- หน้าแรก
- ตัวอย่างเลวร้ายประจำสำนักน่ะหรือก็ข้าคนนี้นี่ไง
- บทที่ 10 อันตรายระหว่างทางลงเขา
บทที่ 10 อันตรายระหว่างทางลงเขา
บทที่ 10 อันตรายระหว่างทางลงเขา
บทที่ 10 อันตรายระหว่างทางลงเขา
หรงเยว่หยวนเดินเข้ามาในห้องครัวและเห็นซ่งอี้จือกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารอย่างเป็นระเบียบ ข้าวของบนเตาถูกจัดวางไว้อย่างเป็นสัดเป็นส่วนและสะอาดสะอ้าน
"ข้าทำซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานไว้ไม่เยอะ กินให้น้อยๆ หน่อยล่ะ ถ้าเจ้ากล้าแย่งชิ้นสุดท้ายไปจากข้า เจ้าจะไม่ได้กินหมูสามชั้นตุ๋นอีกเลย!" พูดจบซ่งอี้จือก็ยื่นจานซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานส่งให้ แต่พอมองเห็นว่าเป็นหรงเยว่หยวน มือของนางก็พลันอ่อนแรงลงด้วยความตกใจ
โชคดีที่หรงเยว่หยวนตอบสนองได้ไวและคว้าจานกระเบื้องเคลือบไว้ได้ทัน ไม่เช่นนั้นซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานจานนี้คงได้ลงไปกองเป็นอาหารพื้นแน่
ซ่งอี้จือถือตะหลิวถอยหลังไปหนึ่งก้าว หลังจากตั้งสติได้ นางก็ยังคงไม่อาจซ่อนความประหลาดใจเอาไว้ได้ "ผู้อาวุโสห้า?! เหตุใดจึงเป็นท่านไปได้?"
หรงเยว่หยวนประคองจานกระเบื้องเคลือบไว้ ก่อนจะหลุบตาลงมองซี่โครงชิ้นเล็กๆ ในจาน
ซี่โครงชิ้นเล็กที่เคลือบด้วยซอสเปรี้ยวหวานเข้มข้นมีสีแดงก่ำ มันวาว เปล่งประกาย เมล็ดงาและต้นหอมซอยที่โรยหน้ายิ่งทำให้มันดูน่าทานมากยิ่งขึ้น
"เฒ่ามู่กำลังดูฮวงจุ้ยอยู่น่ะ" หรงเยว่หยวนยกจานขึ้น น้ำเสียงอ่อนโยนของเขาแฝงแววหยอกเย้า "เดี๋ยวข้าจะนำคำพูดนี้ไปถ่ายทอดให้เฒ่ามู่ฟัง อืม... ไม่ต้องห่วงนะ ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานทั้งหมดนี้เป็นของเจ้าคนเดียว"
หรงเยว่หยวนผู้สง่างามและสูงส่งดูไม่เข้ากับห้องครัวเอาเสียเลย ทว่าตัวเขาเองกลับไม่แสดงท่าทีอึดอัดเลยแม้แต่น้อย
"..."
เมื่อมองดูสีหน้าของหรงเยว่หยวนที่ราวกับจะสื่อว่า 'ไม่ต้องห่วง ข้าไม่แย่งเจ้าหรอก แล้วข้าก็จะคอยดูเฒ่ามู่ไม่ให้มาแย่งเจ้าด้วย' ซ่งอี้จือก็กำตะหลิวในมือแน่นและสูดลมหายใจเข้าลึก
ผู้อาวุโสห้าจะต้องคิดว่านางเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวไปแล้วแน่ๆ!
เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะวัตถุดิบหมดแล้วและนางก็ชอบกินซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานมากต่างหาก นางไม่ได้งกเสียหน่อย!
น่าโมโหชะมัด!
เป็นความผิดของตาเฒ่ามู่คนเดียวเลย! เขาทำลายภาพลักษณ์อันน้อยนิดของนางจนป่นปี้หมดแล้ว!
ซ่งอี้จือบีบด้ามตะหลิวไม้จนเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด และตะโกนออกไปข้างนอก "ตาเฒ่าเหม็น เนื้อวัวตากแห้งของท่านอดกินแล้ว!"
ทำเอานางขายหน้าไปไกลถึงยอดเขาเจียวเยว่ เนื้อวัวตากแห้งของเขาจบสิ้นกันแค่นี้แหละ!
เฒ่ามู่พุ่งพรวดมาปรากฏตัวที่ประตูครัวในพริบตา "ไม่นะ! นังหนูเจ้านี่ช่างไร้เหตุผลเสียจริง! ข้ากำลังยุ่งกับการดูฮวงจุ้ยจนปลีกตัวไม่ได้ แค่ไหว้วานให้เจ้าหนูนี่มาช่วยยกอาหารนิดหน่อย มันผิดตรงไหนกัน!"
"เหอะ" ซ่งอี้จือแค่นเสียงหยันและก้มหน้าลงผัดอาหารในกระทะต่อ
เขาไม่รู้หรือไงว่าสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าผู้หญิงนั้นไร้เหตุผลมาตั้งแต่เด็กยันแก่!
นางกำลังหงุดหงิด!
เฒ่ามู่ก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างเป็นสุขเลย!
หลังจากเฒ่ามู่ส่งหรงเยว่หยวนออกไป เขาก็ยืนพิงกรอบประตู และภายใต้การยั่วยวนของกลิ่นหอมกรุ่น เขาก็เอ่ยขึ้นอย่างหน้าไม่อายว่า "โธ่เอ๊ย ค่อยพูดค่อยจากันสิ ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานวันนี้ยกให้เจ้าคนเดียวหมดเลย ดีไหม? แต่เนื้อวัวตากแห้งน่ะงดไม่ได้เด็ดขาดนะ!"
ซ่งอี้จือยังคงนิ่งเฉยไม่หวั่นไหว
เฒ่ามู่ยกมือขึ้นปิดหน้าพลางร้องคร่ำครวญ "เด็กผู้หญิงคนนี้กำลังรังแกผู้อาวุโสที่แก่ชราและอ่อนแอ! โลกนี้ยังมีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่!"
"สวรรค์ไม่มีความยุติธรรมหรอก มีแต่พื้นดินนี่แหละที่ยุติธรรม" ซ่งอี้จือเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นางปรายตามองท่าทางเสแสร้งของเฒ่ามู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวอย่างเย้ยหยัน "เลิกร้องโหยหวนได้แล้ว ร้องมาตั้งนานน้ำตายังบีบไม่ออกมาสักหยด ไปๆ ชิ่วๆ"
"เฒ่ามู่" หรงเยว่หยวนเดินเข้ามาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ค่ายกลรวบรวมปราณตรงนั้นถูกปรับปรุงได้ดีมากทีเดียว พลังวิญญาณอุดมสมบูรณ์และเป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืชผลมาก"
ต้องยอมรับเลยว่าตาเฒ่าและแม่หนูคู่นี้ช่างรับมือยากจริงๆ
ซ่งอี้จือเหลือบมองเฒ่ามู่ด้วยสีหน้าประหลาดใจอย่างยิ่ง "ข้านึกว่าท่านจงใจหาข้ออ้างอู้งานเสียอีก แค่กๆๆ ขออภัย ข้าเข้าใจท่านผิดไป เฒ่ามู่"
เฒ่ามู่ถลึงตาจนหนวดเคราสั่น "ข้าดูเป็นคนแบบนั้นหรือไง!"
ไม่ใช่หรือไง?
ที่ผ่านมาท่านหาข้ออ้างอู้งานน้อยเสียเมื่อไหร่!
ซ่งอี้จือบ่นอุบอิบในใจ จากนั้นด้วยความรู้สึกผิด นางจึงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า "เอาอย่างนี้ มื้อเที่ยงวันนี้ข้าจะแบ่งซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานให้ท่านเพิ่มอีกสามชิ้น ดีไหม?"
เมื่อมองดูซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานที่แสนยั่วยวน เฒ่ามู่ก็พยักหน้าและตอบตกลงอย่างเสียไม่ได้
หรงเยว่หยวนมองดูคนทั้งสอง และดูเหมือนจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้วว่าเหตุใดพวกเขาถึงกลายมาเป็นสหายกันได้
หลังจากทานอาหารเสร็จ เฒ่ามู่ก็จัดการปรับปรุงค่ายกลรวบรวมปราณในแปลงนาของซ่งอี้จือให้เรียบร้อยแล้วจึงจากไป
ซ่งอี้จือเองก็ลงจากเขาเช่นกัน
ยามเย็น
ซ่งอี้จือเพิ่งจะซื้อข้าวของเสร็จและกำลังเดินมุ่งหน้ากลับไปยังสำนักฉางชิว
"ศิษย์พี่ซ่ง!" น้ำเสียงกระตือรือร้นนั้นทำเอาซ่งอี้จือสะดุ้งตัวสั่นโดยสัญชาตญาณ
แน่นอนว่านั่นไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความขยะแขยง
โดยไม่รอให้ซ่งอี้จือต้องหันกลับไป หลานเชียนเชียนก็เดินเข้ามาขวางหน้าซ่งอี้จือเอาไว้เสียแล้ว
ซ่งอี้จือมองท่าทางของหลานเชียนเชียนแล้วก็รู้สึกพูดไม่ออกจริงๆ
ก่อนออกจากบ้านนางคงไม่ได้ดูฤกษ์ดูยามมาแน่ๆ!
อย่างไรก็ตาม การที่ศิษย์สายตรงที่เพิ่งเข้าสำนักมาใหม่ไม่ยุ่งอยู่กับการบำเพ็ญเพียรแต่กลับลงจากเขามาแบบนี้ ดูไม่เหมือนนิสัยของหลานเชียนเชียนเลย
นางกำลังวางแผนชั่วร้ายอะไรอยู่อีก?
ชุยเย่ ศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสสี่เดินก้าวขึ้นมาสองก้าวและพยักหน้าทักทายซ่งอี้จือ "ซ่งอี้เยว่"
"ศิษย์พี่ชุย" ซ่งอี้จือพยักหน้ารับ ก่อนจะโบกมือ "ศิษย์พี่ชุย ข้าต้องรีบกลับไปทำกับข้าว ขอตัวก่อนนะ!"
พูดจบซ่งอี้จือก็หันหลังเดินจากไป ฝีเท้าของนางเร่งรีบราวกับกำลังรีบร้อนจริงๆ
ขณะที่ชุยเย่กำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง เขาก็สัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังวิญญาณที่ผิดปกติรอบตัว เมื่อมองเห็นลูกหน้าไม้ที่แหวกอากาศพุ่งตรงมา เขาก็ร้องเตือนอย่างร้อนรน "ระวัง!"
สิ้นคำพูด เขาก็เรียกอาวุธวิเศษออกมาเพื่อสกัดกั้นลูกหน้าไม้ดอกนั้นให้ซ่งอี้จือ
ซ่งอี้จือถอยหลังไปสองก้าว ดูคล้ายกับตกใจกลัว
หลานเชียนเชียนรู้สึกเสียดายเพียงเล็กน้อย
หากศิษย์พี่ช้ากว่านี้อีกนิด ซ่งอี้จือคงตายไปแล้วไม่ใช่หรือ? น่าเสียดายจริงๆ
เมื่อการลอบโจมตีล้มเหลว กลุ่มคนที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดก็ปรากฏตัวออกมา
คนกลุ่มนั้นมีมากกว่าสิบคน ระดับการบำเพ็ญเพียรต่ำสุดก็คือขั้นจินตัน ในจำนวนนั้นยังมีขั้นหยวนอิงอีกถึงสองคน ทว่าชุยเย่เพิ่งจะอยู่เพียงขั้นจินตันตอนปลาย หลานเชียนเชียนก็เพิ่งจะแตะขั้นเลี่ยนชี่ตอนต้น ซ่งอี้จือก็อยู่ขั้นจู้จี แต่ขั้นจู้จีของนางนั้นช่างอ่อนหัดเกินไป
กล่าวโดยสรุปคือ ช่องว่างระหว่างพลังของทั้งสองฝ่ายนั้นห่างชั้นกันเกินไป
สายตาของสตรีที่เป็นผู้นำกลุ่มจับจ้องไปที่ซ่งอี้จือโดยตรง นางไม่ได้ปิดบังความมุ่งมั่นในดวงตาเลยแม้แต่น้อย "ซ่งอี้จือหนอซ่งอี้จือ ในที่สุดข้าก็หาเจ้าพบ หลังจากมาดักรออยู่ตั้งครึ่งเดือน!"
หลานเชียนเชียนเข้าใจได้ในทันทีว่าคนเหล่านี้พุ่งเป้ามาที่ซ่งอี้จือ หรือพูดอีกอย่างก็คือ นางและศิษย์พี่ถูกดึงมาซวยไปด้วยอย่างบริสุทธิ์ใจ!
ตัวซวยแท้ๆ!
ซ่งอี้จือนึกทบทวนความหลัง แต่นางจำไม่ได้จริงๆ ว่าเคยรู้จักคนผู้นี้ "เจ้าเป็นใครกัน?"
"เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ว่าข้าเป็นใคร ไม่ยอมตามข้ามาแต่โดยดี ก็..." สตรีผู้นั้นหัวเราะเบาๆ สองครั้ง เผยให้เห็นจิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมา
ชุยเย่ยืนขวางหน้าซ่งอี้จืออย่างมั่นคงและกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เว้นแต่ข้าจะตาย พวกเจ้าอย่าได้หวังว่าจะพาตัวซ่งอี้เยว่ไปได้!"
หลานเชียนเชียนมองไปที่ศิษย์พี่ของตน นางอดไม่ได้ที่จะกระตุกแขนเสื้อเขาเบาๆ และเมื่อเห็นชุยเย่หันมามอง นางก็เอ่ยด้วยท่าทีไร้เดียงสา "ศิษย์พี่ ข้าว่าคนพวกนี้ดูเหมือนไม่ได้ต้องการชีวิตของศิษย์พี่ซ่งหรอกนะ บางทีพวกเขาอาจจะมีเรื่องอยากคุยกับศิษย์พี่ซ่งก็เป็นได้"
ซ่งอี้จือเฝ้ามองหลานเชียนเชียนเกลี้ยกล่อมให้ชุยเย่ทอดทิ้งตนอย่างไม่ประหลาดใจเลยสักนิด
ถ้าหลานเชียนเชียนไม่ทำแบบนี้ นางก็ไม่ใช่หลานเชียนเชียนแล้ว!
"ไม่ได้!" ชุยเย่กล่าวอย่างเด็ดขาด "คนพวกนี้ไม่ได้มาดีแน่ หากซ่งอี้เยว่ตกอยู่ในมือพวกมัน นางจะมีทางรอดกลับมาได้หรือ?! ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากสำนักฉางชิว เดี๋ยวทางสำนักก็จะรับรู้เรื่องนี้!"
หลานเชียนเชียนไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก
หากนางขืนพูดอะไรไปมากกว่านี้ นางอาจจะโดนข้อหาแตกความสามัคคีกับศิษย์ร่วมสำนักได้
ทว่าในใจลึกๆ นางหวังเป็นอย่างยิ่งว่าซ่งอี้จือจะถูกคนพวกนี้จับตัวไปหรือไม่ก็ฆ่าทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด
"อยากจะจับข้าเป็นตัวประกันเพื่อไปข่มขู่ท่านแม่งั้นหรือ?" ซ่งอี้จือเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน "หรือพวกเจ้าอยากจะฆ่าข้าเพื่อให้ท่านแม่ได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างหนักกันล่ะ?"
นางเคยเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และมีอยู่หลายครั้งที่นางถูกลักพาตัวไปจริงๆ สรุปสั้นๆ ก็คือ เรื่องพรรค์นี้นางไม่เห็นจะรู้สึกตื่นเต้นหรือหวาดกลัวเลยสักนิด
สตรีผู้นั้นไม่ได้ตั้งใจจะตอบคำถามของซ่งอี้จือ นางสั่งการสั้นๆ "ลงมือ"
"ปัง—"
เสียงกึกก้องกัมปนาทจากการปะทะกันของพลังวิญญาณทำเอาซ่งอี้จือหูอื้อไปชั่วขณะ
หลังจากได้สติกลับมา ซ่งอี้จือก็เห็นว่าชุยเย่ได้เริ่มต่อสู้กับคนกลุ่มนั้นแล้ว
หลานเชียนเชียนยืนอยู่ด้านข้างพลางมองดูท่าทางเอื่อยเฉื่อยของซ่งอี้จือ นางกัดฟันกรอดด้วยความโกรธเกรี้ยว
ทำไมนางที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดถึงได้ทำตัวสงบนิ่งและผ่อนคลายได้ถึงเพียงนี้กันล่ะ?!