เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 161 ประหารล้างโคตร เปิดจวนรับศิษย์

บทที่ 161 ประหารล้างโคตร เปิดจวนรับศิษย์

บทที่ 161 ประหารล้างโคตร เปิดจวนรับศิษย์


บทที่ 161 ประหารล้างโคตร เปิดจวนรับศิษย์

ท่าทีเช่นนี้ทำให้ทั่วป๋าเหล่ยเดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสายตาที่มองไปยังประมุขตระกูลกวนนั้น ราวกับคนถูกหักหลังก็ไม่ปาน

ทว่าเมื่อหันกลับมามองหัวหน้าพรรคมังกรเขียวอีกครั้ง มันก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่ากลางอกของหัวหน้าพรรคปรากฏบาดแผลฉกรรจ์ เนื้อหนังปริแยกจนเห็นกระดูกสีขาวโพลน ถึงขั้นมองเห็นอวัยวะภายในที่กำลังเต้นตุบๆ อยู่รำไร

"ปะ... เป็นไป... เป็นไปได้อย่างไร!"

ฝ่ายหัวหน้าพรรคมังกรเขียวยิ่งตื่นตระหนกสุดขีด นี่แหละคือความแตกต่างระหว่างผู้บำเพ็ญเพียรอิสระกับศิษย์สำนักใหญ่ การใช้วรยุทธ์ข้ามขั้นสังหารผู้ที่มีตบะสูงกว่านั้นเป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามันมีตบะสูงกว่าหวังอี้เพียงแค่ขั้นเดียวเท่านั้น

เรียกได้ว่าแทบไม่มีความแตกต่างกันเลย

ด้วยปราณกระบี่น้ำแข็งขั้นสมบูรณ์ของหวังอี้ ก็มีอานุภาพทัดเทียมกับการโจมตีเต็มกำลังของผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานช่วงกลางแล้ว บวกรวมกับพละกำลังมหาศาลไร้เทียมทานจากวิชาหลอมกายาระดับสอง และการผสานวิชาฝนเยือกแข็งกับวิชาหิมะเหมันต์เพื่อช่วยเสริมพลังจากสภาพแวดล้อมอีกขั้น

การโจมตีธรรมดาๆ ของหวังอี้ จึงมีอานุภาพรุนแรงยิ่งกว่าไพ่ตายของหัวหน้าพรรคมังกรเขียวเสียอีก หากเขาหยิบเอาอาวุธวิเศษที่เหมาะสมออกมาใช้ล่ะก็ แค่เผชิญหน้ากันโดยไม่ต้องเอาจริง มันก็คงได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว

ผู้คนในลานต่างตกตะลึงพรึงเพริด ภาพนี้ทำให้พวกเขาหวนนึกถึงจัวขวงเซิงเมื่อร้อยปีก่อน ในตอนนั้นอีกฝ่ายใช้ตบะระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์ต่อกรกับจ้าวภูเขาจื่อหลงที่อยู่ระดับแก่นทองคำ และคว้าชัยชนะมาได้โดยได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย!

แม้ความตื่นตะลึงในวันนี้จะเทียบไม่ได้กับปีนั้น แต่ก็ถือว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาให้พวกเขาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

กลุ่มอิทธิพลย่อยในเขตเมืองเหนือเริ่มลังเลใจ และทำท่าจะขยับตัวไปยัง "เขตปลอดภัย" ทว่าทั่วป๋าเหล่ยกลับตวาดลั่น

"ต่อให้ต่อสู้ข้ามระดับได้แล้วจะทำไม บิดาไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะเอาชนะระดับสร้างรากฐานขั้นแปดได้!"

สิ้นคำ มันก็เรียกดาบจ่านหม่าด้ามใหญ่ออกมา แล้วพุ่งทะยานเลียดพื้นเข้าใส่หวังอี้ พลานุภาพนั้นดุดันน่าเกรงขาม ทว่าหวังอี้หมดความอดทนเสียแล้ว

เขาใช้ความคิดเชื่อมต่อกับป้ายคำสั่งในถุงเก็บของ ฉับพลันนั้นจวนเจ้าเมืองก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ค่ายกลระดับสามขั้นกลางที่ใช้พลังงานจากชีพจรวิญญาณใต้ดินถูกกระตุ้นให้ทำงาน

