- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 162 ตรวจสอบทรัพย์สิน
บทที่ 162 ตรวจสอบทรัพย์สิน
บทที่ 162 ตรวจสอบทรัพย์สิน
บทที่ 162 ตรวจสอบทรัพย์สิน
นี่ไม่เกี่ยวว่าจะเป็นฆาตกรหรือไม่ แต่มันคือวิสัยของวิถีมารที่ทุกคนต่างรู้กันดี
ข้ออ้างดีๆ แบบนี้มีหรือบิดาจะไม่กอบโกย
เจ้าบอกว่าไม่เกี่ยวแล้วมันจะหลุดพ้นงั้นหรือ? ต่อให้ไม่มีความผิดก็กลายเป็นมีความผิดได้! เรื่องนี้ผู้ดูแลสวีที่เคยถูกคุมขังและถูกริบสมบัติไปจนหมดเกลี้ยงย่อมมีประสบการณ์และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
"ท่านเจ้าเมืองช่างใจกว้างยิ่งนัก การที่ลูกหลานตระกูลกวนได้กราบท่านเจ้าเมืองเป็นอาจารย์ถือเป็นวาสนาของพวกเขา ไม่ทราบว่าท่านมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนคนหรือไม่? คนรุ่นเยาว์ของตระกูลกวนข้ายังมีอีกนับร้อยคนที่กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ที่บ้านขอรับ"
"ทางฝั่งตระกูลเจียงเองก็มีอีกนับร้อยคนให้ท่านเจ้าเมืองเลือกสรรเช่นกันขอรับ"
หวังอี้เลิกคิ้วขึ้น
"ไม่ต้องรีบร้อน เรื่องเปิดจวนรับศิษย์เอาไว้เป็นอีกครึ่งเดือนให้หลังเถอะ ตระกูลละสองคนก็เพียงพอแล้ว"
กล่าวจบเขาก็หันไปมองตัวแทนจากหออวิ๋นเมิ่ง
"ก่อนที่ข้าหวังอี้จะเข้าเมืองมา ได้บังเอิญพบกับสหายนักพรตเฉาแห่งหอของพวกเจ้า นางได้ช่วยเหลือข้าไว้ครั้งใหญ่"
"พื้นที่ฝั่งเมืองเหนือ คงต้องรบกวนให้พวกเจ้าช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยไปก่อน รอให้ทางนี้เข้าที่เข้าทางแล้ว ข้าจะออกหนังสือประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง"
เอ๊ะ? ข้าหรือ!
ผู้มาเยือนจากหออวิ๋นเมิ่งมีเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้น เป็นโฉมงามแบบดรุณีแรกรุ่น ตบะเพิ่งจะอยู่ระดับสร้างรากฐานขั้นที่สอง เทียบเท่ากับหวังอี้ ฐานะของนางน่าจะอยู่ต่ำกว่าเฉาอวิ๋นเหนียง
จู่ๆ ก็ได้รับความปรารถนาดีและอำนาจใหญ่หลวงจากท่านเจ้าเมืองคนใหม่ นอกจากความดีใจแล้ว ในใจของนางยังแฝงความหวาดหวั่นอยู่บ้าง
เพราะหวังอี้จงใจพูดต่อหน้าผู้คนว่าเฉาอวิ๋นเหนียงได้ช่วยเหลือเขาก่อนเข้าเมือง ช่วยอย่างไรล่ะ? ลองคิดถึงธุรกิจของหออวิ๋นเมิ่งดูสิ ย่อมเดาได้ทันทีว่าเป็นเรื่องข่าวกรอง!
