เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 65 บาดเจ็บล้มตายอย่างหนัก

บทที่ 65 บาดเจ็บล้มตายอย่างหนัก

บทที่ 65 บาดเจ็บล้มตายอย่างหนัก


บทที่ 65 บาดเจ็บล้มตายอย่างหนัก

ภายนอกโบราณสถาน ศิษย์ยอดเขากู่พิษที่กระจายตัวแยกไปถูกฝูงผึ้งพิษเน่าเปื่อยจำนวนมหาศาลจู่โจม เมื่อขาดระดับหลอมปราณขั้นปลายคอยเป็นผู้นำ พลังรบก็ลดฮวบลงไปไม่รู้กี่ระดับ

จิตใจที่เดิมทีหมายมั่นจะสำรวจโบราณสถานเพื่อค้นหาวาสนา ถูกคลื่นเข็มพิษสาดซัดจนดับวูบไปอย่างสิ้นเชิง

ภายใต้ความสูญเสียอย่างหนัก พวกเขาทำได้เพียงถอยร่นกลับไปทางอุโมงค์

ทว่าหลังจากนั้นภาพเหตุการณ์น่าสิ้นหวังก็บังเกิดขึ้น... ทางถูกปิดตายเสียแล้ว

เสียงกรีดร้อง เสียงโอดครวญ ดังระงมไม่ขาดสาย!

ในเวลาเดียวกัน

บริเวณค่ายร้างใจกลางภูเขากระดูกดำทั้งสามยอด เหล่าศิษย์ยอดเขาเบญจหยินที่เพิ่งถูกคนแซ่หวังปล้นชิงไปหมาดๆ จำต้องสงบสติอารมณ์ แล้วเดินหน้าทำตามแผนการเดิมต่อไป

เป้าหมายของพวกเขาล้วนเรียบง่าย นั่นคือวาสนาในโบราณสถาน

พวกเขาจงใจเลือกชั้นหินที่บางที่สุด อุโมงค์ใต้ดินสายใหม่กำลังถูกขุดทะลวงอย่างรวดเร็วด้วยแรงกายของคนทั้งสองฝั่ง

ไม่นานนัก พื้นดินก็ยุบตัวลงกะทันหัน ศีรษะของคนผู้หนึ่งโผล่พรวดขึ้นมา เขาคือฟางจั๋ว ยอดฝีมือด้านวิชาตัวเบาที่ถูกส่งลงไปก่อนหน้านี้นั่นเอง

สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด พลางแผดเสียงร้องลั่น

"หายนะแล้ว หายนะแล้ว!

รีบดึงข้าขึ้นไปที"

ทุกคนพร้อมใจกันยื่นมือออกไป กำลังจะอ้าปากถาม ทว่ากลับรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดิน เสียงดังตูมสนั่น พื้นดินยุบตัวเป็นวงกว้างยิ่งกว่าเดิม

สิงโตกระดูกเจิงลำตัวยาวเกือบสิบเมตรตัวหนึ่งกระโจนพรวดขึ้นมา

ในปากของมันยังคาบร่างของฟางจั๋วเอาไว้

คมเขี้ยวที่แข็งแกร่งไม่แพ้เสาหิน กัดร่างของเขาขาดสะบั้นเป็นสองท่อนในพริบตา มันกลืนลงท้องไปครึ่งหนึ่งรวดเดียว ก่อนจะแผดเสียงคำรามต่ำ

กระดูกขาวโพลนจำนวนมหาศาลแทงพรวดขึ้นมาจากใต้ดิน ก่อตัวเป็นกรงกระดูกโอบล้อมทุกคนเอาไว้ ศิษย์ยอดเขาเบญจหยินหน้าถอดสีทันที

"สิงโตกระดูกเจิงระดับสอง..."

สำหรับพวกเขาแล้ว นี่มันเกินจะรับไหวจริงๆ! การที่พวกหลิ่วจินเซียนสามคนสามารถรับมือกับปีศาจร้ายระดับสองพวกนี้ได้ นั่นเป็นเพราะพวกเขามีลูกไม้เยอะ

แต่พอเปลี่ยนมาเป็นพวกเขาล่ะก็ ไม่แน่ว่าจะรอด

สิงโตกระดูกเจิงระดับสองเริ่มมหกรรมสังหารหมู่ แทบไม่มีใครต้านทานมันได้แม้แต่น้อย หวังอี้ที่เร้นกายลอบสังเกตการณ์อยู่ในเงามืดก็ยังแอบขนลุกซู่

