- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 152 พรสวรรค์ยกระดับ, จิ้งจอกหิมะสามหาง
บทที่ 152 พรสวรรค์ยกระดับ, จิ้งจอกหิมะสามหาง
บทที่ 152 พรสวรรค์ยกระดับ, จิ้งจอกหิมะสามหาง
บทที่ 152 พรสวรรค์ยกระดับ, จิ้งจอกหิมะสามหาง
ผู้อาวุโสเฟยเสวี่ยดูท่าทางเหมือนจะหลับยาวไม่ตื่นเสียแล้ว
ริมสระเหมันต์ หวังอี้สัมผัสได้ถึงสายลมหนาวที่พัดโหมกระหน่ำอยู่รอบด้าน ด้วยสภาพร่างกายของเขาถึงกับยังรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาได้ เห็นได้ชัดว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ธรรมดาเลย
เมื่อสัมผัสได้ว่าลมหายใจของคนที่อยู่ด้านหลังอ่อนแรงลงเรื่อยๆ หวังอี้ก็หันขวับกลับไปมอง ในใจรู้สึกเหลือเชื่ออยู่นิดๆ
"นี่... ละสังขารไปแบบนี้เลยเรอะ?"
ก็แค่ปราณมรณะสายเดียวแท้ๆ
ไอ้นี่พอเอามาใช้จัดการกับตาแก่ที่ไม้ใกล้ฝั่งแล้ว มันคือสุดยอดอาวุธสังหารชัดๆ ติดก็แต่เงื่อนไขการใช้ที่ออกจะจุกจิกไปสักหน่อย ตรงที่ต้องลงมือสัมผัสด้วยตัวเอง ส่วนเรื่องอื่นนับว่าใช้ได้เลยทีเดียว
ส่วนทรัพย์สมบัติที่ผู้อาวุโสเฟยเสวี่ยพกติดตัวมานั้น หวังอี้ไม่มีทางแตะต้องเด็ดขาด ผู้อาวุโสระดับแก่นทองคำล้วนทิ้งโคมวิญญาณเอาไว้ในตำหนักปรมาจารย์แห่งยอดเขาโลหิตเยือกแข็ง
คนตายโคมดับ ระยะทางแค่นี้ พวกนั้นต้องแห่กันมาถึงที่นี่ในพริบตาแน่นอน เขาลงไปแช่ในสระเหมันต์ต่อดีกว่า
เขาส่ายหัวไปมา ก่อนจะเรียกจิ้งจอกหิมะหยกที่กำลังนอนหลับอุตุออกมาจากถุงสัตว์วิญญาณ
สระเหมันต์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่วาสนาของเขา แต่ยังเป็นวาสนาของเจ้าจิ้งจอกน้อยด้วย พรสวรรค์ดั้งเดิมของมันก็อยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูงอยู่แล้ว หากอาศัยโอกาสจากการชำระล้างในสระเหมันต์ ก็น่าจะสามารถเลื่อนขั้นกลายเป็นสายเลือดระดับสูงได้อย่างสมบูรณ์
สำหรับสายเลือดสัตว์อสูรแล้ว ระดับสามถือเป็นจุดแบ่งแยกที่สำคัญ
สายเลือดระดับต่ำเทียบเท่ากับสัตว์อสูรระดับหนึ่ง สายเลือดระดับกลางเทียบเท่าระดับสอง และสายเลือดระดับสูงเทียบเท่ากับระดับสาม
สัตว์อสูรต้องบรรลุถึงระดับสามเท่านั้น ถึงจะมีสติปัญญาเทียบเท่ากับมนุษย์วัยผู้ใหญ่ พลังรบก็จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ระดับสองเทียบเท่ากับเด็กอายุเจ็ดแปดขวบ ส่วนระดับหนึ่งนั้นไม่ต่างอะไรกับสัตว์ป่าทั่วไป
ที่กล่าวมาทั้งหมดคือในกรณีปกติ หากเป็นสัตว์กลายพันธุ์แต่กำเนิดที่มีสายเลือดเข้มข้น และครอบครองสายเลือดที่เหนือกว่าระดับสูง ก็จะเป็นเหมือนกับกรณีของอวี๋ถังถัง
คือมีสติปัญญาเทียบเท่าเด็กน้อยตั้งแต่แรกเกิด และจะเติบโตขึ้นตามอายุ ถือเป็นการเบิกสติปัญญามาตั้งแต่กำเนิด
หากจิ้งจอกหิมะหยกเลื่อนขั้นสายเลือดสำเร็จ ขอเพียงเพาะเลี้ยงให้ดี มันก็สามารถทะลวงสู่ระดับสามได้อย่างราบรื่น มากพอที่จะอยู่เป็นเพื่อนหวังอี้ไปได้อีกหลายร้อยปี ศักยภาพของมันนับว่าแข็งแกร่งมาก
