- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากรากวิญญาณขยะสู่ยอดเซียนวิถีมาร
- บทที่ 18 กฎที่รู้กัน
บทที่ 18 กฎที่รู้กัน
บทที่ 18 กฎที่รู้กัน
บทที่ 18 กฎที่รู้กัน
แม้จะใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อสถานการณ์ของเขาอย่างมาก สภาพความเป็นอยู่ของศิษย์สายนอกนั้นเลวร้ายกว่าที่เขาคาดคิดไว้
หลักๆ เป็นเพราะการอาศัยอยู่ในหอไหมน้ำแข็ง ซึ่งจะนำพาความยุ่งยากที่พอจะคาดเดาได้มาให้เขา ความอิจฉาริษยาเป็นสิ่งที่ทุกคนมี วิธีรับมือกับมัน [คาถาเร้นราตรี] จึงสำคัญยิ่ง
อีกด้านหนึ่ง หลังจากเปลี่ยนมาฝึก [เคล็ดโลหิตเยือกแข็ง] การทำความเข้าใจต่อเคล็ดวิชาก็ไม่ต่างอะไรกับการเริ่มต้นใหม่ ทว่ามันสามารถชำระล้างพลังวิญญาณผลาญโลหิตในร่างของหวังอี้ ให้เปลี่ยนเป็นพลังวิญญาณสายธาตุน้ำแข็งแบบใหม่ได้
การฝึกเคล็ดโลหิตเยือกแข็งก็เหมือนกับการแช่ตัวลงในน้ำแข็ง ให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ ซึมซาบตั้งแต่ผิวหนัง ลงสู่สายเลือด และทะลวงเข้าสู่ไขกระดูก
ในกระบวนการนี้ ร่างกายของหวังอี้จะได้รับการหลอมชำระและแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน
เขาจำขึ้นใจถึงผลกระทบของการสูญเสียแขนหนึ่งข้างต่อการทะลวงระดับสร้างรากฐาน ด่านโลหิตนั้นเกี่ยวพันกับความแข็งแกร่งของร่างกายอย่างใกล้ชิด รีบฝึกรีบชดเชย เพื่อลดผลกระทบต่อการบำเพ็ญเพียรให้น้อยที่สุด
อีกทั้ง [เคล็ดโลหิตเยือกแข็ง] กับวิชากระบี่น้ำแข็งเดิมทีก็เป็นวิชาที่มาคู่กัน นอกจากจะลดการสิ้นเปลืองพลังลงอย่างมากแล้ว อานุภาพยังเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล! ความเข้มข้นของพลังวิญญาณก็สูงกว่าวิชามารสายเร่งรัดอย่างวิชาผลาญโลหิตมากนัก
เมื่อรวมปัจจัยต่างๆ เข้าด้วยกัน ยิ่งเปลี่ยนวิชาเร็วก็ยิ่งได้ประโยชน์เร็ว
และหลังจากได้สัมผัสเนื้อหาการฝึกฝนในระดับนี้ด้วยตัวเอง ผลลัพธ์ที่ตอบสนองจาก [ช่องจัดวาง] ก็เปลี่ยนรูปแบบไปเช่นกัน
หากให้หวังอี้ฝึกฝนด้วยตัวเอง ก็คือการนำพลังวิญญาณหนึ่งร้อยสายในร่าง มาแบ่งกลุ่มตามลำดับกลุ่มละสิบสาย เวลาโคจรพลังรอบใหญ่ พลังวิญญาณสิบสายจะเข้าสู่เส้นชีพจรพร้อมกัน
ในระหว่างการโคจรพลัง จะทำการบีบอัดอย่างต่อเนื่อง บังคับให้พวกมันหลอมรวมเป็นหนึ่ง เปลี่ยนจาก 'สาย' เป็น 'เส้น' เพื่อยกระดับคุณภาพของพลังวิญญาณ
เรื่องนี้มักจะต้องอาศัยความอดทน ครั้งเดียวไม่สำเร็จก็สิบครั้ง สิบครั้งไม่สำเร็จก็ร้อยครั้ง พันครั้ง!