รอให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป หออวิ๋นเมิ่งก็เท่ากับได้ลงเรือลำเดียวกับหวังอี้ที่กำลังลอยลำอยู่ท่ามกลางพายุฝนแล้ว
จะกลืนเหยื่อนี้หรือคายทิ้งดี? นี่แหละคือปัญหา
แต่นาง... ก็ดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกอื่นเช่นกัน
หญิงสาวโอดครวญในใจไม่หยุด ทว่าบนใบหน้ากลับประดับไปด้วยรอยยิ้มยินดี "เซียงเซียงขอบพระคุณท่านเจ้าเมืองที่ไว้วางใจเจ้าค่ะ ข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง จะช่วยดูแลรักษาความสงบในเขตเมืองเหนือเป็นอย่างดีเจ้าค่ะ"
ทว่ายังไงเสียผู้นำขุมอำนาจย่อยในเมืองเหนือก็ตกตายไปมากเกินไป ขุมอำนาจเหล่านี้ก็มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานเพียงคนเดียว เมื่อมาตายเรียบอยู่ที่นี่ ย่อมต้องเกิดความวุ่นวายระลอกหนึ่งขึ้นอย่างแน่นอน
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าหวังอี้ก็ไม่ขอส่งพวกท่านแล้ว อีกครึ่งเดือนให้หลังรบกวนพวกท่านเดินทางมาที่นี่อีกครั้งเถิด"
ถึงตอนนี้ผู้คนต่างก็เพิ่งจะตระหนักได้ ยังต้องเข้ามาอีกรึ?
สถานที่แห่งนี้หากค่ายกลถูกเปิดขึ้นมาเมื่อใดก็คือทางตัน มิใช่ว่าต้องยอมตกเป็นเบี้ยล่างให้เขากุมชะตาหรอกหรือ? ในใจของพวกเขากระวนกระวาย ทว่าปากกลับรับคำอย่างว่าง่าย
หวังอี้รู้ดีว่าการพบกันครั้งหน้า พวกเขาอย่างมากก็แค่ส่งตัวแทนมา ต่อให้ตีจนตายก็ไม่กล้ามาด้วยตัวเองอีกแล้ว
ต้องโทษไอ้บัดซบทั่วป๋าเหล่ย ขนาดใกล้ตายยังมาสร้างความเดือดร้อนให้พวกเขาอีก
สมควรแล้ว!
พายุฝนในจวนเจ้าเมืองจบลง ทว่าพายุด้านนอกกลับยังต้องพัดกระหน่ำต่อไปอีกพักใหญ่ หวังอี้ส่งผู้คนกลับไป ปิดประตูใหญ่แน่นหนา เตรียมตัวตรวจสอบทรัพย์สินของจวนเจ้าเมืองเสียหน่อย
หลังจากเรียกจิ้งจอกหิมะหยกสามหางออกมา เขาก็เอ่ยสั่งการ
"เสวี่ยอวี้ เอาเศษเนื้อและซากศพพวกนี้แช่แข็งให้หมด แล้วเอาไปกองไว้ตรงมุมด้านโน้น"
"กิ๊ว~"
เมื่อไม่มีลูกน้อง ก็ทำได้เพียงลงมือทำความสะอาดด้วยตัวเอง
ถุงเก็บของซึ่งเป็นของศพกว่าห้าร้อยใบถูกกองเป็นภูเขาลูกย่อมอยู่ตรงหน้าหวังอี้ เขาตรวจสอบไปทีละใบจนต้องสิ้นเปลืองแรงกายไปไม่น้อย ในที่สุดผลเก็บเกี่ยวที่ตรวจสอบออกมาได้ ก็มากพอที่จะช่วยเติมเต็มกระเป๋าเงินที่แห้งขอดของเขาให้กลับมาตุงอีกครั้ง
"หินวิญญาณหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นกว่าก้อน อาวุธวิเศษระดับหนึ่งหกร้อยกว่าชิ้น อาวุธวิเศษระดับสองสิบแปดชิ้น ส่วนใหญ่เป็นระดับต่ำ มีเพียงในมือของทั่วป๋าเหล่ยและประมุขตระกูลไป๋เท่านั้นที่มีอาวุธวิเศษระดับสองขั้นสูง"
ชิ้นหนึ่งคือดาบซันหม่าที่เพิ่งเห็นเมื่อครู่ ส่วนอีกชิ้นคืออาวุธประเภทกระบี่
หลังจากหวังอี้ตรวจสอบดู ก็พบว่ามันยังสู้กระบี่วารีมรกตที่เขายึดมาจากเฒ่าหลานไม่ได้เลย สมกับเป็นของที่ผลิตจากสำนักกระบี่จริงๆ คุณภาพดีเยี่ยมกว่ากระบี่อาคมข้างนอกตั้งไม่รู้กี่เท่า