ภูเขากระดูกดำนี่มันมีเรื่องพลิกผันเยอะเกินไปแล้ว

ไปทางไหนก็เจอแต่ตัวปัญหาระดับสร้างรากฐาน หากวิญญาณหยินที่เกิดควบคู่ในป่าไม้กระดูกดำดันมีวิญญาณระดับสองซ่อนอยู่ด้วยล่ะก็ งานนี้คงบันเทิงกว่าเดิมแน่

ไตร่ตรองร้อยแปดตลบ ท้ายที่สุดเขาก็เลือกที่จะไม่สอดมือเข้าไป

ยิ่งคนตายเยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะถ้าเป็นแบบนี้ สถานะความเป็นผู้นำของพวกหลิ่วจินเซียนก็ถือว่าสูญเปล่า เมื่อพวกนั้นมีกำลังคนไม่พอ หวังอี้ถึงจะมั่นใจได้ว่าตนเองจะก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดได้ชั่วคราว

อีกอย่าง เจ้าสิงโตกระดูกเจิงระดับสองเนี่ย เขาไม่อยากจะไปตอแยกับมันจริงๆ

เขาทำเพียงนั่งมองมันไล่เข่นฆ่าศิษย์ยอดเขาเบญจหยิน ชั่วเวลาสั้นๆ คนเกือบร้อยถูกสังหารหมู่จนเหลือแค่สิบกว่าคนเท่านั้น ถึงจะสามารถพังทลายกรงกระดูกออกมาได้ แต่พวกเขาก็หนีเตลิดเปิดเปิงราวกับคนบ้า วิ่งหนีออกจากภูเขากระดูกดำไปโดยไม่คิดจะเหลียวหลังกลับมามอง

พฤติกรรมเช่นนี้มีค่าเท่ากับทรยศนิกาย

สิงโตกระดูกเจิงวิ่งไล่กวดไปได้ระยะหนึ่งก็วกกลับ ไม่ได้ตามไปต่อ มันยึดครองพื้นที่บริเวณหน้าอุโมงค์สายใหม่ อ้าปากกว้างเปื้อนเลือด รอคอยผู้มีวาสนารายต่อไป

เมื่อเรื่องราวบานปลายมาถึงขั้นนี้ ภูเขากระดูกดำทั้งสามยอด... ก็กลายเป็นภูเขาร้างไปแล้ว!

หวังอี้เห็นดังนั้น ก็อาศัยความเร้นลับของคาถาเร้นราตรี แอบลอบเข้าไปในภูเขากระดูกดำ กวาดต้อนทรัพยากรในคลังสมบัติบนเขาทั้งหมดเรียบวุธไม่มีเหลือ

จากนั้นก็วกกลับมาที่ค่ายร้างเพื่อรูดทรัพย์จากถุงเก็บของของศิษย์ที่ถูกสิงโตกระดูกเจิงสังหาร พริบตาเดียวเขาก็เลื่อนขั้นเป็น ‘ผู้อาวุโสร้อยถุง’ เก็บของกระเป๋าตุงอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ

"ช่างเป็นวาสนาและโชคชะตาที่ดีเลิศจริงๆ~ สมควรแล้วที่คนแซ่หวังอย่างข้าจะรวยอู้ฟู่!"

............

............

โบราณสถานวังบาดาล

เมื่อมีลูกน้องที่ถูกควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ หลิ่วจินเซียนก็ใช้อำนาจบาตรใหญ่บีบบังคับให้กู่เจิ้งซุ่นและซือถูหงยอมศิโรราบ

นางใช้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณชั้นที่หกสองคนเป็นเหยื่อล่อ ในที่สุดก็สามารถกระตุ้นค่ายกลในเขตแดนหยางได้สำเร็จ ประตูตำหนักควบจันทร์ชั้นที่สามเปิดอ้าออก ทุกคนต่างพุ่งตัวเข้าไปด้านใน

ทว่าผ่านไปไม่ถึงสิบอึดใจ พวกหลิ่วจินเซียนทั้งสามคนกลับวิ่งหนีเตลิดออกมาอย่างทุลักทุเล ข้างกายไม่เหลือลูกน้องเลยแม้แต่คนเดียว

"บัดซบเอ๊ย สถานที่ผีสิงนี่มันไม่ชอบมาพากลแล้ว"

เวลานี้

ในมือของหลิ่วจินเซียนถือแมลงกู่ผึ้งที่ฟักตัวออกมาก่อนกำหนด สภาพของมันดูเสถียรขึ้นมาก กลิ่นอายพลังก็แข็งแกร่งขึ้นเป็นกอง