เขาถอดเสื้อผ้าออกครึ่งหนึ่ง เปลือยท่อนบน หวังอี้อุ้มจิ้งจอกน้อยไว้ในอ้อมอก แล้วเดินแช่ลงไปในสระเหมันต์อย่างเนิบนาบ
"ซี้ดดด"
ความหนาวเย็นสุดขั้วแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายจากแขนขาและกระดูก เขาโคจรเคล็ดวิชาขั้นสมบูรณ์โดยสัญชาตญาณ แสงสีฟ้าลึกลับที่ตกค้างอยู่ในสายเลือดหลังจากทะลวงระดับสร้างรากฐาน ถูกกระตุ้นให้ทำงานราวกับตอบสนองต่อความกดดัน
นี่คือผลลัพธ์การยกระดับพรสวรรค์ของเคล็ดวิชากำลังแสดงผล
พลังพิเศษจากสระเหมันต์ที่หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่อง ก็กำลังชำระล้างทุกสิ่งทุกอย่างของเขาจากภายนอกสู่ภายในเช่นกัน
ลึกเข้าไปในร่างกาย ณ จุดกักเก็บพลัง
ระยะเวลาผ่านไปหลายเดือนแล้วตั้งแต่บำเพ็ญครรภ์มารเสวียนหยวนสำเร็จ ตราวิญญาณรากวิญญาณคู่ที่เป็นของหวังอู่ และตราวิญญาณธาตุหยินและน้ำแข็งที่บกพร่องซึ่งเขาควบแน่นไว้เมื่อหลายปีก่อนล้วนหายไปหมดแล้ว
พวกมันเป็นตัวแทนของต้นกำเนิดรากวิญญาณ ถูกครรภ์มารเสวียนหยวนย่อยสลายไปอย่างสมบูรณ์แล้ว
รากวิญญาณห้าสายที่เป็นของหวังอี้เองหยั่งรากลงในตัวครรภ์มาร มีขนาดไม่ถึงเศษเล็บ แต่เมื่อต้นกำเนิดรากวิญญาณภายนอกถูกย่อยสลาย รากวิญญาณธาตุน้ำ ไม้ และไฟทั้งสามสายล้วนเติบโตขึ้นอย่างมาก
เห็นได้ชัดว่าเปลี่ยนเป็นของตนเองอย่างสมบูรณ์
และในวินาทีนี้ ผลลัพธ์ของเคล็ดวิชาและสระเหมันต์ถูกกระตุ้นให้ทำงานเต็มสูบ รากวิญญาณธาตุน้ำในตัวครรภ์มารเสวียนหยวนก็เริ่มเติบโตอย่างบ้าคลั่ง นึกไม่ถึงว่าจะเทียบเท่ากับรากวิญญาณระดับสูงธาตุไฟและไม้ได้เลยทีเดียว
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ในใจของหวังอี้เกิดลางสังหรณ์ขึ้นมาสายหนึ่ง
หากมีสักวันหนึ่ง เขาสามารถยกระดับรากวิญญาณห้าสายทั้งหมดให้ทัดเทียมกับรากวิญญาณสวรรค์ได้ ร่างกายของเขาอาจจะได้รับการผลัดเปลี่ยนที่แสนพิเศษบางอย่าง
ความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหันนี้ช่างลึกล้ำสุดหยั่ง ทว่ากลับเป็นสิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรเชื่อมั่นมากที่สุด มันเปรียบเสมือนคำทำนายและลางบอกเหตุถึงอนาคต สามารถชี้นำให้ผู้บำเพ็ญเพียรก้าวเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องที่สุดได้
พรสวรรค์ที่ถูกยกระดับ ดึงให้ความเข้ากันได้ของหวังอี้ต่อพลังวิญญาณธาตุน้ำ น้ำแข็ง และหยินเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แม้ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรจะไม่ได้เพิ่มขึ้นก็ตามที
แต่อานุภาพของวิชาอาคมธาตุน้ำแข็งที่เขาปลดปล่อยออกมา ต้องถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน รวมถึงการฝึกฝนวิชาอาคมที่สอดคล้องกับธาตุก็จะมีความรู้แจ้งที่มากยิ่งขึ้นด้วย
นี่แหละคือพรสวรรค์! นี่... ก็คือพรสวรรค์แต่กำเนิด!