ส่วนในด้านเคล็ดวิชาคาถาอาคมนั้น ถือว่ามีเยอะมากทีเดียว
เรียกได้ว่าเป็นการยึดของล้ำค่าได้มากที่สุดนับตั้งแต่หวังอี้บำเพ็ญเพียรมาเลยก็ว่าได้
<วิชามังกรเขียวเชื่อมปราการ>, <เคล็ดเพลิงชาดแผดเผากาย>, <วิชาไม้ครามบำรุงปราณ>, <คัมภีร์หยกบริสุทธิ์ชำระใจ>
คัมภีร์เหล่านี้ล้วนเป็นของที่ตกมาจากพวกหัวหน้าระดับสร้างรากฐานของเมืองเหนือ เส้นทางการโคจรลมปราณของตัววิชานับว่าสมบูรณ์แบบ ทว่าวิชาคาถาอาคม วิชาลับ รวมไปถึงการสืบทอดอาวุธวิเศษที่ต้องใช้คู่กันกลับไม่สมบูรณ์
หากอิงตามมาตรฐานของนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน ก็ไม่อาจนับเป็นการสืบทอดที่สมบูรณ์ได้ ทว่าสำหรับผู้ฝึกตนอิสระแล้ว การมีเส้นทางการโคจรลมปราณของวิชาอยู่ด้วย ก็ถือว่าสมบูรณ์มากเพียงพอแล้ว
เมื่อวิสัยทัศน์แตกต่างกัน มาตรฐานการตัดสินของทั้งสองฝ่ายจึงแตกต่างกันไปด้วย
ของพวกนี้ไม่ได้มีประโยชน์กับเขามากนัก แต่สามารถนำไปเติมเต็มคลังสมบัติของจวนเจ้าเมืองได้ ในอนาคตหากนำมาใช้สั่งสอนลูกน้องก็ถือว่าไม่เลว วิชาของระดับสร้างรากฐานนั้นมีมูลค่าในตัวมันเองอยู่แล้ว
ส่วนด้านวิชาคาถา มีเพียงวิชาเดียวที่มีประโยชน์กับเขา
<คาถาชำระใจ> เมื่อดูจากชื่อคาถา คาถานี้ย่อมมีสรรพคุณในการชำระล้างจิตใจและควบแน่นสมาธิ ซึ่งเหมาะเจาะกับที่ช่วงนี้เขาต้องการใช้โอกาสจากวิญญาณร้ายกัดกินร่าง มาขัดเกลาสัมผัสเทวะพอดี
หากใช้คาถานี้คอยช่วยเหลือ ย่อมต้องปลอดภัยและมั่นคงมากยิ่งขึ้น
ยังไงเสียคนพวกนี้ก็มีระดับต่ำเกินไป ในมือจึงไม่มีของดีอะไรเลย ส่วนประมุขตระกูลไป๋และทั่วป๋าเหล่ยที่มีระดับสูงพอ ในถุงเก็บของกลับไม่มีหยกสืบทอดวิชาเก็บไว้
ตระกูลทั่วป๋าเองก็เริ่มมีอำนาจขึ้นมาจากผู้ฝึกตนอิสระ แค่พัฒนาได้อย่างรวดเร็วในช่วงร้อยปีนี้ รากฐานจึงแย่เกินไป ของดีจึงมีไม่มากนัก
หลังจากตรวจสอบของที่ยึดมาได้เสร็จสิ้น ลำดับต่อไปก็ถึงคราวของจวนเจ้าเมืองแล้ว
คลังสมบัติล้ำค่า โกดัง หอคัมภีร์ สวนสมุนไพรระดับสูง
ทั้งสี่สถานที่นี้คือจุดสำคัญที่สุด เมื่อมีป้ายเจ้าเมือง หวังอี้ก็คือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในอาณาบริเวณนี้ สามารถไปได้ทุกหนทุกแห่ง
สวนสมุนไพรในจวนน่าจะเป็นสมบัติส่วนตัวของตระกูลทั่วป๋า โดยหลักแล้วเป็นสมุนไพรวิญญาณระดับสองทั่วไป มีเพียงสามสี่ชนิดที่ค่อนข้างหายาก ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันของหวังอี้ได้
ไม่เลว!
โกดังในจวน น่าจะเป็นสิ่งที่ตระกูลทั่วป๋าเตรียมไว้สำหรับคนในตระกูลและผู้ที่คอยรับใช้พวกเขา ของในนี้มีเยอะและจิปาถะมาก ทั้งอาวุธวิเศษ โอสถ ยันต์ ธงค่ายกล... มีครบทุกอย่าง
น่าเสียดายที่ทั้งหมดล้วนเป็นของระดับหนึ่ง ไม่มีประโยชน์กับเขาเลย
ธรรมดา!
