- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 81 วิชาลับครรภ์มารเสวียนหยวน
บทที่ 81 วิชาลับครรภ์มารเสวียนหยวน
บทที่ 81 วิชาลับครรภ์มารเสวียนหยวน
บทที่ 81 วิชาลับครรภ์มารเสวียนหยวน
ในระหว่างขั้นตอนการฝึกฝน จำเป็นต้องพึ่งพาพลังวิเศษชนิดหนึ่ง
มันมีชื่อว่า... [จิตมารฟ้า] !
ผู้ฝึกฝนจะต้องสวดบริกรรมคาถาลับตามฤกษ์ยามที่กำหนดไว้ในแต่ละวัน เพื่อชักนำจิตมารฟ้าจากดินแดนมารฟ้าอันเร้นลับ ให้มาประทับร่างและค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่กายเนื้อ จนแปรสภาพเป็นครรภ์มารในท้ายที่สุด
กระบวนการนี้เต็มไปด้วยภยันตรายสุดกู่ หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียวก็อาจดึงดูดมารฟ้าตัวเป็นๆ มาได้
สถานเบาก็แค่ถูกล่อลวงจิตใจจนนิสัยเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
แต่ถ้าสถานหนักก็คือโดนยึดร่าง ซึ่งนั่นก็เท่ากับตายทั้งเป็นนั่นแหละ
นิยามของมารฟ้านั้นคล้ายคลึงกับมารในใจมาก ทว่าก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ต้นตอของมารในใจนั้นมักจะมาจากความหมกมุ่นยึดติดของตัวผู้บำเพ็ญเพียรเอง ซึ่งสามารถสืบสาวราวเรื่องหาต้นตอได้
ทว่ามารฟ้านั้นไร้รูปไร้ร่าง ยากจะจับสัมผัสได้ แถมยังเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดที่มาจากนอกขอบเขตโลกนี้อีกด้วย
หากไม่ได้รนหาที่ชักนำพวกมันมาเอง ผู้บำเพ็ญเพียรก็แทบจะไม่มีทางถูกมารฟ้าตามรังควานได้เลย
นี่เป็นเพียงแค่ก้าวแรกของ [วิชาลับครรภ์มารเสวียนหยวน] เท่านั้น หลังจากบ่มเพาะ <ครรภ์มารเสวียนหยวน> จนสำเร็จ ขั้นตอนต่อไปคือการตามล่าเหยื่อ ยิ่งมีความเกี่ยวพันทางสายเลือดใกล้ชิดกันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
อาศัยครรภ์มารในตัวไปฝังจิตมารไว้ในร่างเหยื่อ เลียนแบบกระบวนการยึดร่างของมารฟ้า เพื่อกลืนกินสูบเอาทุกสิ่งทุกอย่างของผู้ร่วมสายเลือดมาเป็นของตนให้สิ้นซาก
จุดเด่นที่สุดก็คือ คาถาลับนี้สามารถใช้ได้เรื่อยๆ ไม่มีขีดจำกัด
ต่อให้ไม่ใช่ผู้ที่ร่วมสายเลือดกัน ก็สามารถกลืนกินได้เช่นกัน เพียงแต่จะมีข้อจำกัดจุกจิกเพิ่มมาอีกบานตะไท อย่างเช่น ฝังจิตมารยาก แทรกซึมเข้าควบคุมร่างได้ไม่เต็มร้อย และต่อให้กลืนกินสำเร็จ ก็จะได้ผลประโยชน์กลับมาแค่ส่วนหรือสองส่วนเท่านั้น
ทว่าหวังอี้มีเป้าหมายที่ลงตัวเป๊ะอยู่ในใจตั้งนานแล้ว
ลูกชายของท่านลุง หวังอู่ ยังไงล่ะ!
พรสวรรค์รากวิญญาณคู่ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว แถมต้นสายปลายเหตุก็เป็นเพราะหมอนี่แหละที่ทำให้เขาต้องระเห็จออกจากเมืองสือหู หากเขาไม่ต้องรอนแรมออกจากบ้านเกิด ก็คงไม่ถูกจับตัวมาโผล่ที่ดินแดนมารฉื่อเหวียนนี่หรอก
ในเมื่อมีสายเลือดใกล้ชิดกันขนาดนี้ หากกลืนกินสำเร็จก็จะได้ผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยร้อยส่วน แล้วเขามีเหตุผลอะไรที่จะไม่ทำล่ะ?