ผู้ที่ไล่กวดตามหลังคนทั้งสามมา มีเพียงศพปีศาจตนเดียวเท่านั้น

จุดจบของนางพญาผึ้งพิษเป็นอย่างไร ย่อมไม่ต้องเดาให้เสียเวลา

"ซากนิกายโบราณบ้าบออะไรกัน ข้าว่านี่มันต้องเป็นกับดักที่จงใจวางไว้เล่นงานคนรุ่นหลังชัดๆ"

ทั้งสามพุ่งพรวดออกจากตำหนักควบจันทร์ วิ่งกระหืดกระหอบมุ่งหน้าไปทางอุโมงค์

ศพปีศาจรั้งท้ายสุดทำท่าจะวิ่งไล่ตามไปสักสองสามก้าว แต่กลับหยุดชะงัก ไม่ไล่ตามต่อ เปลวเพลิงสองดวงในเบ้าตากลายสภาพเป็นลูกตาคู่ที่ดูมีชีวิตชีวาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้

กลิ่นอายพลังของมันก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันยืนอยู่บนขั้นบันไดสูงสุด ก้มมองลงมายังโบราณสถานเบื้องล่าง พลางทอดถอนใจ

"ล้มเหลวกันหมดเลยสินะ..."

"กรงขังนี้ช่างยากจะทลาย ข้าไม่ยอมแพ้หรอก!!!"

ก้าวไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ร่างของศพปีศาจก็ชะงักงัน เศษเสี้ยววิญญาณสายหนึ่งลอยล่องออกมาจากกระหม่อม ก่อนจะสลายกลายเป็นเถ้าธุลีไปอย่างเงียบงัน

อากาศรอบข้างเกิดระลอกคลื่นสั่นไหว คล้ายมีเสียงแค่นหัวเราะเย็นชาดังขึ้นแวบหนึ่งแล้วเลือนหายไป

ศพปีศาจที่กลับคืนสู่สภาพปกติ ยกมือขึ้นเกาหัวล้านเลี่ยนของตัวเอง แผดเสียงคำรามลั่นฟ้า แล้วออกวิ่งไล่ตามกลิ่นอายมนุษย์ต่อไป

สามวันต่อมา

พวกหลิ่วจินเซียนทั้งสามคนโผล่พรวดขึ้นมาจากภูเขากระดูกดำฝั่งขวา บริเวณที่กู่เจิ้งซุ่นเคยวาง [ค่ายกลหุ่นศพหยินปฐพี] เอาไว้ ในสภาพสะบักสะบอมคลุกฝุ่น สีหน้าอับเฉาสุดๆ

ซือถูหงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"ข้าดูไม่ผิดแน่ ในอาวุธวิเศษชิ้นนั้นต้องมีเศษเสี้ยววิญญาณเร้นกายอยู่ ถ้าไม่ใช่เพราะข้ามีวิญญาณหยินคุ้มกาย ป่านนี้คงตกหลุมพรางมันไปแล้ว"

กู่เจิ้งซุ่นขมวดคิ้วแน่นเช่นกัน

"ในเมื่อมีเศษเสี้ยววิญญาณ โบราณสถานแห่งนี้ก็ย่อมไม่ใช่ซากนิกายเก่าแก่อะไรทั้งนั้น แต่มันคือสถานที่ที่ผู้บำเพ็ญเพียรจงใจสร้างขึ้นมาเพื่อช่วงชิงร่างต่างหาก ไม่รู้ป่านนี้เจ้าศพปีศาจนั่นจะเป็นยังไงบ้าง"

ยกตัวอย่างเช่นผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำที่มีอายุขัยแปดร้อยปี หากสิ้นชีพตอนอายุห้าร้อยปี ดวงวิญญาณก็จะยังมีอายุขัยหยินเหลืออีกสามร้อยปี ต่อให้ช่วงชิงร่างเกิดใหม่ อายุขัยก็ไม่มีทางเพิ่มขึ้น

ถึงจะบ่มเพาะทะลวงระดับขึ้นมาใหม่ ก็ไม่อาจเพิ่มพูนอายุขัยได้แม้แต่น้อย ยกเว้นเสียแต่ว่าจะทลายขีดจำกัดเดิม ก้าวเข้าสู่ระดับวิญญาณแรกกำเนิด

ดังนั้น ข้อสันนิษฐานของกู่เจิ้งซุ่นจึงสมเหตุสมผล

โบราณสถานแห่งนี้ไม่ใช่ของจริง แต่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ดูไปดูมาเหมือนกับดักเสียมากกว่า