คลังสมบัติล้ำค่า ที่นี่คือของสะสมอันล้ำค่าของตระกูลทั่วป๋าอย่างแท้จริง มีเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานสองคนนั้นเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้ามา ตอนที่หวังอี้มาถึงที่นี่ เขาแทบจะถูกแสงวิญญาณอันเจิดจ้าส่องจนตาบอด
หีบเก็บของแต่ละใบที่ถูกขยายพื้นที่ด้านในตามวิธีหลอมถุงเก็บของ แต่ละใบมีความจุเท่ากับห้องหนึ่งห้อง ภายในบรรจุหินวิญญาณไว้จนเต็ม ไม่ได้มีแค่หินวิญญาณระดับต่ำ แต่ยังมีหินวิญญาณระดับกลางอีกด้วย
หลังจากหวังอี้คำนวณอย่างละเอียด ก็พบว่ามีมากถึงหนึ่งล้านสามแสนหกหมื่นก้อน ต่อให้เปลี่ยนเป็นหินวิญญาณระดับกลาง ก็ยังมีถึงหนึ่งแสนสามหมื่นหกพันกว่าก้อน
ยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบ!
หลังจากดีใจได้ไม่นาน หวังอี้ก็กลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง
"ไม่ถูกสิ ของพวกนี้คือเครื่องบรรณาการที่ต้องส่งมอบให้กับนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน"
ใช่แล้ว
อาณาเขตของนิกายโลหิตวิญญาณผกผันมีมากถึงสี่แคว้น การใช้ชีพจรวิญญาณมาสร้างเมืองมีเพียงหมื่นแห่งเสียที่ไหนกัน?!
ตามความแตกต่างของระดับชีพจรวิญญาณ ทุกห้าปีจะต้องส่งเครื่องบรรณาการหนึ่งครั้ง ชีพจรวิญญาณระดับหนึ่งคือหินวิญญาณหนึ่งแสนก้อน ชีพจรวิญญาณระดับสองคือหินวิญญาณห้าแสนก้อน
ส่วนเมืองหยกวิญญาณคือชีพจรวิญญาณระดับสาม ทุกห้าปีจะต้องส่งหินวิญญาณหนึ่งล้านก้อน ดูเหมือนจะเยอะ ทว่าความจริงแล้วก็ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานที่ด้วย หากเป็นเมืองลักษณะเดียวกับเมืองหยกวิญญาณ การรวบรวมหินวิญญาณเพื่อส่งส่วยถือเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก
"นั่นก็หมายความว่าในจำนวนหนึ่งล้านสามแสนหกหมื่นก้อนนี้ มีเพียงสามแสนหกหมื่นก้อนที่เป็นของข้า ก็ยังดี อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีเลย"
หวังอี้ใช้นิ้วคำนวณวันเวลาดู สิ้นปีนี้ก็จะครบรอบห้าปีพอดี มิน่าล่ะถึงได้กองรวมกันอยู่ในคลังสมบัติ ตระกูลทั่วป๋าตายเกลี้ยงหมดแล้ว เขาก็ไม่มีลูกน้อง ปีนี้จะส่งใครไปส่งของล่ะ?
นี่คือปัญหาใหญ่
ไม่มีเวลาให้คิดมาก ยังมีสมบัติอีกมากมายรอให้เขาตรวจสอบ
นอกจากหินวิญญาณแล้ว ในนี้ย่อมมีของสะสมอื่นๆ อีก ชั้นวางแต่ละชั้นถูกฝังไว้ในกำแพง ข้อห้ามที่เชื่อมต่ออยู่ด้านบนนั้นถือว่าพัฒนามาจากค่ายกล
แต่ก็ยังคงถูกเขาควบคุมอยู่ดี หลังจากตรวจสอบไปทีละชิ้น หวังอี้ก็ได้รับความประหลาดใจอีกครั้ง
วัสดุล้ำค่าระดับสาม·แก่นโลหิตมังกร!