ด้วยพรสวรรค์ระดับรากวิญญาณขยะ การจะควบแน่นพวกมันให้กลายเป็นพลังวิญญาณสิบเส้นอย่างสมบูรณ์ เพื่อใช้เป็นฐานทะลวงสู่ระดับหลอมปราณขั้นสี่นั้น นับว่ายากลำบากแสนสาหัส
แต่ผลตอบสนองจาก [ช่องจัดวาง] คือการส่งพลังวิญญาณที่ควบแน่นขึ้นเรื่อยๆ กลับเข้าสู่จุดตันเถียนของหวังอี้โดยตรง เหมือนกับตอนที่เขาจัดวางวิชากระบี่น้ำแข็ง ที่ได้รับปฏิกิริยาตอบสนองทางกล้ามเนื้อโดยทันที
เพียงแต่ผลตอบสนองในครั้งนี้ เป็นปฏิกิริยาตอบสนองของพลังวิญญาณแทน
ไม่มีปริมาณเพิ่มขึ้น ไม่มีโผล่มาอย่างกะทันหัน
แต่เป็นการทำให้มันเชื่องและควบแน่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงตอนที่หวังอี้โคจรวิชา ก็จะรู้สึกเหมือนผ่านการหลอมตีมานับพันครั้ง รู้สึกว่าทุกอย่างช่างราบรื่นไร้อุปสรรค
ราวกับสายน้ำที่ไหลลงคลองอย่างเป็นธรรมชาติ!
ตามความก้าวหน้านี้ อย่างมากไม่เกินครึ่งปีก็สามารถเปลี่ยน 'พลังวิญญาณร้อยสาย' ให้กลายเป็น 'พลังวิญญาณสิบเส้น' และทะลวงสู่ระดับหลอมปราณขั้นสี่ได้สำเร็จ ถือเป็นการเสร็จสิ้นการชำระล้างพลังวิญญาณครั้งแรก!
นี่ขนาดนับแค่ประสิทธิภาพของช่องจัดวางเพียงช่องเดียว เวลาเท่านี้ก็นับว่าเหลือเฟือแล้ว
พอดีกับช่วงที่เขาจัดวางวิชาอาคมที่มาคู่กันได้เสร็จสรรพ
ช่วงหลายวันหลังจากนั้น หวังอี้แทบจะวิ่งวุ่นไปทั่ว เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ของสิบย่านโลหิตผกผัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง [ย่านเยือกแข็ง] ที่เป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดในการสืบข่าว
วันที่ห้าในชีวิตศิษย์สายนอก
โถงกว้างชั้นหนึ่งของหอไหมน้ำแข็ง หลายวันมานี้เขาพบว่าผู้บำเพ็ญที่พักอยู่ในหอแห่งนี้เกือบทั้งหมดเป็นศิษย์สายใน ระดับตบะส่วนใหญ่วนเวียนอยู่ในระดับหลอมปราณขั้นปลาย
ยามปกติก็มักจะเดินสวนกันไปมา แม้จะไม่ค่อยชอบหน้าศิษย์ที่เลื่อนขั้นมาจากทาสวิญญาณอย่างเขา แต่ก็ไม่เคยมีใครลงมือกับเขาจริงๆ อย่างมากก็แค่ถากถางและเยาะเย้ยด้วยวาจาเท่านั้น
ขอแค่เดินหลบๆ หน่อยก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ความยุ่งยากที่แท้จริงมาจากศิษย์สายนอกนอกหอที่สวามิภักดิ์ต่อศิษย์สายตรงเหมือนกันต่างหาก พวกมันจ้องตาเป็นมันกับห้องกลั่นปราณในหอไหมน้ำแข็งของหวังอี้อย่างหิวกระหาย และกล้าลงมือจริงๆ เสียด้วย!
ตบะของพวกมันส่วนใหญ่อยู่ในระดับหลอมปราณขั้นกลางหรือต่ำกว่านั้น ส่วนจำนวนศิษย์สายนอกที่พกป้ายโลหิตดำภายในหอนั้นมีน้อยมาก นอกจากเขาแล้วก็มีอีกแค่คนเดียว ซึ่งสถานการณ์ก็ไม่ได้ต่างจากเขาเท่าไหร่นัก
"ศิษย์น้องหวังมานั่งอยู่ตรงนี้แต่เช้าตรู่ กำลังรอศิษย์พี่อย่างข้าอยู่หรือ?"