สบายอารมณ์จริงๆ
เนื่องจากมีครรภ์มารเสวียนหยวน การเปลี่ยนแปลงของหวังอี้จึงหยุดลงอย่างรวดเร็ว เขาดูดซับพลังอันเปี่ยมล้นในสระเหมันต์ไปพลาง เฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงของจิ้งจอกหิมะหยกไปพลาง
ประโยชน์ที่มันได้รับไม่ด้อยไปกว่าหวังอี้เลยแม้แต่น้อย
ในเมื่อสระเหมันต์สามารถยกระดับพรสวรรค์ได้ เช่นนั้นสำหรับสัตว์วิญญาณแล้ว ย่อมสามารถทำให้สายเลือดบริสุทธิ์และยกระดับศักยภาพได้เช่นกัน! ทั้งสองอย่างนี้เชื่อมโยงกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตัวจิ้งจอกหิมะหยกเองก็เป็นสัตว์วิญญาณธาตุน้ำแข็งอยู่แล้ว
นอกจากธาตุจะสอดคล้องกันแล้ว ยังมักจะถูกหวังอี้ขุนด้วยโอสถชั้นยอดจนอิ่มหนำ รากฐานร่างกายย่อมต้องยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ ถึงขั้นปากช่างเลือกกินไปแล้วด้วยซ้ำ
"อิ๊งง~~"
ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปนานเท่าใด ภายใต้การแบ่งสมาธิเฝ้าดูของหวังอี้ จิ้งจอกน้อยจู่ๆ ก็แหงนหน้าหอนขึ้นมา ขนาดตัวขยายใหญ่ขึ้นด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เพียงพริบตาเดียว มันก็กลายเป็นจิ้งจอกตัวใหญ่รูปงาม รูปร่างประดุจหมาป่ายักษ์ ความยาวลำตัวเกินสองเมตร ความสูงช่วงไหล่ก็ทะลุหนึ่งเมตรไปแล้ว
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคงหนีไม่พ้นหางปุกปุยขนาดใหญ่ที่แกว่งไกวอยู่ด้านหลัง ขณะที่สายเลือดได้รับการเลื่อนขั้น มันก็งอกหางจิ้งจอกหิมะสีขาวเส้นใหม่ขึ้นมาอีกสองหาง
"จิ้งจอกหิมะสามหาง!"
หวังอี้แอบประหลาดใจระคนยินดี การเลื่อนขั้นตามจำนวนหาง ถือเป็นหนึ่งในสายเลือดที่ทรงพลังที่สุดของเผ่าจิ้งจอก ว่ากันว่าสืบทอดมาจากวิญญาณแท้จริงในตำนานอย่าง [จิ้งจอกสวรรค์เก้าหาง]!