ตามคำเล่าลือ นี่คืออัญมณีที่ก่อตัวขึ้นเองจากแก่นโลหิตในร่างกายหลังจากที่มังกรเจียวผู้มีสายเลือดเข้มข้นตายลง ทั่วทั้งก้อนเป็นสีแดงฉาน ทั้งยังมีบารมีมังกรแผ่ออกมาจางๆ
สำหรับกระดูกสันหลังมังกรเจียวมารปรโลกของเขาแล้ว นี่คือสมบัติล้ำค่าระดับสุดยอดที่ช่วยยกระดับรากฐานให้สูงขึ้น ทั้งยังสามารถฝืนยกระดับตบะในวิถีกายาของเขาให้สูงขึ้นได้อีกด้วย
แก่นโลหิตมังกรก้อนนี้มีขนาดเท่ากำปั้น เพียงแค่ขูดผงออกมานิดเดียวก็เพียงพอให้เขาหลอมโอสถลับโลหิตมังกรได้แล้ว หวังอี้เก็บมันไว้อย่างระมัดระวัง
ชิ้นต่อไป
สมุนไพรวิญญาณระดับสาม·รากปราณทองคำ!
ของชิ้นนี้ค่อนข้างหายากยิ่ง จะถือกำเนิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีปราณธาตุทองคำที่เข้มข้นไร้ที่เปรียบ ทว่ากลับอยู่ในสภาวะเฉื่อยชาตลอดทั้งปี และต้องเป็นดินแดนสมบัติธาตุทองคำที่สูญเสียความแหลมคมไปแล้วเท่านั้น
ของสิ่งนี้มีขอบเขตการใช้งานค่อนข้างแคบ ด้วยรากฐานของตระกูลทั่วป๋า ตอนนั้นคงไม่รู้ว่าจะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร จึงได้เก็บซ่อนไว้ในคลังสมบัติ
หวังอี้บังเอิญรู้สูตรโอสถโบราณชนิดหนึ่งพอดี
มันมีชื่อว่า [โอสถวิเศษหลิงหลง] รากปราณทองคำเป็นหนึ่งในตัวยาหลักของมัน ทว่าสูตรโอสถนี้ถูกบันทึกไว้ในกองคัมภีร์โบราณที่แลกมาจากหอลงทัณฑ์ใหญ่
เขารู้เพียงแค่ข้อมูลคร่าวๆ หากต้องการสูตรโอสถที่ใช้ได้จริง ยังต้องกลับไปแลกเปลี่ยน สมบัติชิ้นนี้จึงถูกเขาเก็บไว้อย่างดีเช่นกัน
หลังจากนั้น ของที่เหลือในคลังสมบัติก็แทบจะเป็นทรัพยากรวิญญาณระดับสองทั้งหมดแล้ว
หวังอี้ทิ้งหินวิญญาณไว้ในคลังสมบัติเพียงหนึ่งล้านก้อน ส่วนที่เหลือทั้งหมดถูกเขาเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินของตัวเอง ตอนที่จากไปยังบ่นพึมพำออกมา
"จน... จนจริงๆ!
"เป็นถึงจวนเจ้าเมืองของพื้นที่แห่งหนึ่ง กลับไม่มีอะไรเลย"
เมื่อหันหลังกลับ ก็เดินเข้าไปในหอคัมภีร์อีกครั้ง
ด้านในนี้ไม่เพียงแต่รวบรวมของที่ตระกูลทั่วป๋าสะสมมานับร้อยปี แต่ยังมีคัมภีร์ลับเคล็ดวิชาบางส่วนที่จัวขวงเซิงได้รับมาตอนดำรงตำแหน่ง จำนวนไม่ใช่น้อย ทว่าก็ไม่ถือว่าเยอะเช่นกัน
โดยหลักแล้วเป็นระดับหนึ่งและสอง ส่วนระดับสามไม่มีเลยแม้แต่เล่มเดียว
ในบรรดานั้น มีวิชาหลบหนีวิชาหนึ่งที่ทำให้หวังอี้ตระหนักรู้กระจ่างแจ้ง มีชื่อว่า [วิชาพสุธาซ่อนเร้นมังกรม่วง] แค่เห็นชื่อก็รู้แล้วว่า นี่คือการสืบทอดของภูเขามังกรม่วง
มิน่าล่ะจัวขวงเซิงถึงได้เคยประลองกับเจ้าภูเขามังกรม่วง
ที่เรียกว่ามังกรม่วง แท้จริงแล้วก็คือปลาไหล วิชาซ่อนเร้นพสุธานี้คือวิชาลับที่สืบทอดกันมาของภูเขามังกรม่วง เทียบเท่ากับวิชาเอกของศิษย์สายตรง เป็นเคล็ดวิชาหลบหนีธาตุดินที่ค่อนข้างล้ำลึก
