- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 55 หนึ่งต่อสี่
บทที่ 55 หนึ่งต่อสี่
บทที่ 55 หนึ่งต่อสี่
บทที่ 55 หนึ่งต่อสี่
ยามนี้เพิ่งแยกตัวออกมาได้ไม่นานนัก ยังไม่สะดวกที่จะลงมือ พอดีเลยลากเอาคนพวกนี้เดินเตร็ดเตร่ไปรอบๆกลุ่มตำหนักแห่งนี้เสียหน่อย นอกจากจะได้เสาะหาสถานที่แห่งโชควาสนาแล้ว ยังถือโอกาสสำรวจสถานการณ์ของวังบาดาลไปด้วยในตัว
บางทีอาจมีค่ายกลหรือข้อห้ามที่สามารถหยิบยืมพลังมาใช้ได้ก็เป็นได้
แน่นอนว่าต่อให้ไม่มีก็ไม่เป็นไร เขามั่นใจว่าจะจัดการสี่คนนี้ได้ แม้การบำเพ็ญเพียรจนถึงตอนนี้จะยังห่างไกลจากขั้นไร้เทียมทาน แต่ในระดับหลอมปราณก็หาคนที่เป็นคู่มือของเขาได้ยากยิ่ง
คาถาอาคมและวิชาลับขั้นสมบูรณ์ต่างๆ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของพลังรบเขาทั้งสิ้น
โดยเฉพาะพลังที่ได้รับมาหลังจากเชื่อมต่อแขนศพ พลังนั้นก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้น หากไม่ทุ่มเทต่อสู้ในเวลานี้ แล้วจะรอไปถึงเมื่อใด?!!
สามก้านธูปให้หลัง
ชั่วขณะที่พุ่งผ่านมุมตำหนัก หวังอี้หลบเข้าสู่มุมมืดและกระตุ้น ‘คาถาเร้นราตรี’ อย่างเต็มกำลัง กลิ่นอายพลังพลันสูญสลายไปในพริบตา ทั้งร่างราวกับกลืนหายไปกับเงามืด บรรลุผลแห่งการเร้นกายพรางตาได้อย่างสมบูรณ์
เขาแนบร่างชิดติดกำแพงตำหนัก แม้แต่ลมหายใจก็ยังหยุดนิ่ง เพียงไม่นาน ซูชิงซานและพวกอีกสามคนก็พุ่งพรวดตามมาด้วยสีหน้าดูไม่จืดพลางสบถว่า
“ไอ้เด็กเจ้าเล่ห์ มันหนีไปได้รวดเร็วปานนี้เชียวรึ!”
“กลิ่นอายก็หายไปแล้วด้วย”
“คลาดกันแล้วหรือ?”
ซูชิงซานมีสีหน้าทะมึนทึง ขณะที่กำลังหันหน้าไปเอ่ยปาก ม่านตาของมันก็พลันหดเกร็ง มันมีชื่อเสียงโด่งดังในศิษย์สายนอกด้านทักษะการต่อสู้ ยามนี้จึงสัมผัสได้ถึงผิวหนังที่ตึงเครียด ความรู้สึกอันตรายสุดขีดแผ่ซ่านมาจากลำคอ!
มันรีบดีดตัวถอยร่นไปด้านหลัง พร้อมกับเรียกอาวุธวิเศษระดับสูงรูปลักษณ์กระบี่ยาวสีฟ้าครามออกมาตั้งตระหง่านไว้เบื้องหน้าเพื่อใช้ป้องกันตัว!
วินาทีต่อมา ม่านตาของมันก็ต้องหดเกร็ง
ภาพที่เห็นคือกระบี่น้ำแข็งขนาดยักษ์ความยาวเกือบสามจ้างกวาดฟันเข้ามา เป้าหมายคือศีรษะของพวกมัน หางตาของมันเหลือบไปเห็นด้ามกระบี่...
