุ่งเข้ามาอย่างไม่คิดชีวิต เข้ามาขวางทางคมหอกเอาไว้พอดิบพอดี
ด้วยเรือนร่างระดับหลอมปราณของพวกมัน จะไปต้านทานการแทงสุดกำลังของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขั้นเจ็ดที่ถืออาวุธวิเศษระดับสองขั้นสูงได้อย่างไร
ในวินาทีที่เผชิญหน้ากับความตาย จิตใต้สำนึกของพวกมันก็ฟื้นคืนมาในที่สุด แต่ก็ทำได้เพียงเผยสีหน้าประหลาดใจ ราวกับกำลังตั้งคำถาม
‘ผู้อาวุโสรอง เหตุใดท่านถึงต้องฆ่าข้าด้วย?!’
เคร้ง~
ในท้ายที่สุด หอกไม้ครามก็แทงเข้าใส่เตาหลอมปฐพีที่หวังอี้เรียกออกมา ปัดเตาหลอมจนกระเด็นปลิวไปพร้อมกับแฉลบเฉี่ยวไปตามผิวหนังของเขา แต่ก็ถูกเสื้อศพเกราะทองแดงชั้นหนึ่งสกัดเอาไว้ได้
ใบหน้าของผู้อาวุโสรองบิดเบี้ยวถมึงทึง น้ำตาขุ่นมัวสองสายไหลรินจากหางตา มันคำรามลั่น
"ไอ้หวังอี้ วันนี้ข้ากับเจ้าต้องตายกันไปข้างหนึ่ง!"
"ยินดีจัดให้ตามคำขอ"
จังหวะที่หอกไม้ครามถูกดึงกลับและแทงออกไปอีกครั้ง แสงวิญญาณสีครามก็กะพริบวาบก่อตัวเป็นมังกรไม้ที่ม้วนตัวพุ่งทะยาน ทว่าจู่ๆ ผู้อาวุโสรองก็ร้องเสียงหลงออกมา
ทั่วร่างของมันถูกดวงไฟวิญญาณสีเทาหม่นแผดเผาห่อหุ้มเอาไว้หมดแล้ว
นั่นก็คืออาวุธวิเศษระดับสองขั้นสูง·โคมวิญญาณหลากสี!
หลังจากทะลวงเข้าสู่ระดับสร้างรากฐาน ผู้บำเพ็ญเพียรก็จะสามารถควบคุมอาวุธวิเศษได้สองชิ้นพร้อมกัน และสัมผัสเทวะของหวังอี้ที่บรรลุถึงระดับสร้างรากฐานขั้นปลาย ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาควบคุมอาวุธวิเศษสามชิ้นจัดการกับศัตรูพร้อมกันได้สบายๆ
เขาใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ หลอกล่อให้ผู้อาวุโสรองบุกโจมตีเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
จนในที่สุดก็ลอบโจมตีได้สำเร็จ
ในฐานะอาวุธวิเศษที่คู่กับเคล็ดวิญญาณโบราณ แม้จะได้มาจากการแย่งชิง แต่ภายใต้การควบคุมของหวังอี้ มันก็สามารถปลดปล่อยพลังสัมผัสเทวะระดับสร้างรากฐานขั้นปลายออกมาได้อย่างเต็มที่
เมื่อถูกเปลวเพลิงจากโคมวิญญาณหลากสีแผดเผา แม้ร่างกายจะไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ แต่ผู้อาวุโสรองกลับรู้สึกตาพร่ามัวไปชั่วขณะ จิตวิญญาณของมันกำลังรับทัณฑ์ทรมานจากการถูกไฟคลอก
มันช่างเป็นความเจ็บปวดแสนสาหัสเสียนี่กระไร!
โอกาสงามเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง ฝ่ามือเสวียนหยินขั้นสมบูรณ์ถูกงัดออกมาใช้อย่างสุดกำลัง ทว่าครั้งนี้กลับไม่มีฝ่ามือยักษ์สีดำเทาปรากฏขึ้นมา แต่กลับคืนสู่ความเรียบง่าย พลังทั้งหมดหลอมรวมเข้าไว้ในฝ่ามือเดียวของหวังอี้
พลังเสวียนหยินที่ข้นหนืดจนแทบจะกลายเป็นของเหลว ทำให้มือขวาของหวังอี้ราวกับกลายสภาพเป็นหัตถ์ผีอันมืดมิด ซัดเปรี้ยงเข้าที่กลางอกของผู้อาวุโสรองอย่างจัง
เสื้อผ้าของมันระเบิดกระจุย หน้าอกยุบตัวลง ทิ้งไว้เพียงรอยประทับรูปฝ่ามือสีดำสนิท
มันแหงนหน้าขึ้นฟ้า กระอักเลือดคำใหญ่ออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
สาดกระเซ็น!!! ย้อมผืนฟ้าด้วยสีเลือดในทันที!