โซ่ทองคำเส้นแล้วเส้นเล่าพุ่งพรวดขึ้นมาจากพื้นดิน มัดรัดร่างของทุกคนเอาไว้แน่นหนา ยกเว้นเพียงกลุ่มคนจากลัทธิเหวินเซียง ทั่วป๋าเหล่ย ประมุขตระกูลไป๋ และพรรคพวกพยายามดิ้นรนสุดชีวิต

แต่กลับพบว่าปราณแท้ในร่างไม่ตอบสนองเลยแม้แต่น้อย

นี่คือ [ค่ายกลผนึกวิญญาณสังหารชีวา] ที่รวบรวมทั้งการมัด ผนึก ฆ่า และป้องกันไว้ในหนึ่งเดียว หากมิใช่ระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ ย่อมไม่มีทางทำลายได้!

"อึก..."

ประมุขตระกูลไป๋กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยปากร้องขอชีวิต

"ท่านเจ้าเมือง! ใต้เท้าเจ้าเมือง ข้าถูกใส่ความขอรับ เป็นเพราะไอ้คนเถื่อนนี่มันข่มขู่ข้าลับๆ ไม่อย่างนั้นข้าคงไปยืนอยู่ฝั่งโน้นนานแล้ว ข้าเป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์นะขอรับ"

หวังอี้ได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะลั่นฮ่าๆ

"ดี ในเมื่อเป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์ เช่นนั้นเจ้าเมืองผู้นี้ก็จะประทานความตายให้เจ้า ดีใจหรือไม่เล่า?"

ประมุขตระกูลไป๋ที่เพิ่งจะถอนหายใจอย่างโล่งอก ถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว

"ไอ้เด็กเมื่อวานซืน แกกล้าปั่นหัวข้ารึ เจ้าฆ่าข้า บรรพชนไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่ มีค่ายกลแล้วจะทำไม? หรือว่าชาตินี้เจ้าจะเอาแต่มุดหัวอยู่ในจวนไม่ยอมออกไปไหนเลยรึไง!!"

"ไม่หรอก"

หวังอี้ส่ายหน้า

"บรรพชนตระกูลไป๋จะแบกหนามมาขอขมาข้าถึงหน้าประตูจวนด้วยตัวเอง ส่วนเจ้าก็จะเป็นกบฏของเมืองหยกวิญญาณ ถึงตอนนั้นสมบัติและหินวิญญาณที่เจ้าหามาได้ต้องถูกส่งมาเป็นบรรณาการแปดส่วน แล้วข้าจะละเว้นตระกูลไป๋ให้ พอใจหรือไม่เล่า?"

"เจ้า!"

"รังแกกันเกินไปแล้ว! แม่ทัพทั่วป๋า ข้าจำได้ว่าป้ายคำสั่งของเจ้าก็ควบคุมค่ายกลได้มิใช่หรือ"

ทั่วป๋าเหล่ยหน้าแดงก่ำ ราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ได้ มันพึมพำกับตัวเอง "ใช่ ข้ายังมีป้ายคำสั่ง ข้าเคยดัดแปลงค่ายกลมาแล้ว"

ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า ไม่ว่ามันจะพยายามกระตุ้นพลังอย่างไร สิทธิ์ในการควบคุมก็ยังคงอยู่ในกำมือของหวังอี้

ความจริงแล้ว สิ่งที่ทั่วป๋าเหล่ยถืออยู่คือป้ายคำสั่งผู้ดูแล

แม้มันจะมีสิทธิ์ควบคุมอยู่บ้าง แต่ก็ห่างชั้นจากป้ายคำสั่งเจ้าเมืองของหวังอี้อยู่โข ภายใต้การควบคุมของหวังอี้ ทั่วป๋าเหล่ยอย่าหวังเลยว่าจะได้แบ่งปันอานุภาพของค่ายกลไปได้แม้แต่เสี้ยวเดียว

ในยุคที่จัวขวงเซิงปกครองเมืองหยกวิญญาณ ค่ายกลของจวนเจ้าเมืองไม่เคยถูกกระตุ้นการทำงานเลยสักครั้ง ตลอดร้อยปีที่ตระกูลทั่วป๋ายึดครอง แม้มันจะรู้ว่าที่นี่มีค่ายกลที่นิกายศักดิ์สิทธิ์วางเอาไว้

และป้ายคำสั่งที่มันครอบครองก็สามารถควบคุมอานุภาพของค่ายกลนี้ได้ มันเคยจ้างปรมาจารย์ค่ายกลมาดูไม่น้อย หมายจะดัดแปลงให้กลายเป็นค่ายกลที่มันควบคุมได้โดยสมบูรณ์

ตามหลักการแล้ว มันก็ควรจะสำเร็จไปแล้วสิ

หรือว่าโดนต้มเข้าให้แล้ว?