การกลายพันธุ์ธาตุน้ำแข็งกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย
เมื่อมีสายเลือดเก้าหาง หมายความว่าจิ้งจอกน้อยหิมะหยกมีเส้นทางการวิวัฒนาการที่สว่างไสวดั่งแสงไฟนำทาง ในสถานการณ์ที่มีของวิเศษพรั่งพร้อม ก็ใช่ว่าจะไร้โอกาสในการวิวัฒนาการอีกครั้ง
"นึกไม่ถึงเลยว่าบรรพบุรุษของเจ้าจะร้ายกาจถึงเพียงนี้ กลายเป็นว่าข้าได้ผลประโยชน์ไปเต็มๆ ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระระดับสร้างรากฐานที่จับเจ้ามาก็ช่างตาถั่วเสียจริง"
หวังอี้ยิ้มแย้ม ลืมไปเสียสนิทว่าตอนแรกที่เก็บจิ้งจอกหิมะหยกไว้ไม่ยอมขายแลกหินวิญญาณ ก็เพราะถูกใจธาตุน้ำแข็งและรูปลักษณ์ที่น่ารักสวยงามของมัน
เมื่อลองคำนวณดู นับตั้งแต่เข้ามาในสระเหมันต์ เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบครึ่งเดือนแล้ว
หวังอี้มองออกไปยังจุดหนึ่งนอกสระเหมันต์โดยสัญชาตญาณ
ผู้อาวุโสเฟยเสวี่ยยังคงยืนอยู่ที่เดิม แต่ร่างกายแข็งทื่อไปเสียแล้ว ยังมีอีกสองคนที่สวมเสื้อผ่าหน้าลายดอกเหมย โพกผ้าเซียวเหยา ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ดูท่าทางน่าจะเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกัน
เมื่อทั้งสองเห็นหวังอี้ลืมตาตื่น ก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อนว่า
"หลายวันที่สหายตัวน้อยบำเพ็ญเพียรอยู่ สหายเฟยเสวี่ยก็ได้ยืนละสังขารไปแล้ว ระหว่างนั้นเจ้าสัมผัสได้ถึงความผิดปกติอันใดหรือไม่"
หวังอี้ชะงักไปเล็กน้อย แสร้งทำเป็นครุ่นคิด ก่อนจะส่ายหัวกล่าว
"ไม่มีความผิดปกติอันใดเลยขอรับ แต่ทว่าผู้อาวุโสท่านนี้..."
หญิงชราถอนหายใจออกมา กล่าวว่า
"ตามหลักแล้วสหายเฟยเสวี่ยน่าจะมีอายุขัยเหลืออีกสามถึงห้าปี นึกไม่ถึงเลยว่าจะจากไปกะทันหันเช่นนี้ น่าจะเป็นเพราะอาการบาดเจ็บแอบแฝงที่สะสมมาหลายปีในร่างกายกำเริบขึ้นมา ความจริงก็ถือเป็นเรื่องปกติ"
"นั่นสิ ดูจากใบหน้าของเขาก็ไม่ได้มีความเจ็บปวดอันใดเลย"
ชายชราเอ่ยสนับสนุน แล้วหันมากล่าวกับหวังอี้ว่า
"สหายตัวน้อยใช้สระเหมันต์เสร็จแล้วก็ลงเขาไปได้เลย ลูกหลานของสหายเฟยเสวี่ยกำลังรีบรุดมาที่นี่ ก่อนหน้านั้นห้ามใครแตะต้องสิ่งของบนร่างของเขาเด็ดขาด"
"ผู้เยาว์จะไปเดี๋ยวนี้ขอรับ"
ไม่ว่าคนทั้งสองนี้จะแสร้งทำ หรือค้นของไปรอบหนึ่งแล้ว ก็ไม่เกี่ยวกับเขาทั้งสิ้น เพียงแต่ในใจยังคงนึกทึ่งกับอานุภาพของปราณมรณะ ช่างน่ากลัวเสียจริง
หวังอี้เก็บจิ้งจอกหิมะหยกลงในถุงสัตว์วิญญาณ ระดับพลังของมันได้รับประโยชน์จากการวิวัฒนาการทางสายเลือด พุ่งทะยานไปถึงระดับหนึ่งขั้นสูงสุดโดยตรง สามารถพิจารณาเรื่องการทะลวงสู่ระดับสองได้แล้ว
ถือว่าได้รับผลพลอยได้มาอีกต่อหนึ่ง
แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เขาก็รีบลงเขาไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รั้งรอเลยแม้แต่น้อย