แม้มันจะยังไม่ตาย แต่การถูกพลังเสวียนหยินกัดกร่อนจนเส้นเลือดขั้วหัวใจเสียหายหนัก มันก็คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วันแล้ว
ในตอนนั้นเอง ผู้อาวุโสสาม ไป๋จูจูก็เดินโซซัดโซเซตามมาจากที่ไกลๆ และบังเอิญเห็นภาพผู้อาวุโสรองรับฝ่ามือเสวียนหยินขั้นสมบูรณ์เข้าไปเต็มๆ พอดี
"ไม่!"
หวังอี้แคะหู เขาจำไม่ได้แล้วว่าคืนนี้ได้ยินคำว่า "ไม่" มาเป็นครั้งที่เท่าไหร่ ช่างน่ารำคาญซะจริง
"ถึงตาเจ้าแล้ว"
ไป๋จูจูอยู่ระดับสร้างรากฐานขั้นหก ซึ่งนับว่ายังอยู่แค่สร้างรากฐานขั้นกลาง พลังสัมผัสเทวะก็ยังด้อยกว่าเขา ขอเพียงพลิกแพลงลูกเล่น จับจังหวะให้ถูก การปะทะกันซึ่งๆ หน้า หวังอี้ก็ใช่ว่าจะเอาชนะไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น สีข้างของนางก็มีรอยบิดเบี้ยวอย่างเห็นได้ชัด หมัดก่อนหน้านี้แม้จะถูกกำไลทองคำสกัดไว้ได้ แต่นางก็ได้รับบาดเจ็บไปไม่น้อยเช่นกัน
ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง
เขาสะบัดมือฟาดปราณกระบี่น้ำแข็งออกไปหลายสาย ผู้อาวุโสสามผู้นั้นก็หยิบกำไลทองคำที่เป็นอาวุธวิเศษระดับสูงออกมารับมืออีกครั้ง ของสิ่งนั้นแปรสภาพเป็นโล่ทองคำปกป้องรอบทิศทาง 360 องศา ป้องกันปราณกระบี่ทั้งหมดไว้ได้อย่างไร้ช่องโหว่
หมอกน้ำแข็งฟุ้งกระจาย
ปราณกระบี่โลหะแหลมคมพุ่งทะลุออกมาจากในหมอก ตรึงเป้าหมายตำแหน่งของเขาได้อย่างแม่นยำ หวังอี้จึงเร่งเร้าวิชาหลบหนี กระพือปีกจันทร์น้ำค้างแข็งหนึ่งครั้ง ก็ถอยห่างจากตำแหน่งเดิมในชั่วพริบตา
ขลุ่ยผีคร่ำครวญจ่อเข้าที่ริมฝีปากล่าง ท่วงทำนองอันไพเราะพริ้งพรายก็ดังกังวานขึ้นกลางสนามรบ
ไป๋จูจูที่เพิ่งพุ่งทะลุหมอกน้ำแข็งออกมาเกิดอาการซวนเซ นัยน์ตาสะท้อนแสงสีแดงวูบวาบอย่างต่อเนื่อง นั่นคือผลจากเสียงมารบงการจิต
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความเศร้าสลดและความโกรธแค้นแสนสาหัสที่ถาโถมเข้ามาไม่ขาดสาย
ในช่วงเวลาสั้นๆ สภาพจิตใจของนางจึงมีเพียงสองคำเท่านั้น… แก้แค้น! แก้แค้น! แล้วก็แก้แค้น!