เป็นหวังอี้ที่ใช้มือซ้ายจับกระบี่แล้วตวัดฟันเข้ามาอย่างสุดแรง
นี่คืออีกหนึ่งรูปแบบที่พลิกแพลงมาจาก ‘วิชากระบี่น้ำแข็ง’ ขั้นสมบูรณ์ จากที่เคยก่อตัวกระจัดกระจายก็ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียว อานุภาพของมันจึงร้ายกาจยิ่งกว่าคาถาระดับสูงทั่วไปอยู่หลายส่วน
มีคนหนึ่งไหวตัวทัน ทิ้งตัวล้มลงไปด้านหลังเพื่อหลบหลีก ทว่าบริเวณหน้าอกกลับถูกแช่แข็งจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งเป็นแถบๆ
อีกคนใช้ปลายเท้าแตะพื้น ใช้วิชาตัวเบาล้ำเลิศหลบการลอบโจมตีที่กะทันหันนี้ไปได้เช่นกัน
ทว่ายังมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมปราณขั้นเจ็ดอีกคนหนึ่งที่ตื่นตระหนกจนเลือกทำแบบเดียวกับซูชิงซาน มันเรียกอาวุธวิเศษระดับกลางรูปทรงดาบออกมาต้านรับ
จากนั้นทุกคนก็ต้องพบกับภาพที่ชวนให้ขนหัวลุกชัน
กระบี่น้ำแข็งยักษ์ฟาดฟันลงมาอย่างไม่อาจหยุดยั้ง กระแทกดาบวิเศษเล่มนั้นจนแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ผู้บำเพ็ญเพียรคนนั้นก็ถูกสับจนระเบิดกลายเป็นละอองเลือด เศษซากศพและเครื่องในสาดกระจายเกลื่อนกลาด พละกำลังมหาศาลนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวจนเกินบรรยาย!
“แค่ก... แค่ก...”
ซูชิงซานที่ใช้อาวุธวิเศษต้านรับเอาไว้ได้ถึงกับต้องคุกเข่าลงข้างหนึ่ง มันกระอักเลือดออกมาหลายคำ สายตาจ้องเขม็งไปที่หวังอี้ด้วยความหวาดระแวง
มันพอจะเดาออกแล้วว่าสวีเจียวเจียวตายได้อย่างไร
คงหนีไม่พ้นการปะทะด้วยพละกำลังแล้วพลาดพลั้งไปกระบวนท่าเดียว นอกจากความหวาดระแวงแล้ว มันยังเกิดความโลภต่อแขนซ้ายของหวังอี้ด้วย อาการบวมเป่งผิดปกติและไอศพที่เข้มข้นนั้น ดูราวกับอาวุธวิเศษชนิดพิเศษอย่างไรอย่างนั้น
“ไอ้เด็กนี่ทุ่มกำลังลงมือไปสุดตัวแล้ว พลังของมันต้องตามไม่ทันแน่”
“ลุย!”
คนที่มีวิชาตัวเบาล้ำเลิศผู้นั้นพุ่งทะยานจนเกิดเป็นเงาติดตา มันยกเท้าเตะกวาดออกไปราวกับลมฤดูใบไม้ร่วงกวาดใบไม้ ปลดปล่อยปราณก้าวเท้าขนาดเก้าฉื่อที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าออกมา
นี่คือวิชากายาเฉพาะตัวของยอดเขาภูตเถื่อน
ปราณก้าวเท้าแหวกวายุ!
นิกายโลหิตวิญญาณผกผันก็ไม่ได้มีแค่มรดกสืบทอดสายมารไปเสียทั้งหมด วิชาปกติก็มีให้เห็นเช่นกัน เมื่อการโจมตีมาถึง หวังอี้ก็โยกตัวพลิ้วไหว ร่างเดียวแยกออกเป็นสามสายแล้วกระจายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
‘วิชาย่างก้าวลวงตา’ ขั้นสมบูรณ์นั้นแยบยลจนแยกไม่ออก ร่างหนึ่งพุ่งเข้าปะทะต้านรับพลังแหวกวายุอย่างดุดัน ส่วนร่างลวงตาที่เหลือก็เคลื่อนไหวพลิ้วไหวประดุจผีเสื้อโบยบินเข้าประชิดตัวมัน
ชั่วพริบตาเดียว
มือซ้ายของหวังอี้คว้าหมับเข้าที่ขาที่เตะเข้ามา เขากระชากอย่างสุดแรง เสียงกระดูกลั่น ‘กรอบแกรบ’ ดังขึ้น เส้นเอ็นและกระดูกเคลื่อนหลุดออกจากกัน ก่อนจะจับร่างนั้นฟาดลงกับพื้น!
แผละ…
ร่างนั้นถึงกับถูกฟาดจนหักเป็นสามท่อน ครึ่งท่อนบนแหลกเหลวกลายเป็นกองเนื้อบด ความดุเดือดปานนี้อดไม่ได้ที่จะทำให้ผู้คนสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ!