ระหว่างทาง เขาบังเอิญพบชายหน้าหวานราวกับสตรีผู้หนึ่งกำลังร้องห่มร้องไห้ บางทีอาจจะเป็นลูกหลานสายตรงของเจินเหรินเฟยเสวี่ยผู้นั้น ระดับพลังก็แค่ระดับหลอมปราณช่วงปลาย อายุยังไม่มากนัก
ทั้งสองมองสบตากันแต่ไกลเพียงแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินสวนกันไป
…………
…………
กลางเดือนที่สองของชีวิตการเป็นผู้ดูแลของหวังอี้ ผ่านไปหนึ่งเดือนแล้วนับตั้งแต่การชำระล้างในสระเหมันต์ หลังจากผ่านการชำระล้าง ไม่เพียงแต่พรสวรรค์ธาตุน้ำแข็งจะถูกยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ในช่วงครึ่งเดือนที่นั่งสมาธิบำเพ็ญเพียร ระดับพลังก็ได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล ควบแน่นปราณแท้ธาตุน้ำแข็งได้ถึงสิบหยด ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่อยู่เหนือความคาดหมาย
ระดับพลังเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงเป็น 23.5 หยด ก้าวข้ามหนึ่งในห้าของระดับสร้างรากฐานขั้นที่หนึ่งไปแล้ว ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรนี้เร็วกว่าตอนอยู่ระดับหลอมปราณเยอะมาก
ปราณแท้หนึ่งหยดเทียบเท่าพลังวิญญาณพันสาย เท่ากับผู้บำเพ็ญระดับหลอมปราณขั้นสมบูรณ์หนึ่งคน เข้าสระเหมันต์ครั้งเดียวเท่ากับสะสมพลังวิญญาณได้เท่ากับผู้บำเพ็ญหลอมปราณขั้นสมบูรณ์ถึงสิบคน
จะไม่ให้น่ายินดีได้อย่างไร!
จิ้งจอกหิมะหยกก็ได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลเช่นกัน หลังจากการวิวัฒนาการสายเลือด ไม่เพียงแต่ระดับพลังจะเพิ่มขึ้น ความแข็งแกร่งของร่างกาย คาถาสายเลือด และจำนวนวิชาลับ ล้วนเพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก
มีวิชาเพิ่มขึ้นมา: วิชาลมน้ำแข็ง, วิชาลวงตาเหมันต์สุดขั้ว, กรงเล็บจิ้งจอกน้ำแข็ง, เหยียบหิมะไร้รอย, จิ้งจอกวิญญาณคุ้มกาย, วิชาลับสามหาง... และความสามารถอื่นๆ อีกมากมาย
พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด พลังฝีมือเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล
ตอนนี้ไม่ใช่เป็นเพียงตัวสนับสนุนการต่อสู้แล้ว รอมันทะลวงสู่ระดับสอง ก็สามารถนำมาใช้เป็นกำลังรบหลักได้เลย
อีกทั้งการสืบทอดสายเลือดของสัตว์วิญญาณ นอกจากความสามารถพื้นฐานบางส่วนแล้ว คาถาสายเลือดเหล่านี้ยังมีระดับที่สูงขึ้นไปอีก รอให้มันทะลวงระดับก็จะตื่นรู้ขึ้นมาตามธรรมชาติ
หวังอี้เพียงแค่ต้องพิจารณาว่าจะเพาะเลี้ยงเสวี่ยอวี้ (หิมะหยก) อย่างไรก็พอแล้ว
นี่คือข้อดีของสัตว์วิญญาณสายเลือดระดับสูง มิน่าล่ะผู้บำเพ็ญเพียรวิถีควบคุมอสูรถึงได้มีพลังรบที่แข็งแกร่ง การสิ้นเปลืองทรัพยากรเมื่อเทียบกันแล้ว ก็ถือว่าน้อยกว่าผู้บำเพ็ญเพียรวิถีอื่นอยู่ระดับหนึ่ง
หากจับสัตว์วิญญาณที่มีศักยภาพระดับเสวี่ยอวี้ได้อีกสักสองสามตัว สู้กันในระดับเดียวกัน อาศัยหมาหมู่รุมกินโต๊ะ ผู้ควบคุมอสูรจะไม่เก่งกาจได้อย่างไรเล่า!