เสียงมารบงการจิตที่ฝึกถึงระดับความสำเร็จขั้นสูง กลับทำได้เพียงรบกวนสมาธิเล็กน้อยเท่านั้น ฉับพลันไป๋จูจูก็เร่งความเร็วพุ่งประชิดตัวหวังอี้ กระบี่โลหะแหลมคมระดับสองขั้นกลางในมือตวัดฟันลงมาทันที
ทว่าคนแซ่หวังกลับใช้มือซ้ายรับคมกระบี่ไว้ได้โดยตรง เขาอดแสยะยิ้มไม่ได้ "คิดจะประชิดตัวสู้กับท่านเจ้าเมืองอย่างข้า เจ้าเสียสติไปแล้วหรือไง"
ต่อให้อาวุธวิเศษธาตุทองจะแหลมคมแค่ไหน ถึงขั้นหั่นนิ้วมือซ้ายของเขาขาด เขาก็ไม่รู้สึกเจ็บอยู่ดี
ก็ไอ้ของพรรค์นี้มันไม่ใช่ร่างกายของเขาตั้งแต่แรกแล้วนี่นา
มือซ้ายออกแรงดึง มือขวากำหมัดแน่น กระดูกสันหลังมังกรเจียวมารปรโลกแผลงฤทธิ์อีกครั้ง หมัดเดียวชกทะลวงเข้าไปที่ท้องของไป๋จูจู เครื่องในปั่นป่วนเละเทะไปหมด
แต่อีกฝ่ายกลับเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม อาวุธวิเศษกำไลทองคำขยายใหญ่ขึ้นอย่างกะทันหัน สวมครอบเอวของพวกเขาทั้งสองคนแล้วหดรัดเข้าหากันในทันที ทำให้ทั้งคนแก่และคนหนุ่มแนบชิดติดกันแบบเนื้อแนบเนื้อ
คนแก่ก็มีวิชารักษาความงาม รูปร่างจึงยังคงเป็นหญิงงามวัยสะพรั่งที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน ส่วนคนหนุ่มก็หล่อเหลาไร้ที่ติ รูปร่างสูงโปร่งสง่างาม
ภาพที่ออกมา จึงดูคล้ายกับว่าชายหนุ่มกำลังโอบกอดหญิงสาวไว้ในอ้อมอกเสียอย่างนั้น
หวังอี้รู้สึกขยะแขยงจนแทบอ้วก แต่เมื่อได้ยินเสียงพึมพำแผ่วเบาของอีกฝ่าย เขาก็ถึงกับเสียอาการ
"วิชาลับกุยหยวน·สลายร่าง!"
วิชาลับระเบิดตัวเองบ้าบออะไรเนี่ย ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารแม้จะชอบทำอะไรสุดโต่ง แต่คนที่ฝึกวิชาระเบิดตัวเองก็มีอยู่แค่หยิบมือ เพราะขั้นตอนการฝึกมันอันตรายเกินไป แถมยังไม่มีทางให้ฝึกซ้อมได้อีก
หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว ก็จะระเบิดตัวเองตายห่าไปเลย
ความเสี่ยงมหาศาลแต่ผลตอบแทนเท่ากับศูนย์ มีเพียงไอ้บ้ากับพวกหน่วยกล้าตายเท่านั้นแหละที่จะฝึกวิชาพลีชีพเพื่อตายตกไปตามกันแบบนี้ แถมยังเป็นวิชาที่ถูกขุมกำลังระดับวิญญาณแรกกำเนิดของวิถีมารสั่งห้ามเด็ดขาดอีกต่างหาก
การที่ไป๋จูจูใช้วิชานี้ได้ นั่นหมายความว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา นางต้องเคยได้รับความบอบช้ำทางจิตใจอย่างรุนแรง และบังเอิญได้พบเจอวาสนาทางด้านนี้เข้า ในยามที่อยากจะแสวงหาความตาย การฝึกวิชานี้ก็นับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว
นอกจากนี้ วิชาลับกุยหยวนยังถือเป็นหนึ่งในวิชาลับระเบิดตัวเองของวิถีมารที่โด่งดังมาก หวังอี้เคยเห็นผ่านตาในคัมภีร์ที่หอธรรมบรรยายมาก่อน
ในวินาทีเป็นตาย
หวังอี้ตัดสินใจเด็ดขาด เร่งเร้าวิชาลับมารศพ ตัดแขนซ้ายของตัวเองให้หลุดออกจากร่าง
ด้วยเหตุนี้ กำไลทองคำที่รัดแน่นจึงเกิดช่องโหว่ขึ้นเล็กน้อย หลังจากดึงแขนซ้ายออก ช่องโหว่ก็ขยายกว้างขึ้นไปอีก พลังมหาศาลของผู้บำเพ็ญเพียรสายกายาระดับสองจึงระเบิดออกมาได้เต็มที่
ส่วนบนใบหน้าของไป๋จูจูก็กำลังปรากฏรอยร้าวอย่างต่อเนื่อง ภายในมีแสงสีขาวพวยพุ่งออกมา ภายใต้การควบคุมของพละกำลังอันมหาศาล ร่างกายของนางแทบจะถูกหวังอี้หักพับครึ่งไปด้านหลัง
เขาออกแรงดึงตัวเองออกมาจากกำไลทองคำ แขนขวาที่เหลืออยู่ก็เหวี่ยงร่างของนางลอยละลิ่วออกไป พอปลิวไปได้แค่สิบกว่าเมตร ก็เกิดการระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว
เตาหลอมปฐพีขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมร่างจริงของเขาเอาไว้
วินาทีต่อมา รอยร้าวก็ลามไปทั่วตัวเตา หวังอี้ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในได้รับแรงสะเทือน จนทนไม่ไหวต้องกระอักเลือดออกมาคำโต
เตาหลอมปฐพีสิ้นอายุขัยไปโดยปริยาย
ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงอาวุธวิเศษระดับสองขั้นต่ำ อยู่ใกล้ขนาดนั้น ย่อมทนรับแรงระเบิดพลีชีพแบบนี้ไม่ไหว ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้