คนที่ถูกแช่แข็งตรงหน้าอกถึงกับเกิดความขลาดกลัว เมื่อถูกดวงตาสีดำอมเขียวของหวังอี้ตวัดมอง มันก็อดไม่ได้ที่จะขาสั่นพั่บๆ คิดอยากจะหนีเอาตัวรอด
“ตายซะ!”
จังหวะนั้นเอง ซูชิงซานก็ถือกระบี่ยาวสีฟ้าครามฟาดฟันลงมาอย่างสุดกำลัง ภายใต้การผสานพลังวิญญาณ อาวุธวิเศษแผ่คลื่นพลังวาววับออกมา ถึงกับมีความคล้ายคลึงกับ ‘วิชากระบี่น้ำแข็ง’ อย่างน่าประหลาด
กระบี่น้ำแข็งยักษ์เล่มหนึ่งตวัดฟันลงมาจากด้านหลัง หวังอี้ที่เพิ่งใช้พลังระลอกเก่าหมดไปและยังไม่ทันตั้งหลักสร้างพลังระลอกใหม่ จึงใช้ ‘สัมผัสเทวะ’ ควบคุมอาวุธวิเศษระฆังทองแดงซึ่งเป็นของเชลยที่หลอมรวมไว้ก่อนหน้านี้ออกมาป้องกัน
ตึงงง…
กระบี่น้ำแข็งปะทะกับระฆังทองแดง บังเกิดเสียงโลหะกระทบกันดังกึกก้อง แม้จะเป็นอาวุธวิเศษระดับสูงเหมือนกัน แต่หวังอี้มีระดับการบำเพ็ญเพียรที่ด้อยกว่า เมื่อปะทะกันตรงๆ จึงถูกซูชิงซานกดทับจนต้องคุกเข่าลงไปกับพื้น
มันร้องดีใจลั่น “พี่จื้อไฉ รีบลงมือเร็ว!”
‘ซี่จื้อไฉ’ ที่เดิมทีคิดจะเผ่นหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด พอเห็นหวังอี้ต้านรับอย่างยากลำบาก ความโลภในใจก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง มันลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลงมืออย่างฉับพลัน
มันคือศิษย์สายในของยอดเขาเทพอสูร ยามที่โคจรพลัง ลวดลายสีดำน่าขนลุกก็ปรากฏขึ้นปกคลุมทั่วหน้าผาก ดูราวกับเบิกเนตรแนวตั้งดวงหนึ่งออก ปลดปล่อยลำแสงสีดำสนิทพุ่งตรงเข้ามา
หวังอี้ม่านตาหดเกร็ง แม้เขาจะเข้ามาอยู่ในนิกายโลหิตวิญญาณผกผันได้ไม่นาน และไม่ได้มีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับมรดกสืบทอดของทั้งเก้ายอดเขามากนัก
แต่เขาใช้ชีวิตอยู่ในย่านเทพอสูรมานาน จึงพอจะเข้าใจยอดเขาเทพอสูรอยู่บ้าง มรดกของยอดเขานี้เน้นการฝึกฝนสัมผัสเทวะเป็นหลัก พวกเขาเลี้ยงดูวิญญาณหยินให้กลายเป็นเทพผี แล้วขนานนามว่า [เทพอสูร]!