ไอ้พวกปรมาจารย์ค่ายกลลูกกะหรี่นี่ เห็นมันไม่รู้อักขระค่ายกลก็เลยหลอกเอาใช่ไหม! เห็นมันเป็นไอ้โง่ให้หลอกต้ม ทั้งๆ ที่หินวิญญาณก็จ่ายไปไม่ใช่น้อยๆ แท้ๆ

พอคิดมาถึงตรงนี้ ทั่วป๋าเหล่ยก็แหงนหน้ากระอักเลือดออกมาคำโต

โมโหจนเลือดขึ้นหน้าเสียแล้ว

เห็นดังนั้น หวังอี้ก็แอบถอนใจ มันก็แค่พวกที่ตะเกียกตะกายขึ้นมาจากระดับล่าง มีความโหดเหี้ยมอยู่เต็มเปี่ยม แต่กลับขาดความเฉลียวฉลาดและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล

ปีนั้นตอนที่มีจัวขวงเซิงอยู่ ไม่ว่าทั่วป๋าเหล่ยจะกำเริบเสิบสานเพียงใด ก็ยังมีตระกูลจัวคอยคุ้มกะลาหัวอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีคนคอยไว้หน้าอยู่เสมอ แอบอ้างบารมีคนอื่นมานาน จนหลงระเริงคิดว่าตัวเองกลายเป็นพยัคฆ์ร้ายไปเสียแล้ว

ช่างกล้าแยกเขี้ยวใส่หวังอี้ที่เป็นถึงผู้แทนที่นิกายโลหิตวิญญาณผกผันและตระกูลจัวแต่งตั้งลงมา แถมยังโง่เง่าเรียกทุกคนมารวมตัวกันอีก ทั้งโง่ทั้งเลว แต่นั่นก็ยิ่งทำให้หวังอี้ทำงานสะดวกขึ้นเยอะ

ภายใต้การทำงานของค่ายกล เสียงโซ่ทองคำแหวกอากาศดังขึ้นไม่ขาดสาย เพียงไม่นาน คนของตระกูลทั่วป๋าที่อาศัยอยู่ในจวนเจ้าเมืองก็ถูกมัดจนดิ้นกระแด่วๆ เป็นไส้เดือนกันหมด

ทั้งหมดถูกลากมากองรวมกันบนลานหินสีครามแห่งนี้

พอลองนับดูดีๆ ก็พบว่ามีถึงห้าร้อยกว่าคน ในจำนวนนี้ยังมีผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่รับจ้างเข้ามาอีกไม่น้อย ตบะล้วนอยู่ในระดับหลอมปราณทั้งสิ้น มีเพียงชายวัยกลางคนผู้เดียวที่อยู่ระดับสร้างรากฐานขั้นสี่

มันผู้นี้คือเสาหลักอีกต้นหนึ่งของตระกูลทั่วป๋านั่นเอง

หวังอี้ก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ด้านหลังกางปีกจันทร์น้ำค้างแข็งที่ประกอบขึ้นจากผลึกน้ำแข็ง ปีกกางกว้างถึงสามเมตร ไอเย็นแผ่กระจายลงมาราวกับสายน้ำ ความเร็วในการพุ่งทะยานยิ่งรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ

เพียงชั่วพริบตา เขาก็มาปรากฏตัวอยู่เหนือจวนเจ้าเมือง น้ำเสียงดังกึกก้องราวกับฟ้าร้อง

"ข้าหวังอี้ รับคำสั่งจากนิกายศักดิ์สิทธิ์ให้มารับตำแหน่งเจ้าเมืองหยกวิญญาณคนใหม่ วันนี้เพิ่งจะมาถึงเป็นวันแรก ก็ได้ยินมาว่าเมืองของนิกายศักดิ์สิทธิ์ถูกสุนัขบ้าทั่วป๋ายึดครอง สมควรถูกประหารอย่างแท้จริง!"

"เจ้าเมืองผู้นี้ขอตัดสินให้ ตระกูลทั่วป๋า... ถูกประหารล้างโคตร!"