(หมายเหตุ: หวังอี้ไม่ล่วงรู้เรื่องที่เจ้าเมืองสือหูเป็นนายหน้าค้ามนุษย์)
ปัญหาในตอนนี้ก็คือ จะไปสรรหาวิชาลับครรภ์มารเสวียนหยวนนี้มาจากไหน หวังอี้ก้มหน้าก้มตาศึกษาตำราต่อไป โดยพุ่งเป้าไปที่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ
เวลาล่วงเลยไปสิบกว่าวัน ในที่สุดเขาก็เจอเป้าหมาย
"สกุลต้วนแห่งเซี่ยงซาน!"
นอกจากสายเลือดของท่านเจ้าสำนักแล้ว นิกายโลหิตวิญญาณผกผันยังมีตระกูลระดับวิญญาณแรกกำเนิดใหญ่อีกสามตระกูล ได้แก่ [จัว, อวี่, จั่วชิว]
สกุลต้วนแห่งเซี่ยงซานคือตระกูลฝั่งมารดาของศิษย์สายตรงซู และยังเป็นตระกูลระดับแก่นทองคำชั้นแนวหน้าที่เลื่องชื่อลือนาม น้องสาวร่วมอุทรของมารดาศิษย์สายตรงซูได้แต่งงานเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับเจินจวินวิญญาณแรกกำเนิดแห่งสกุลจั่วชิวผู้นึง
ซึ่งเจินจวินวิญญาณแรกกำเนิดผู้นั้น ก็คือเจ้าขุนเขาแห่ง [ยอดเขากระบี่มาร] ยอดเขาที่สี่ในบรรดาเก้ายอดเขา มีสมญานามว่า [เจินจวินเก้ามาร]
หากนับตามลำดับญาติแล้ว ศิษย์สายตรงซูก็ต้องเรียกเขาว่าท่านน้าเขย
และ "วิชาลับครรภ์มารเสวียนหยวน" ดั้งเดิมก็เป็นของวิเศษที่เจินจวินเก้ามารบังเอิญได้มาจากโบราณสถาน เขาใจป้ำมอบให้คู่บำเพ็ญเพียรและบรรดาอนุภรรยาทั้งหลายได้เอาไปฝึกฝน
ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับวิญญาณแรกกำเนิด เว้นเสียแต่จะฝึกฝนวิชาลับเกี่ยวกับกายทิพย์สำเร็จ มิเช่นนั้นต่อให้เป็นรากวิญญาณสวรรค์ก็ช่วยเสริมพลังได้เพียงหยิบมือเท่านั้น
ภายหลังวิชานี้ก็ถูกเผยแพร่ไปยังตระกูลฝั่งมารดาของบรรดาสตรีเหล่านั้น หากว่ากันตามความเป็นไปได้แล้ว หวังอี้มีโอกาสที่จะช่วงชิงวิชาลับนี้มาจากสกุลต้วนแห่งเซี่ยงซาน หรือไม่ก็จากศิษย์สายตรงซูได้
ทว่าเรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ในตำราเพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงห้าร้อยปี มีผู้บำเพ็ญเพียรที่เคยฝึกฝนวิชานี้มาก็ไม่น้อย ลำพังแค่คนที่กล้าลองก็มีเป็นหมื่น แต่มีผู้ที่รอดชีวิตจนประสบความสำเร็จเพียงแค่สี่คนเท่านั้น
ในจำนวนนี้ สองคนสิ้นชื่อไปตอนอยู่ระดับสร้างรากฐาน อีกคนตายโหงตอนอยู่ระดับแก่นทองคำ มีเพียงคนเดียวที่อยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงปัจจุบัน และหมอนั่นก็มีจุดเริ่มต้นมาจากรากวิญญาณคละเสียด้วย แถมตอนนี้ก็บำเพ็ญเพียรจนถึงระดับแก่นทองคำขั้นปลายแล้ว เพียงแต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ภายในนิกาย
หลังจากเก็บเกี่ยวข้อมูลจนครบถ้วน หวังอี้ก็วางตำราลงพลางครุ่นคิดแผนการขโมยวิชา พร้อมกับค้นคว้าตำราเล่มอื่นๆ ต่อไป