พวกเขาสามารถใช้ความสามารถของเทพอสูรผ่านร่างมนุษย์ได้ โดยจะโจมตีมุ่งเน้นไปที่สัมผัสเทวะของผู้บำเพ็ญเพียรโดยตรง
สัมผัสเทวะนั้นฝึกฝนได้ยากยิ่ง โดยปกติแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขึ้นไปถึงจะเริ่มตั้งใจเสริมสร้างสัมผัสเทวะอย่างจริงจัง ทว่ายอดเขาเทพอสูรมีมรดกที่ลึกล้ำ สามารถเริ่มฝึกฝนสัมผัสเทวะได้ตั้งแต่ระดับหลอมปราณ ทำให้ความยากในการกราบเข้าเป็นศิษย์นั้นสูงส่งจนยากจะหยั่งถึง
หากไม่มีพรสวรรค์ในเส้นทางนี้ ก็ยากที่จะฝึกฝนจนถึงขั้นล้ำลึกได้
นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ยอดเขานี้ไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดคอยคุ้มครอง
หวังอี้นอกจากสัมผัสเทวะที่เพิ่มขึ้นมาบ้างตอนหลอมโอสถแล้ว ก็ไม่มีการฝึกฝนในด้านนี้เป็นชิ้นเป็นอัน คนผู้นี้โจมตีเข้าที่จุดอ่อนของเขาพอดี
เมื่อเห็นลำแสงสีดำพุ่งเข้ามา หวังอี้กัดฟันฝืนทน
วินาทีที่ตบฝ่ามือเดียวลงกับพื้น ทั้งร่างก็ไถลตัวออกไปด้านข้าง แม้จะหลบลำแสงสีดำพ้น แต่ระฆังทองแดงกลับถูกกระบี่ของซูชิงซานฟาดกระเด็นไป พลันเกิดผลึกน้ำแข็งจำนวนมากก่อตัวขึ้นกลางอากาศจนมันถูกแช่แข็งไปในทันที
โอกาสทองผ่านไปอย่างรวดเร็ว ซูชิงซานรีบพุ่งตามไปฟันกระบี่ซ้ำอีกครั้ง ประกายกระบี่เย็นเยียบ ปราณกระบี่คมกริบยาวกว่าหนึ่งจ้างฟาดฟันลงมาไม่ขาดสาย
หวังอี้ใช้แขนซ้ายตั้งรับ ชุดเกราะศิลาที่ติดมากับแขนศพพลังเทวะถูกฟันจนเกิดเสียงเสียดสีบาดแก้วหู ทำให้เขาได้ประจักษ์ถึงประสิทธิภาพของแขนศพเกราะระดับสองอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าจู่โจมไม่เข้าเสียที ซูชิงซานก็เริ่มร้อนรน
ปีนั้นตอนที่ใช้พลังระดับหลอมปราณขั้นหกรับมือกับขั้นแปดก็ยังไม่ยากลำบากขนาดนี้ แต่ตอนนี้มันมีพลังถึงระดับหลอมปราณขั้นแปดแล้วแท้ๆ กลับไม่สามารถจัดการกับแค่ระดับหลอมปราณขั้นห้าได้
มันจึงตะโกนลั่น “พี่จื้อไฉ มัวทำบ้าอะไรอยู่วะ!”
ตู้มม!
หลังจากการปะทะกันอย่างรุนแรงหนึ่งครั้ง ทั้งสองคนก็ถอยห่างออกจากกัน
ซูชิงซานม่านตาหดเกร็ง มองไปยังด้านหลังของหวังอี้ด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา ที่แท้ซี่จื้อไฉกลับถูกโลงน้ำแข็งพันธนาการสังหารเอาไว้ มีหนามน้ำแข็งแหลมคมสามแท่งแทงทะลุโลงน้ำแข็งเสียบร่างมันจนเลือดสาดกระเซ็น
“ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน...”
“ก็ต้องเป็นตอนที่ตั้งรับการโจมตีอยู่แล้ว ศิษย์พี่ชิงซานคงไม่ได้คิดหรอกนะ ว่าเมื่อครู่นี้หวังผู้นี้ถูกท่านกดหัวอยู่ฝ่ายเดียวน่ะ”
หวังอี้ใช้แขนเสื้อบังหน้าแล้วกลืน ‘โอสถฟื้นพลัง’ ระดับสูงสุดลงไปหนึ่งเม็ด
พลังวิญญาณที่ถูกผลาญไปจากการใช้วิชาระดับสูงหลายครั้งฟื้นฟูคืนมาจนเต็มเปี่ยมอย่างรวดเร็ว หวังอี้แยกร่างลวงตาออกมาอีกครั้ง กระจายตัวออกไปทั้งสิบทิศ มือขวาประสานมุทรา กระบี่น้ำแข็งไร้ด้ามนับร้อยเล่มพุ่งทะยานออกไปดุจห่าฝน
ซูชิงซานยกกระบี่กวาดฟัน กระแทกกระบี่น้ำแข็งแตกละเอียดจนหมดสิ้น มันมีสีหน้ามืดครึ้มพลางกล่าว “อย่ามาทำเป็นได้ใจไป ซูผู้นี้มีชื่อเสียงระบือไกลในหมู่ศิษย์สายนอก แค่หลอมปราณขั้นห้ากระจอกๆ อย่างเจ้ามีรึจะสู้ข้าได้”
“ฝ่ามือเสวียนหยิน!”