ขณะที่กำลังครุ่นคิด จ้าวซ่างก็ค่อยๆ เดินทอดน่องลงมาจากชั้นบน อย่าเห็นว่าเขามีตบะแค่ระดับหลอมปราณขั้นแปดเชียว ความจริงแล้วภายในหอไหมน้ำแข็งแห่งนี้ ศิษย์สายตรงมอบอำนาจให้เขาสูงมาก
ในยามคับขัน เขาสามารถสั่งการผู้บำเพ็ญระดับสร้างรากฐานเหล่านั้นได้ด้วยซ้ำ ขณะเดียวกันผลประโยชน์ของตำแหน่งนี้ก็อู้ฟู่จนเหลือเชื่อ เท่าที่เขารู้ ปีนี้จ้าวซ่างอายุยังไม่ถึงสามสิบ อนาคตในการทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานก็แทบจะแน่นอนแล้ว
"ศิษย์พี่จ้าวซ่าง ศิษย์น้องมีเรื่องอยากจะปรึกษาจริงๆ ขอรับ"
หวังอี้ลุกขึ้นรินชาให้ถ้วยหนึ่ง แล้วเอ่ยถาม
"ได้ยินมาว่าในหอไหมน้ำแข็งมีภารกิจที่งานเบาแต่ได้หินวิญญาณเยอะอยู่ไม่น้อย ไม่ทราบว่ามีขั้นตอนการรับงานอย่างไรบ้างขอรับ"
"เรื่องนี้คุยกันได้"
จ้าวซ่างไม่ได้นั่งลง แต่หยิบม้วนตำราจำนวนมากออกมาจากถุงเก็บของข้างเอว แล้ววางแผ่ลงบนโต๊ะ
"ศิษย์น้องหวังค่อยๆ ดูไป หากเจอภารกิจที่ถูกใจ ศิษย์พี่ค่อยอธิบายรายละเอียดให้ฟังอีกที"
"ขอรับ…"
เมื่อคลี่ม้วนตำราออก หวังอี้ก็ลอบนำข้อมูลไปเทียบเคียงกับที่ไปสืบมาจากหอภารกิจเมื่อหลายวันก่อน พบว่าผลตอบแทนคุ้มค่ากว่ามากจริงๆ
[1. ยอดเขาที่สอง <ยอดเขาศพสวรรค์> ต้องการศิษย์ระดับหลอมปราณสามคนที่เข้าใจ 'วิชาหลอมศพ' เพื่อดูแลเจียงซือดำสามสิบตนเป็นเวลาหนึ่งปี ผลตอบแทน: 800 แต้มผลงาน]
อย่างเช่นงานจ้างวานนี้ เขาเคยเห็นงานคล้ายๆ กันในหอภารกิจ ผลตอบแทนมีแค่หินวิญญาณสามร้อยก้อน ซ้ำยังไม่ใช่แต้มผลงานอีกต่างหาก
แต้มผลงานสามารถนำไปแลกสมุนไพรวิญญาณ วัตถุดิบวิญญาณ ไปจนถึงอุปกรณ์วิเศษ วิชาอาคม เคล็ดวิชา ทักษะบำเพ็ญเซียนทั้งสี่... และอื่นๆ จากคลังสมบัติของนิกายได้
ของหายากหลายอย่างสามารถใช้แต้มผลงานแลกได้เท่านั้น ลำพังแค่จุดนี้ ภารกิจจ้างวานของหอไหมน้ำแข็งก็เหนือกว่าที่หอภารกิจประกาศมากนัก
ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือ ภารกิจของหอไหมน้ำแข็งส่วนใหญ่ออกโดยบุคคล มีผู้ดูแลระดับสร้างรากฐานและผู้อาวุโสระดับแก่นทองคำเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก จำนวนภารกิจที่มีมากน้อย ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของศิษย์สายตรงและจำนวนสมาชิกในขุมกำลังที่อยู่เบื้องหลังทางอ้อม
ส่วนของหอภารกิจจะค่อนข้างเป็นงานส่วนรวม หลายงานเป็นภารกิจดูแลรักษาสินทรัพย์ของนิกาย