จำนวนวิชาลับประเภทนี้มีเยอะกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มาก ตำราในหอธรรมบรรยายเขาเพิ่งจะกวาดสายตาไปไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วนด้วยซ้ำ อีกเก้าในสิบที่เหลือน่าจะยังมีของดีซ่อนอยู่อีกเพียบ
จนกระทั่งวันหนึ่ง
หวังอี้ได้รับข้อความสื่อสารจากหอไหมน้ำแข็งแจ้งว่าต้วนผิงมาถึงแล้ว เขาจึงหลุดจากภวังค์แห่งการคลุกคลีกับตำรา
จะว่าไป เขานัดไว้ตั้งแต่เช้าวันรุ่งขึ้น แต่นี่ลากยาวมาเกือบครึ่งเดือนเพิ่งจะโผล่หัวมา ชัดเจนเลยว่าไม่ได้เห็นหัวเขาเลยสักนิด
หวังอี้แอบขบคิดในใจ
สายข่าวของเขามาจากขุมอำนาจของศิษย์สายตรงแห่งยอดเขาศพสวรรค์ ส่วนเจ้าอ้วนต้วนผิงเอาแต่หดหัวเป็นเต่าอยู่ในเขตบ้านหินของพวกทาสวิญญาณ ดีไม่ดีคงยังไม่ระแคะระคายเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ
และมีความเป็นไปได้สูงลิ่วว่าศิษย์สายตรงซูจะไม่ได้ปริปากบอกเรื่องนี้กับมัน
เขามั่นใจมากเลยล่ะ
หากเจ้าหมอนี่เป็นพวกเจ้าคิดเจ้าแค้น ป่านนี้คงเล็งหาจังหวะเชือดไก่ให้ลิงดูเพื่อข่มขวัญเขาอยู่เป็นแน่
…………
หอไหมน้ำแข็ง ย่านเยือกแข็ง
หวังอี้ขยับกล้ามเนื้อใบหน้าเล็กน้อย เพื่อปั้นหน้ายิ้มแย้มให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด มองจากที่ไกลๆ ก็เห็นร่างอ้วนท้วนคุ้นตากำลังเดินกรีดกรายมาแต่ไกล
"ผู้ดูแลต้วน ไม่ได้พบกันเสียนาน ท่าทางยังสง่างามไม่สร่างเลยนะขอรับ~"
"หึ…"
เมื่อเห็นหวังอี้ฉีกยิ้มประจบสอพลอเดินเข้ามาหา ต้วนผิงที่รูปร่างเตี้ยม้อต้อก็เชิดหน้าขึ้นจนจมูกแทบจะชี้ฟ้า เปิดฉากข่มขวัญทันที
"เจ้าชื่ออะไรนะ?"
"หึๆ หวังอี้ขอรับ"
เขาไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองแต่อย่างใด ตามที่เขาคาดการณ์ไว้ หลังจากผู้ดูแลหลิวเผ่นแน่บไป เขตบ้านหินฝั่งนู้นก็กลายเป็นอาณาจักรของเจ้าอ้วนต้วนผิงกับผู้ดูแลหลิ่วไปโดยปริยาย ถึงจะไม่ถึงขั้นแบ่งส่วยจากทาสวิญญาณกันคนละครึ่ง
แต่กวาดไปสักหกเจ็ดส่วนก็คงไม่ใช่ปัญหา ช่วงที่ผ่านมานี้เจ้าอ้วนต้วนผิงคงได้รับผลประโยชน์จากศิษย์สายตรงซูไปไม่น้อย การจะทำตัวเย่อหยิ่งจองหองขึ้นกว่าเดิมก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นคนคุมถุงเงินให้ศิษย์สายตรงซูเชียวนะ
แต่ดูท่ามันคงไม่รู้ข่าวเรื่องศิษย์สายตรงผู้นั้นกำลังจะออกจากด่านจริงๆ นั่นแหละ เขาเป็นแค่มดปลวกตัวเล็กๆ ส่วนผู้ดูแลต้วนที่ฉกผลงานเขาไปหน้าตาเฉยในตอนนั้นก็ถือว่าเป็นมดปลวกตัวเบ้ง
หากเรียงตามลำดับบัญชีแค้นล่ะก็:
ศิษย์สายตรงซู > เจ้าอ้วนต้วนผิง > หวังอี้!