"นอกจากนี้ยังมีสวะเมืองเหนือ หัวหน้าพรรคมังกรเขียวและพรรคพวกรวมห้าคน ตัดสินให้... ตัดหัวและกลืนกินวิญญาณ!"

"เบื้องหลังความชั่วร้ายย่อมมีผู้สมรู้ร่วมคิด ประมุขตระกูลไป๋ วันนี้ตัดสินให้ตัดหัว นำศพไปแขวนประจานที่หน้าประตูเมืองเป็นเวลาหนึ่งเดือน เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างให้พวกเจ้าจงรักภักดีต่อนิกายศักดิ์สิทธิ์ตราบจนตัวตาย อย่าได้มีความคิดทุจริตทรยศ!"

คำพูดของหวังอี้ หลังจากที่เขาเชี่ยวชาญในวิชาดนตรี แค่ใช้ทักษะขยายเสียงเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถส่งคำพิพากษานี้ให้ดังกระหึ่มไปทั่วทั้งเมืองได้แล้ว

ความแตกตื่นโกลาหลเกินขึ้นในทันที

กลุ่มคนที่ยืนอยู่ฝั่งสำนักสุ่ยโม่และลัทธิเหวินเซียง เมื่อได้ยินดังนั้นก็ยิ่งตื่นตะลึงสุดขีด ตาเฒ่าแห่งภูเขาจื่อหลงและประมุขตระกูลกวนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เหงื่อกาฬแตกพลั่กไปทั่วทั้งตัว

มีเพียงประมุขตระกูลเจียงเท่านั้นที่มองดูหวังอี้สำแดงเดชด้วยสีหน้าซับซ้อน ราวกับได้เห็นเงาของบุรุษผู้หยิ่งผยองและไร้เทียมทานเมื่อร้อยปีก่อนซ้อนทับขึ้นมา

รอจนกระทั่งทุกคนได้สติ ประมุขตระกูลกวนจึงกระซิบเสียงเบา

"คนผู้นี้... ไม่ใช่ว่าเสียสติไปแล้วหรอกหรือ เขาใจกล้าถึงขนาดจะฆ่าคนมากมายขนาดนี้เชียว? ตระกูลทั่วป๋าก็แล้วไปเถอะ แต่ประมุขตระกูลไป๋ เขาก็กล้าแตะต้องงั้นหรือ..."

พูดยังไม่ทันขาดคำ ก็เห็นหวังอี้กำมือเข้าหากันในอากาศ โดยหันไปทางกลุ่มคนเหล่านั้น

โซ่ทองคำปลดปล่อยอานุภาพสังหารชีวาออกมาทันที

คนกว่าห้าร้อยคนถูกบดขยี้จนกลายเป็นกองเนื้อเละเทะ หยาดฝนเลือดและเศษเนื้อร่วงหล่นลงมาดั่งห่าฝน แต่นี่ก็ยังไม่จบ หวังอี้อ้าปากสูดลมหายใจเข้าเบาๆ

"กลืนวิญญาณ!"

ทันทีที่วิชาพิสดารของเส้นทางมารสำแดงเดช วิญญาณของทุกคนก็ถูกกระชากออกมา กลายสภาพเป็นลำแสงสีเทาพุ่งวาบหายเข้าไปในร่างของหวังอี้จนหมดสิ้น

ลวดลายเกราะมารดำควบแน่นขึ้นมาโดยทันที จากเดิมที่เป็นเพียงเกราะสีดำทมิฬชิ้นเล็กๆ ที่มีลวดลายใบหน้าคนกำลังกรีดร้อง ทว่าเพียงชั่วพริบตามันก็ถูกเติมเต็มด้วยดวงวิญญาณสดๆ ปราณชั่วร้ายแผ่พุ่งเทียมฟ้า ราวกับจ้าวผีจ้าวมารปรากฏกาย!