หลังจากหยอกล้อไปพักหนึ่ง หวังอี้ก็ต้องมาพิจารณาเรื่องการเลื่อนขั้นของเสวี่ยอวี้ ก่อนจะออกจากนิกายไปรับตำแหน่ง การมีผู้ช่วยที่ไว้ใจได้เช่นนี้ ย่อมมีความหมายอย่างยิ่ง
โอสถสร้างรากฐานระดับสูงก็แสดงผลกับสัตว์วิญญาณได้เช่นกัน ในมือของหวังอี้ยังมีหินวิญญาณอยู่อีกแสนกว่าก้อน มากพอที่จะซื้อได้สักเม็ด
เขาตัดสินใจไปสอบถามถานไถฉานดู เมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนที่เขาถูกซูชิงซานหมายหัว ก็เป็นเพราะโอสถสร้างรากฐานระดับสูงที่นางเป็นผู้หลอมขึ้น อาศัยความสัมพันธ์ของเขากับพี่ถังถัง ไปขอซื้อสักเม็ดคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่
กลับมาสองเดือนกว่าแล้ว เขายังไม่ได้แวะไปที่สวนสมุนไพรถานไถเลย
"ไปลองถามดูก็ดี ทะลวงระดับให้เร็ว จะได้ทำประโยชน์ได้เร็วขึ้น"
ในตอนที่เขากำลังจะออกจากจวนนั้นเอง
จู่ๆ ก็มียันต์หยกส่งสารบินมาจากที่ไกลๆ เป็นกู่เจิ้งซุ่นที่ส่งข่าวมา ให้เขาไปพบเพื่อพูดคุยกันที่เก่า
หวังอี้ตัดสินใจเด็ดขาด เลื่อนเรื่องของจิ้งจอกน้อยออกไปก่อนโดยไม่ลังเล
แขนศพระดับสาม… ข้ามาแล้ว!
ไม่นานนัก
ณ หอแปดเลิศรส
กู่เจิ้งซุ่นที่ไม่ได้เจอกันมาระยะหนึ่ง ระดับพลังก็เลื่อนขึ้นเป็นระดับหลอมปราณขั้นที่เก้าได้อย่างราบรื่น อีกทั้งยังก้าวเดินในระดับนี้มาได้ไกลพอสมควร ห่างจากขั้นสูงสุดอีกไม่ไกลนัก
ทว่ารูปลักษณ์ยังคงเหมือนดั่งกาลก่อน คือดูอ่อนน้อมเชื่อฟัง แต่ความหม่นหมองที่ซุกซ่อนอยู่ในดวงตา กลับเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าช่วงนี้เขาใช้ชีวิตได้ไม่ราบรื่นนัก
หลังจากได้พบหน้าหวังอี้ สีหน้าของกู่เจิ้งซุ่นก็ยิ่งดูซับซ้อนขึ้นไปอีก
"ตอนที่เจ้ามาถามซื้อแขนศพระดับสาม ข้าก็พอเดาได้แล้วว่าเจ้าทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานแล้ว พอมาเห็นกับตาตอนนี้ก็ยังรู้สึกยากจะเชื่ออยู่ดี"
หวังอี้หัวเราะหึหึ
"แค่โชคดีเท่านั้นแหละ หากไม่มีมหาเวทชิงรากฐาน ผู้แซ่หวังก็ไม่มีอะไรดีเลย"
กู่เจิ้งซุ่นเงยหน้าขึ้น เผยสีหน้าไม่เชื่อถือ
"คำพูดของพี่หวังเอาไปหลอกผู้อื่นก็พอเถอะ ผู้แซ่กู่ไม่เชื่อหรอก ด้วยความสามารถของเจ้า มีหรือจะยอมใช้มหาเวทชิงรากฐานในการสร้างรากฐาน"
หวังอี้พยักหน้าพลางเอ่ยขึ้นมา
"ในเมื่อมีมหาเวทชิงรากฐานได้ แล้วทำไมถึงจะมีวิชาสลายแก่นทองคำไม่ได้ล่ะ ศิษย์น้องกู่ควรจะเปิดหูเปิดตาให้กว้างกว่านี้หน่อยนะ วิชาลับแห่งวิถีมารมีตั้งมากมายก่ายกอง ต่อให้ต้องเดินตามเส้นทางลัด ก็ยังมีเส้นทางที่มุ่งสู่สวรรค์ได้เช่นกัน"
"ก็อาจจะจริง"
คำพูดเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งสิ้น ฝีมือการพูดจาเรื่อยเปื่อยของหวังอี้บรรลุถึงขั้นสุดยอดแล้ว เขาคีบหน่อไม้วิญญาณเข้าปาก
"พูดมาสิ เรื่องที่ไหว้วานไปถึงไหนแล้ว มีคนขายหรือไม่"