สั้นๆ ได้ใจความ
ตอนนี้นางจิ้งจอกหลานจีก็อยู่ด้วย หวังอี้จึงไม่สะดวกจะชี้แจงแถลงไข จึงได้แต่เอ่ยปากเชิญเจ้าอ้วนต้วนผิงเข้าไปคุยในห้องส่วนตัวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
แม้ฝ่ายนั้นจะระแวงในจุดประสงค์ของเขา แต่สุดท้ายก็ยอมตามเข้าไป
ภายในห้องส่วนตัว
"มีอะไรก็ว่ามา ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายล่ะก็ เจ้าก็เตรียมตัวไสหัวออกจากหอไหมน้ำแข็งไปได้เลย"
ยังไม่เลิกข่มกันอีก...
หวังอี้ถึงกับพูดไม่ออก ทิ้งจังหวะไปครู่หนึ่งถึงค่อยเปิดปากเล่าข่าวเรื่องศิษย์สายตรงคนนั้นกำลังจะออกจากด่านในปีหน้าให้ฟัง แถมหมอนั่นยังทะลวงระดับแก่นทองคำสำเร็จตั้งแต่สองปีก่อนแล้วด้วย ป่านนี้ก็คงปรับระดับรากฐานจนมั่นคงดีแล้ว
เป็นไปตามคาด ปฏิกิริยาของเจ้าอ้วนต้วนผิงเป็นไปตามที่หวังอี้เดาไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ อาการต่อมาคือความตื่นตระหนกสุดขีด ตามมาด้วยการปฏิเสธเสียงแข็ง
"เจ้าไปรู้เรื่องนี้ก่อนข้าได้อย่างไร? ได้ข่าวมาจากไหน?
หากเป็นเรื่องจริง ใต้เท้าซูก็ต้องบอกข้าสิ"
หวังอี้หรี่ตาลง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเดินเข้าไปตบไหล่เจ้าอ้วนต้วนผิงเบาๆ
"ท่านกับข้ามันก็พวกชนชั้นเดียวกันนั่นแหละ ท่านลองคิดดูให้ดีสิ ท่านน้าเขยของใต้เท้าซูคือเจินจวินเก้ามาร ต่อให้หมอนั่นอยากจะล้างแค้นแค่ไหน ก็คงไม่กล้าพุ่งเป้าไปที่ใต้เท้าซูโดยตรงหรอก
"ท่านกับข้านี่แหละที่จะกลายเป็นแพะรับบาปชั้นดี ในเมื่อยังไม่รู้ท่าทีของอีกฝ่าย การอยู่นิ่งๆ รอดูสถานการณ์จึงเป็นแผนการที่เข้าท่าที่สุด หากฝ่ายนั้นเริ่มเปิดฉากโจมตีเมื่อไหร่ ก็แค่ส่งท่านออกไปรับหน้าแทนก็สิ้นเรื่อง"
ยิ่งฟัง สีหน้าของต้วนผิงก็ยิ่งซีดเผือดลงเรื่อยๆ แต่ก็ยังปากดีสวนกลับไป
"ข้าเป็นคนของสกุลต้วนแห่งเซี่ยงซานนะ แผนการในตอนนั้นก็เป็นความคิดของเจ้า เจ้าต่างหากที่เหมาะจะเป็นแพะรับบาปที่สุด!"
หวังอี้หัวเราะหึๆ
"ใช่ ที่ท่านพูดมามันก็ถูก แต่สถานะของข้ามันต่ำต้อยเกินไป มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นแค่แพะรับบาปกระจอกๆ ดูยังไงก็ไม่สมน้ำสมเนื้อ แต่ท่านไม่ใช่นี่
ในนามแล้วผู้ดูแลต้วนก็ถือเป็นเครือญาติกับศิษย์สายตรงซู ตำแหน่งแพะรับบาปนี้จึงเหมาะสมกับท่านที่สุด อีกอย่าง ตอนที่ปูนบำเหน็จความชอบ ท่านก็ฮุบเอาความดีความชอบชิ้นใหญ่ไปกินหน้าตาเฉยนี่นา
ได้ข่าวว่าฟันคะแนนสมทบไปตั้งสามพันแต้ม มีบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนเชียวนะ จิ๊จิ๊…"
หวังอี้ที่เตรียมบทมาอย่างดี พ่นวาทศิลป์ต้อนอีกฝ่ายเสียจนมุม ต้วนผิงที่เพิ่งเคยได้ยินเรื่องพรรค์นี้เป็นครั้งแรก ประกอบกับศิษย์สายตรงซูก็ไม่ได้ปริปากบอกเรื่องนี้กับเขาจริงๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งสติแตก