สำหรับวิชาเกราะมารกลืนวิญญาณนี้ หวังอี้มักจะใช้ด้วยความระมัดระวังมาโดยตลอด เพราะหากมันกลืนวิญญาณเข้าไปมากเกินไป จะนำไปสู่หายนะ "วิญญาณร้ายกลืนกินร่าง" แก่ผู้ใช้ได้

แต่ครั้งนี้เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานเจ็ดคน และระดับหลอมปราณอีกห้าร้อยคน มากพอที่จะทำให้อานุภาพของวิชาพิสดารนี้บรรลุถึงระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์ ถือเป็นโชควาสนาครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้

ที่ผ่านมา เขาอาศัย [ช่องจัดวาง] ในการบำเพ็ญเพียรวิชานี้ จึงเคยถูกตีกลับเพียงแค่ครั้งเดียวซึ่งแทบไม่ระคายผิว ไม่อาจสั่นคลอนจิตวิญญาณของเขาได้เลย

แต่หลังจากวันนี้เป็นต้นไป ฝูงวิญญาณร้ายเหล่านี้อาจจะสะท้อนกลับมาเล่นงานเขาได้ทุกเมื่อ

ซึ่งนั่นก็เข้าทางเขาพอดี

การฝึกเคล็ดวิญญาณโบราณควบคู่กับเนตรทมิฬไท่หยินนั้นราบรื่นเกินไปหน่อย จนส่งผลให้พลังสัมผัสเทวะของเขาก้าวหน้าขึ้นทุกวัน ราวกับพองโตขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีคอขวดมากางกั้น

ถือโอกาสนี้ใช้ฝูงวิญญาณร้ายมาขัดเกลาสัมผัสเทวะเสียหน่อย เพื่อควบแน่นรากฐานให้มั่นคงแข็งแกร่ง รอจนถึงวันที่ต้องสร้างตึกสูงเสียดฟ้าในอนาคต รากฐานจะได้มั่นคงเพียงพอ

เขาไม่เพียงแต่ต้องบำเพ็ญเพียรให้เร็วเท่านั้น แต่ยังต้องก้าวเดินอย่างมั่นคงด้วย ไม่ต้องพูดถึงพลังรบที่สามารถต่อกรข้ามระดับใหญ่ได้ เอาแค่ในระดับเดียวกัน อย่างน้อยเขาก็ต้องยืนอยู่แถวหน้าให้ได้เสียก่อน

ฟาดฟันด้วยอสนีบาตเสร็จแล้ว ก็ต้องตบรางวัลด้วยพระมหากรุณาธิคุณ

การใช้ไม้แข็งสลับไม้นวม เป็นอาวุธวิเศษที่ใช้ปราบสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญามาตั้งแต่โบราณกาล

ตั้งกฎเกณฑ์และสร้างบารมีเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาแสดงด้านที่น่าคบหาออกมาบ้าง เมื่อเกราะมารดำสลายไป หวังอี้ก็ร่อนลงมายืนอยู่เบื้องหน้าทุกคน

เบื้องหลังเขาคือลานกว้างที่ปูพรมไปด้วยเศษซากชิ้นส่วนมนุษย์ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง มากพอที่จะทำให้ผู้ชายอกสามศอกที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีถึงกับร้องไห้โฮ แต่บนใบหน้าหล่อเหลาขาวสะอาดนั้น กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น

ราวกับว่าคนที่เพิ่งสั่งประหารล้างโคตรและกลืนกินวิญญาณไปเมื่อครู่นี้ ไม่ใช่เขาเลยแม้แต่น้อย

"ทุกท่าน ผู้ก่อกบฏได้ถูกกำจัดไปแล้ว การปกครองเมืองหยกวิญญาณในภายภาคหน้ายังคงยึดถือตามกฎเดิม คงต้องรบกวนให้ทุกท่านช่วยเป็นหูเป็นตา ร่วมกันดูแลเมืองนี้ต่อไป"

แน่นอนว่า ถึงปากจะพูดแบบนั้น แต่ใครเชื่อก็โง่เต็มทีแล้ว

ประมุขตระกูลกวนรีบก้าวออกมา โค้งคำนับจนสุดตัว

"ท่านเจ้าเมืองสำแดงเดช ข้าแซ่กวนเลื่อมใสยิ่งนัก ภายภาคหน้าข้าจะคอยทำตามคำสั่งของท่านเจ้าเมืองแต่เพียงผู้เดียว"

หวังอี้ปรายตามองมันแวบหนึ่ง คนผู้นี้คือตัวอย่างของพวกเห็นแก่ผลประโยชน์ เป็นพวกเอนลู่ตามลมที่ไร้จุดยืนอย่างแท้จริง แต่ครั้งนี้ถือว่าทำหน้าที่เป็นผู้นำที่ดีไม่เลว

"ลุกขึ้นเถิด ตบะของสหายนักพรตทุกท่านยังอยู่เหนือกว่าผู้แซ่หวังนัก ไม่ต้องมากพิธีไปหรอก"

ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงจากลัทธิเหวินเซียงกลับแย้งว่า "แม้ที่นี่จะเป็นเมืองหยกวิญญาณ แต่ก็อยู่ภายใต้การปกครองของนิกายโลหิตวิญญาณผกผัน ท่านเจ้าเมืองคือตัวแทนที่เป็นหน้าเป็นตาของนิกายศักดิ์สิทธิ์ จะละทิ้งมารยาทได้อย่างไร"

รู้ความนี่!

หวังอี้พึงพอใจในตัวนางมาก ทว่าภายนอกยังคงแสร้งโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน คราวนี้คนอื่นๆ ก็จำเป็นต้องช่วยกันผสมโรงพูดจาเกลี้ยกล่อม

หลังจากปัดป้องไปสามครั้ง เชื้อเชิญไปสามหน ในที่สุดก็ผ่านขั้นตอนตามธรรมเนียม เขาก็เริ่มสวมบทบาทเจ้าเมืองได้อย่างสง่าผ่าเผย

หวังอี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากขึ้น

"อีกครึ่งเดือนให้หลัง จะเลื่อนการจัดพิธีทดสอบรากวิญญาณประจำปีให้เร็วขึ้น จวนเจ้าเมืองยังมีเรื่องให้ต้องฟื้นฟูอีกมาก ไม่เพียงแต่จะต้องรับสมัครกำลังพลกลุ่มใหม่เท่านั้น แต่กองทหารรักษาเมืองชุดปัจจุบันก็ต้องถูกปลดออกทั้งหมดด้วย"

"นอกจากนี้ เจ้าเมืองผู้นี้ตัดสินใจว่าจะคัดเลือกคนจากตระกูลกวนและตระกูลเจียงมารับเป็นศิษย์ หากสามสำนักมีกำลังพลเหลือเฟือ พอจะให้เจ้าเมืองผู้นี้หยิบยืมมาใช้งานชั่วคราวได้หรือไม่?"

ทุกคนที่ได้ยินดังนั้น ต่างก็เผยสีหน้ายินดีปรีดา

ตระกูลทั่วป๋าพินาศไปแล้ว ตระกูลไป๋ก็ถูกเตะออกจากศูนย์กลางอำนาจ นี่แหละคือจังหวะทองในการแบ่งเค้ก และสถาปนาขั้วอำนาจใหม่

แม้หวังอี้จะมีตบะไม่สูงนัก แต่ก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานของจริง การรับศิษย์นั้นย่อมเหลือเฟือ

การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่การรับศิษย์จริงๆ หรอก แต่ก็เหมือนกับการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ของพวกตระกูลใหญ่ชนชั้นสูงนั่นแหละ เป็นการแสดงไมตรีต่อตระกูลกวนและตระกูลเจียง แท้จริงแล้วก็คือการขอผูกมิตรเป็นพันธมิตรกันนั่นเอง

นี่เป็นเรื่องดีงาม ย่อมไม่มีใครกล้าปฏิเสธ

เมืองหยกวิญญาณเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ หวังอี้ยังไม่มีปัญญาฮุบไว้ได้ทั้งหมดโดยลำพัง ย่อมต้องรวบรวมกลุ่มพันธมิตรที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน ช่วงแรกผู้คนอาจจะยังลังเล รากฐานยังไม่มั่นคง

แต่ขอแค่มีโครงเป็นรูปเป็นร่าง เมื่อเวลาผ่านไป ค่อยๆ จัดการแก้ไขไปทีละเปลาะ ไม่ช้าก็เร็วเขาย่อมสามารถสร้างขั้วอำนาจที่มีเขาเป็นผู้นำขึ้นมาได้อย่างแน่นอน

ในระยะสั้น ขอเพียงเขาไม่ออกจากเมืองหยกวิญญาณ ก็รับรองได้ว่าปลอดภัยไร้กังวล

เผลอๆ สามตระกูลใหญ่ในเมืองยังต้องทุ่มสุดตัวเพื่อปกป้องชีวิตน้อยๆ ของเขาไว้เสียด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นหากเขาตายในเมือง คนของนิกายโลหิตวิญญาณผกผันมาถึงเมื่อไหร่ จะต้องเกิดการกวาดล้างครั้งใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอน

จบบทที่ บทที่ 161 ประหารล้างโคตร เปิดจวนรับศิษย์

คัดลอกลิงก์แล้ว