พอเรื่องบานปลายมาถึงขั้นนี้ คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดก็เห็นจะเป็นหลิ่วจินเซียน ส่วนพวกเขาสองคนได้ของติดไม้ติดมือมาแค่นิดหน่อยตอนขุดสุสาน ใครจะไปคิดล่ะว่าเรื่องราวมันจะพลิกผันแบบนี้

"เฮ้อ พูดไปก็เปล่าประโยชน์ ต่างคนต่างกลับไปพักเถอะ"

"ใช่ อย่างน้อยมีดอกเสวียนจิงอยู่ ห้าปีนี้ก็ถือว่าไม่สูญเปล่าหรอก"

หลิ่วจินเซียนได้แต่เงียบกริบ นางกอบโกยมาเยอะก็จริง แต่ก็สูญเสียไปมหาศาล อารมณ์ในตอนนี้ยากจะสดใสขึ้นมาได้

แต่หลังจากนั้น

ทันทีที่ทั้งสามก้าวพ้นจากอาณาเขตคุ้มครองของค่ายกล ก็ถึงกับยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตก

ไกลออกไปบนพื้นดิน มีสิงโตกระดูกเจิงขนาดยักษ์ตัวหนึ่งหมอบอยู่ กลิ่นอายระดับสร้างรากฐานแผ่กระจายออกมาอย่างชัดเจน ภูเขากระดูกดำทั้งสามยอดไร้ซึ่งวี่แววของมนุษย์ เงียบสงัดราวกับดินแดนแห่งความตาย

"นี่มัน…"

"บ้าไปแล้ว..."

"เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นที่นี่"

เวลาแค่ปีเดียว คนตั้งห้าร้อยกว่าคน หายเกลี้ยง? ทั้งสามคนถึงกับขนหัวลุกชัน ความหวาดหวั่นหนาวสะท้านแล่นปราดไปทั่วร่าง

หวังอี้ปรากฏตัวขึ้นอย่างถูกจังหวะ เขายืนอยู่ใต้เงามืดของก้อนหินยักษ์พลางทอดถอนใจเบาๆ "ทั้งสามท่าน ในที่สุดก็กลับมาเสียที"

ทั้งสามคน: "???"

หลังจากปลีกตัวออกห่างจากภูเขากระดูกดำแล้ว ทั้งสี่ก็นั่งล้อมวงกันที่โต๊ะหิน นั่งฟังหวังอี้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้เงียบๆ

ไม่มีอะไรต้องปิดบังอยู่แล้ว ยังไงซะมันก็เป็นแค่เรื่องบาดหมางระหว่างยอดเขาเบญจหยินกับยอดเขากู่พิษ ที่ดันปล่อยให้พวกปีศาจเหล่านี้ฉวยโอกาสตักตวงผลประโยชน์ไปได้ก็เท่านั้น

แน่นอนว่าเรื่องที่เขาแอบฉวยโอกาสสวมรอยกอบโกยผลประโยชน์น่ะ ถูกลบหายไปจากคำบอกเล่าโดยธรรมชาติ

เล่าจบ หวังอี้ก็ทำหน้าเศร้าสลด

"พวกท่านมาช้าเกินไป คนของยอดเขาเบญจหยินที่เหลือรอดถูกเจ้าสัตว์อสูรกระดูกนั่นไล่ตะเพิดไปหมดแล้ว คนแซ่หวังอย่างข้าอาศัยแค่วิชาเร้นกาย ถึงได้รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด"

หลิ่วจินเซียนจ้องหวังอี้เขม็งพลางแค่นเสียงเย็น "แล้วทำไมเจ้าถึงไม่ออกไปช่วยล่ะ?"

หวังอี้แสร้งทำหน้าเหวอ ถามกลับอย่างไม่เข้าใจ "ศิษย์พี่หลิ่วประเมินข้าสูงเกินไปแล้ว ตบะข้าเพิ่งจะระดับหลอมปราณชั้นที่ห้า จะเอาอะไรไปต้านทานสัตว์อสูรกระดูกระดับสร้างรากฐานกันล่ะ?"

ซือถูหงรีบออกโรงไกล่เกลี่ยทันควัน "ศิษย์น้องหวังพูดถูกแล้ว ศิษย์พี่หลิ่ว ท่านกำลังสร้างความลำบากใจให้คนอื่นอยู่นะ เขารักษาชีวิตรอดมาได้ก็บุญหัวแล้ว"

จบบทที่ บทที่ 65 บาดเจ็บล้มตายอย่างหนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว