- หน้าแรก
- บัลลังก์เลือดต้าฉิน
- บทที่ 12 - ลอบโจมตียามวิกาล (1)
บทที่ 12 - ลอบโจมตียามวิกาล (1)
บทที่ 12 - ลอบโจมตียามวิกาล (1)
บทที่ 12 - ลอบโจมตียามวิกาล (1)
"ในเมื่อข้าตัดสินใจมาเป็นทหารแล้ว ข้าก็เตรียมใจไว้แล้วว่าต้องมีสักวันที่ต้องตายในสนามรบ ท่านแม่ทัพ อย่าบีบบังคับข้าเลย ข้าไม่ไปเด็ดขาด เว้นเสียแต่ว่าท่านจะฆ่าข้าทิ้งเสียตรงนี้ แล้วแบกศพข้ากลับไป" ทหารนายนั้นตอบกลับทันควันโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
"ไอ้พวกบัดซบ" ตูฉางจิงสบถเสียงดังด้วยความโมโห เดินกระทืบเท้ากลับไปที่หน้าลานประลอง แล้วตะโกนบอกทหารทั้งกองทัพอีกครั้ง "พวกเจ้าจงจำไว้ให้ดี หากออกไปรบครั้งนี้มีแต่ตายสถานเดียว ไม่มีทางรอดชีวิตกลับมา ข้าจะให้เวลาพวกเจ้าครึ่งก้านธูป จงคิดดูให้ดี"
นายทหารระดับรองต่างรีบนำคำพูดนี้ไปถ่ายทอดให้ทหารในสังกัดของตนฟังทันที
เวลาครึ่งก้านธูปผ่านไปอย่างรวดเร็ว กองทัพทั้งหมดยังคงยืนหยัดอยู่ที่เดิม ไม่มีใครก้าวเท้าออกไปเลยแม้แต่คนเดียว
"พวกงี่เง่า ไอ้พวกงี่เง่าเอ๊ย"
ในใจของตูอี้เต็มไปด้วยความโศกเศร้าสุดแสน ทหารกองทัพไร้พ่ายช่างโง่เขลาเสียจริง โง่จนไม่รู้จะโง่อย่างไรแล้ว ทั้งที่รู้ว่าไปแล้วต้องตายแน่ๆ แต่ก็ยังดึงดันจะไป ไม่เรียกว่าโง่แล้วจะเรียกว่าอะไร
"ทหารทุกนายจงฟัง" ตูอี้กลั้นน้ำตา ตะโกนสั่งการเสียงกึกก้อง
"ขอรับ"
เสียงตอบรับดังกระหึ่มมาจากเบื้องล่าง ทหารนับหมื่นนายต่างจ้องมองตูอี้บนลานประลองด้วยแววตาแน่วแน่และเด็ดเดี่ยว
ตูอี้ยกมือขวาขึ้นจับด้ามดาบ ออกแรงดึงเบาๆ ดาบยาวก็ถูกชักออกจากฝักดังกังวาน แม้จะอยู่ท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรี แต่คมดาบยาวสามฉื่อก็ยังคงเปล่งประกายเยียบเย็นจนน่าขนลุก ตูอี้ชูดาบชี้ขึ้นฟ้า ตะโกนด้วยความฮึกเหิม "เพื่อประชาชนต้าฉินทั้งสี่ล้านคน เพื่อแผ่นดินต้าฉินอันเป็นที่รัก พวกเราจะออกไปสู้ตายหน้านอกด่าน สู้จนกว่าชีวิตจะหาไม่"
"สู้ตายนอกด่าน สู้จนกว่าชีวิตจะหาไม่ สู้ตายนอกด่าน สู้จนกว่าชีวิตจะหาไม่"
ทหารทั้งกองทัพชูอาวุธขึ้นเหนือหัว ตะโกนร้องประสานเสียงดังกึกก้องกังวาน พลังใจฮึกเหิมถึงขีดสุด ราวกับจะทำให้ฟ้าดินสั่นสะเทือน
"เซ่นธงรบ" ตูอี้ตะโกนลั่นอีกครั้งจนเสียงแทบแหบแห้ง
สิ้นเสียงคำสั่ง ทหารสองนายก็ลากตัวเปี่ยวจือขึ้นมาบนลานประลอง เปี่ยวจือถูกมัดมือมัดเท้าแน่นหนา ปากถูกอุดด้วยเศษผ้า เขาดิ้นรนขัดขืนสุดชีวิต หน้าแดงก่ำ น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าจุดจบจะเป็นแบบนี้ เอาช้างมาฉุดเขาก็ไม่ยอมมาเหยียบที่นี่เด็ดขาด
"ลอกคราบมันออก ให้ทหารทุกคนได้ดูเป็นขวัญตาว่าขันทีหน้าตามันเป็นยังไง" ตูฉางจิงกระตุกยิ้มมุมปาก เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
พอได้ยินแบบนั้น ทหารหลายคนก็หูผึ่งด้วยความอยากรู้อยากเห็น พูดตามตรง เกิดมาจนป่านนี้พวกเขาก็ยังไม่เคยเห็นของลับขันทีเลย ไม่รู้ว่าโดนตัดแค่ไข่หรือโดนตัดทิ้งทั้งพวง
"แควก"
ทหารร่างบึกบึนกระชากเสื้อผ้าขันทีของเปี่ยวจือจนขาดวิ่น แล้วจัดการถลกกางเกงของมันออก แต่พอตูอี้และคนอื่นๆ ได้เห็นท่อนล่างของเปี่ยวจือ ต่างก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
มันเป็นผู้ชาย เป็นผู้ชายทั้งแท่ง ไม่มีร่องรอยบาดแผลจากการถูกตอนเลยสักนิด แสดงว่าไม่ได้โดนตอนมา มันเป็นขันทีปลอม
ตูอี้ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ทันที โกรธจัดจนตัวสั่นเทา ตูฉางจิงและผู้บัญชาการพลคนอื่นๆ ก็หน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธแค้นเช่นกัน ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้ทุกคนกระจ่างแจ้งทันที ไอ้นี่มันคือชายบำเรอของไทเฮา
วินาทีนี้ ทหารนับหมื่นนายรู้สึกเหมือนถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอย่างรุนแรง ไทเฮาแห่งจักรวรรดิต้าฉินอันเกรียงไกร กลับลักลอบเสพสังวาสกับขันทีปลอม ช่างเป็นความอัปยศอดสูอย่างที่สุด หนำซ้ำอดีตฮ่องเต้เพิ่งสวรรคตไปได้ไม่นาน ไทเฮาก็ทนเหงาไม่ไหวถึงขั้นนี้ ช่างน่ารังเกียจและน่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก
"ฉัวะ"
ตูอี้ตวัดดาบฟันลงไปเต็มแรง หัวของเปี่ยวจือที่ยังเบิกตาโพลงหลุดกระเด็นตกลงไปบนลานประลอง เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดออกจากบาดแผลขนาดใหญ่เท่าชาม หยาดเลือดสาดกระเซ็นไปโดนธงรบที่ปักอยู่ข้างลาน ร่างไร้หัวของเปี่ยวจือล้มตึงลงกับพื้นทันที
"ฆ่าได้ดี ฆ่าได้สะใจมาก"
ทหารนับหมื่นนายโห่ร้องด้วยความสะใจ การได้ฆ่าเปี่ยวจือทำให้พวกเขารู้สึกโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง ถ้าได้ฆ่าไทเฮาด้วยคงจะสะใจยิ่งกว่านี้เป็นร้อยเท่า
"ออกเดินทาง" ตูอี้แผดเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้น
"พรึ่บ" ทหารทั้งกองทัพพร้อมใจกันหันหลังกลับ ทัพหน้าเปลี่ยนเป็นทัพหลัง ทัพหลังเปลี่ยนเป็นทัพหน้า คบเพลิงทุกดวงถูกดับมืดสนิท พวกเขามุ่งหน้าสู่ประตูด่านอู่จิ้นที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับพันศึก ตูอี้และตูฉางจิงมองดูแผ่นหลังของเหล่าทหารกล้าที่กำลังเดินทัพออกไป น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินออกมาอีกครั้งอย่างไม่อาจห้ามได้
ส่วนทหารองครักษ์ทั้งหกนายที่ติดตามเปี่ยวจือมา ตูอี้ไม่ได้สั่งประหาร แต่สั่งให้แก้มัดแล้วปล่อยตัวไป เพราะในสายตาของเขา ไม่ว่าจะเป็นทหารองครักษ์หรือทหารกองทัพไร้พ่าย ต่างก็เป็นทหารต้าฉินเหมือนกัน เพียงแต่รับใช้เจ้านายคนละคน เขาทำใจฆ่าพี่น้องร่วมชาติไม่ลงจริงๆ
ในขณะเดียวกัน ห่างจากด่านอู่จิ้นออกไปห้าลี้ ณ ค่ายทหารของกองทัพต้าจิ้น
ตั้งแต่มีข่าวการสวรรคตของอดีตฮ่องเต้แพร่งพรายออกมา ทหารต้าจิ้นสามแสนนายก็ถอนทัพออกจากด่านหวงสือ แล้วย้ายมาตั้งค่ายประชิดด่านอู่จิ้นในระยะห้าลี้ เป็นไปตามที่ตูอี้คาดการณ์ไว้ กองทัพต้าจิ้นรู้ดีว่ากองทัพไร้พ่ายกำลังจะถอนกำลังกลับไป และพวกเขาจะได้ครอบครองด่านอู่จิ้น มณฑลเหอตง และมณฑลหวยหนานโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อแม้แต่หยดเดียว ดังนั้นในทุกๆ ห้าวัน ทหารต้าจิ้นทั้งสามแสนนายจะจัดงานเลี้ยงฉลองดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน เพื่อฉลองล่วงหน้าให้กับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง
ช่วงสองชั่วยามก่อนหน้านี้ คือช่วงเวลาที่กองทัพต้าจิ้นกำลังเมามายกันอย่างหนักหน่วง
บัดนี้เข้าสู่ยามโฉ่วสองเค่อ ท้องฟ้ามืดสนิทจนถึงขีดสุด ค่ายทหารต้าจิ้นที่เคยครึกครื้นอึกทึก บัดนี้เงียบสงัดลงแล้ว ภายในค่ายเต็มไปด้วยเศษซากความวุ่นวาย ทหารต้าจิ้นจำนวนมากล้มพับหลับใหลอยู่บนพื้นด้วยความเมามาย มือยังคงกำไหเหล้าแน่น บางคนก็นอนละเมอพูดพึมพำไม่ได้ศัพท์
ภายในกระโจมแม่ทัพก็มีสภาพเละเทะไม่ต่างกัน บรรดาขุนพลหลายนายเมาปลิ้นนอนกองอยู่บนพื้น หลับสนิทเป็นตาย ส่วนขุนพลที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานก็เมาพับฟุบหลับคาโต๊ะเช่นกัน ขุนพลนายนี้ก็คือแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพต้าจิ้น นามว่าหลี่เจียง
หลี่เจียงอายุสี่สิบปี ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ทหารม้า เกิดในตระกูลหลี่ซึ่งเป็นตระกูลขุนศึกเก่าแก่ของแคว้นต้าจิ้น และปัจจุบันเขาก็เป็นผู้นำตระกูลหลี่ด้วย
พวกเขานอนหลับกันอย่างสบายใจ ขุนพลบางนายเหมือนกำลังฝันหวาน เอาแต่หัวเราะคิกคักไม่หยุด หลี่เจียงเองก็กำลังยิ้มกริ่มทั้งที่หลับตา ในความฝัน เขาเห็นธงรบของแคว้นต้าจิ้นปักเด่นตระหง่านอยู่ทั่วเมืองเสียนหยาง และยังเห็นฮ่องเต้น้อยแห่งต้าฉินคุกเข่าร้องไห้กอดขาอ้อนวอนขอชีวิต ยอมเป็นวัวเป็นม้าคอยรับใช้เขา
"ให้ฮ่องเต้ต้าฉินมาเป็นม้ารับใช้ ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ ฮ่าฮ่า" หลี่เจียงหลับตาหัวเราะละเมอออกมาเบาๆ
เขาคงไม่มีวันคิดฝัน ว่าตูอี้จะกล้าเสี่ยงตายขัดราชโองการ และยิ่งคิดไม่ถึงว่า ทหารกองทัพไร้พ่ายทั้งห้าหมื่นนายจะมีจิตใจเด็ดเดี่ยว ยอมพลีชีพเพื่อต้าฉินขนาดนี้ เขาคิดไม่ถึง ไม่มีใครหน้าไหนคิดถึงทั้งนั้น
ณ บริเวณหน้าด่านอู่จิ้น ทหารต้าฉินสวมเกราะดำหมวกพู่แดงจำนวนมหาศาล กำลังเคลื่อนพลผ่านประตูด่านอันหนาเตอะ มุ่งหน้าตรงไปยังค่ายทหารต้าจิ้น
การเคลื่อนทัพของกองทัพไร้พ่ายเป็นไปอย่างเงียบเชียบ ทหารทุกนายก้าวเท้าอย่างแผ่วเบา หุบปากสนิท พยายามไม่ให้เกิดเสียงดังเล็ดลอดออกมาเลยแม้แต่น้อย ท่ามกลางความมืดมิดยามวิกาล การเดินทัพที่เงียบกริบเช่นนี้ชวนให้ขนลุกซู่และหวาดผวา สมกับที่เป็นกองทัพเสือร้ายอันดับหนึ่งของต้าฉินจริงๆ
ระยะทางห้าลี้ ถือว่าไม่ใกล้ไม่ไกล หากเป็นเวลาปกติ กองทัพไร้พ่ายใช้เวลาแค่สองก้านธูปก็เดินไปถึงแล้ว แต่เพื่อไม่ให้ศัตรูไหวตัวทัน พวกเขาจึงต้องลดความเร็วในการเดินทัพลงอย่างมาก
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป หนึ่งเค่อผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ยามโฉ่วสามเค่อ
บนเนินเขาเล็กๆ ห่างจากค่ายทหารต้าจิ้นประมาณสามร้อยก้าว ตูอี้ยืนตระหง่านอย่างสง่าผ่าเผย สายตาแฝงจิตสังหารจ้องเขม็งไปยังค่ายทหารต้าจิ้นเบื้องหน้า เมื่อเห็นสภาพค่ายที่วุ่นวายเละเทะ ตูอี้ก็กระตุกยิ้มมุมปาก เผยรอยยิ้มเย็นเยียบ
"ท่านพ่อ พวกเราจะบุกเลยไหมขอรับ"
ตูฉางจิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ถามด้วยความร้อนใจ
ตูอี้ส่ายหน้าอย่างใจเย็น "ถึงความระแวดระวังของพวกมันจะลดลง แต่เป้าหมายของเราคือการกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก หากเราบุกตอนนี้ เราอาจจะได้เปรียบแค่ช่วงแรก แต่ทหารต้าจิ้นส่วนใหญ่คงจะหนีเตลิดกลับด่านหวงสือไปได้ พอถึงตอนนั้น พวกเราจะตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก และอาจจะถูกพวกมันตีโต้กลับจนย่อยยับได้"
[จบแล้ว]