กวาดสายตาดูจนทั่ว หวังอี้มีแนวโน้มที่จะเลือกภารกิจระยะสั้นที่ไม่ต้องต่อสู้มากกว่า
[12. รับผิดชอบดูแลรักษาสวนสมุนไพรส่วนตัวของ "ผู้ดูแลถานไถ" ระยะเวลาครึ่งปี ต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสมุนไพรวิญญาณและวิชาแยกแยะร้อยสมุนไพร ผลตอบแทน: 500 แต้มผลงาน]
หอไหมน้ำแข็งจะหักออกห้าส่วน นั่นหมายความว่าระยะเวลาครึ่งปี จะมีแต้มผลงานตกถึงมือเขาแค่สองร้อยห้าสิบแต้ม ตัวเลขพิลึกพิลั่นนี้ทำให้หวังอี้รู้สึกลังเลขึ้นมาเล็กน้อย
สิบหกปีในเมืองสือหู เนื่องจากเขาไม่มีโอกาสสัมผัสกับเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียร สิ่งที่เขาใส่ในช่องจัดวางส่วนใหญ่จึงเป็นตำราจิปาถะสารพัดชนิด เขาจึงนับว่ามีความเชี่ยวชาญด้านสมุนไพรอยู่บ้าง
แต่ระดับความรู้แค่นี้ ย่อมไม่พอสำหรับการดูแลรักษาสวนสมุนไพรวิญญาณแน่นอน เขาจำต้องเร่งเรียนรู้เพิ่มเติมอีกสองสามวัน การใส่ของประเภทความรู้ล้วนๆ ลงในช่องจัดวาง มักจะใช้เวลาแค่ไม่กี่วันก็สามารถจดจำจนขึ้นใจได้แล้ว
[คัมภีร์พันอักษร] และ [คัมภีร์หมื่นอักษร] ต่างก็เคยเป็นเครื่องพิสูจน์มาแล้ว เรื่องนี้จึงไม่ต้องกังวล
"ศิษย์พี่จ้าว ข้าเลือกได้แล้วขอรับ"
"ภารกิจของผู้ดูแลถานไถสินะ~" จ้าวซ่างเอียงคอชำเลืองมองแวบหนึ่ง ก็จดจำที่มาของม้วนตำราในมือหวังอี้ได้ทันที เขาเอ่ยขึ้น
"ผลตอบแทนที่ผู้ดูแลถานไถให้นั้นค่อนข้างสูง แต่ความต้องการของนางก็สูงตามไปด้วย เจ้าแน่ใจนะว่าจะทำสำเร็จ?"
"น่าจะทำได้ขอรับ"
เมื่อจ้าวซ่างได้ยินดังนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะมองหวังอี้ในแง่ดีขึ้นอีกหน่อย ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีมารที่เก่งเรื่องต่อยตีมีอยู่ถมเถไป แต่ผู้ที่ทำงานสายผลิตกลับมีไม่มากนัก จึงขาดแคลนบุคลากรสายนี้เป็นอย่างมาก
"งั้นก็ดี…"
"ตามกฎเกณฑ์ ห้าส่วนต้องมอบให้ศิษย์สายตรงซู นอกเหนือจากนี้ยังต้องจ่ายอีกหนึ่งส่วน ครึ่งหนึ่งมอบให้ผู้บำเพ็ญระดับสร้างรากฐานชั้นบน อีกครึ่งหนึ่งมอบให้ข้าจ้าวผู้นี้ เจ้ามีข้อขัดข้องอันใดหรือไม่?"
หวังอี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว แล้วเอ่ยเสียงอู้อี้
"ไม่มีข้อขัดข้องขอรับ"
"ดีมาก งั้นภารกิจนี้ก็เป็นของเจ้า ภายในเจ็ดวันจงไปรายงานตัวกับผู้ดูแลถานไถที่ฝั่งโน้น"
“ศิษย์น้องรับทราบขอรับ”