สามารถมุดดิน ทะลุกำแพง ว่ายผ่านโขดหิน เรียกได้ว่าเป็นวิชาคาถาสารพัดประโยชน์ หวังอี้มีรากวิญญาณธาตุดิน ก็สามารถเรียนรู้วิชานี้ได้ จะไม่ทำให้เกิดปัญหาออกแรงมากแต่ได้ผลน้อยเพราะเรื่องธาตุ
มาถึงตรงนี้ รากฐานของจวนเจ้าเมืองก็ถือว่าตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว ด้านในยังปะปนไปด้วยรากฐานของตระกูลทั่วป๋า ทำให้ทรัพย์สินของหวังอี้พุ่งทะยานจนเข้าใกล้ห้าแสนหินวิญญาณ
จำนวนนี้ดูเหมือนจะเยอะ แต่หากเปลี่ยนเป็นหินวิญญาณระดับกลางก็จะเหลือเพียงห้าหมื่นก้อน หากเปลี่ยนเป็นหินวิญญาณระดับสูง ก็เทียบเท่ากับห้าร้อยก้อน ก็ยังถือว่าจนอยู่ดี
ระหว่างหินวิญญาณระดับต่ำและหินวิญญาณระดับกลางมีความห่างเพียงสิบเท่า
ทว่าระหว่างหินวิญญาณระดับสูงและหินวิญญาณระดับกลางกลับมีความห่างถึงร้อยเท่า
อีกทั้งยังหมุนเวียนอยู่แค่ในกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำและวิญญาณแรกกำเนิดเท่านั้น และมีเพียงผู้บำเพ็ญเพียรในระดับนี้ที่สามารถสร้างมันขึ้นมากับมือได้ โดยทั่วไปแล้วถือว่าเป็นสิ่งของแลกเปลี่ยนในอีกระดับหนึ่ง
แทบจะไม่มีเรื่องการนำหินวิญญาณระดับต่ำหรือระดับกลางไปแลกกับหินวิญญาณระดับสูงเกิดขึ้นเลย
ลำดับต่อไป หวังอี้ไปที่ห้องเก็บเอกสารของจวนเจ้าเมือง
เขาค้นหาสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายในอดีตของจวนออกมา รวมถึงบันทึกการพัฒนาเมืองหยกวิญญาณ การจัดสรรผลประโยชน์จากทรัพยากรรอบด้าน... และอื่นๆ
ส่วนนี้คือทรัพย์สินที่ตกเป็นของนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน
หวังอี้ที่เป็นเจ้าเมืองก็เปรียบเสมือนผู้ดูแล มีหน้าที่จัดการกิจการทางนี้ นิกายได้กำหนดมาตรฐานไว้ที่ห้าปีหนึ่งล้านหินวิญญาณ ส่วนที่เกินมา ย่อมตกเป็นของตัวเอง
อันดับแรกคือรายได้ที่แบ่งออกเป็นสามด้าน
หนึ่ง ภาษีอากร
ประกอบด้วยสามตระกูลใหญ่ในเมือง ผู้บำเพ็ญเพียรตามย่านการค้าใหญ่ในห้าเขตเมือง ผู้ฝึกตนอิสระจากต่างถิ่น กองคาราวานพ่อค้า...ฯลฯ
ประกอบด้วยภาษีสินค้า ภาษีเครื่องบรรณาการ ภาษีรักษาความสงบ ภาษีการจัดการ และภาษีผ่านด่าน ห้าภาษีใหญ่!
ลำพังแค่รายการนี้ ในแต่ละปีก็สามารถสร้างรายได้ให้จวนเจ้าเมืองได้เกือบสามแสนหินวิญญาณ ห้าปีก็คือหนึ่งล้านห้าแสนหินวิญญาณ แต่บัญชีไม่สามารถคิดเช่นนี้ได้ ยังมีรายจ่ายอีกไม่น้อย
การบำรุงรักษาเมือง การบำรุงรักษาค่ายกล ค่าใช้จ่ายบุคลากร การบาดเจ็บล้มตายในกรณีพิเศษ... ฯลฯ นี่ก็ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เช่นกัน