- หน้าแรก
- ระบบสุ่มเทพเซียน พลิกชะตาฟ้าศิษย์รับใช้ไร้พ่าย
- บทที่ 44 - โอสถสามสุริยันทะลวงปราณ
บทที่ 44 - โอสถสามสุริยันทะลวงปราณ
บทที่ 44 - โอสถสามสุริยันทะลวงปราณ
บทที่ 44 - โอสถสามสุริยันทะลวงปราณ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ณ ป่าลึกไร้ชื่อบริเวณชานเมืองชิงโจว
อวิ๋นหมิงก้มดูของที่ได้มาในแหวนมิติแล้วก็ยิ้มกริ่มจนปากแทบฉีก
แค่หินวิญญาณระดับกลางห้าพันก้อนนี่ก็ช่วยต่อทุนให้เขาได้มหาศาลแล้ว
นอกจากนี้ยังมี เห็ดหลินจือเมฆาเก้าโค้ง ระดับสามขั้นกลาง อายุห้าร้อยปี ซึ่งมีสรรพคุณช่วยขยายเส้นชีพจรและบำรุงจินตัน
หยาดไขกระดูกหัวใจอำพัน ระดับสามขั้นสูง จำนวนสามหยด หากกลืนกินเข้าไปจะช่วยหล่อเลี้ยงและเสริมสร้างพลังจิตวิญญาณให้แข็งแกร่ง
แก่นอสูรคางคกม่วงสามตา ซึ่งเป็นแก่นอสูรของสัตว์ประหลาดระดับสาม สามารถนำไปสกัดเป็นพิษร้ายแรงที่ฆ่าผู้ฝึกตนขั้นจินตันช่วงต้นได้อย่างง่ายดาย
แล้วก็มียันต์หลบหนีพันลี้ ระดับสามขั้นต่ำอีกหนึ่งแผ่น ถึงแม้ประสิทธิภาพจะเทียบเท่ายันต์เคลื่อนย้ายมิติขนาดย่อมไม่ได้ แต่ก็ถือว่าพอถูไถใช้เอาตัวรอดได้
นอกนั้นก็มีโอสถต่อชะตาทวนสวรรค์ ระดับสาม จำนวนสองขวด และโอสถระดับสองอีกจำนวนหนึ่ง
รวมไปถึงสมุนไพรวิญญาณระดับกลางอย่างเห็ดหลินจือไขกระดูกหยกอายุร้อยปีและเถามังกรปฐพีอีกมากมาย
อวิ๋นหมิงอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ ปรมาจารย์ขั้นจินตันนี่ช่างร่ำรวยเสียจริง แค่แหวนมิติวงเดียวก็มีค่ามากกว่าสมบัติทั้งหมดที่เขามีรวมกันเสียอีก
แน่นอนว่าโอสถสร้างรากฐานก็ไม่ได้หายไปไหน มันยังคงอยู่ในมือของเขาอย่างปลอดภัย
ต้องขอบคุณคัมภีร์พรางฟ้าบรรพกาลที่ช่วยบิดเบือนและปกปิดลิขิตสวรรค์ ทำให้เขาสามารถตบตาคนอื่นด้วยการเปลี่ยนโอสถคืนวสันต์นับสิบเม็ดให้กลายเป็นโอสถสร้างรากฐานได้เนียนสนิทกว่าการใช้วิชาภาพลวงตาทั่วไปเสียอีก
ทว่าเมื่อเขาจากมา การบิดเบือนกลิ่นอายระหว่างโอสถคืนวสันต์กับโอสถสร้างรากฐานก็จะคลายตัวลง โอสถคืนวสันต์ก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิม ถึงตอนนั้นภาพเหตุการณ์คงจะน่าดูชมพิลึก
น่าเสียดายที่เขาไม่ได้อยู่รอดูฉากเด็ดนั้น
อวิ๋นหมิงย้ายของทั้งหมดเข้าไปเก็บไว้ในแหวนมิติซ่อนเร้น จัดการทำลายแหวนมิติของฉินหยวนทิ้งตามระเบียบ จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่และใช้คัมภีร์พรางฟ้าบรรพกาลปกปิดกลิ่นอายของตัวเองอีกชั้นหนึ่งเพื่อความอุ่นใจ
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เขาก็กำหนดทิศทางแล้วมุ่งหน้ากลับไปยังสำนักเมฆาอัสดงทันที เขาไม่อยากโดนตราหน้าว่าเป็นผู้หนีทัพหรอกนะ
ด้วยระดับพลังขั้นหลอมปราณช่วงปลาย ทำให้เขาสามารถควบคุมเมฆาเหินหาวได้คล่องแคล่วขึ้น เพียงแต่ต้องคอยหยุดพักเพื่อฟื้นฟูพลังปราณอยู่บ่อยๆ
ความเร็วของเมฆาเหินหาวนั้นเร็วกว่าที่เขาคาดคิดไว้มาก ใช้เวลาเพียงไม่ถึงสามวัน เขาก็เดินทางมาถึงตีนเขาของสำนักเมฆาอัสดงแล้ว
เมื่อเข้าใกล้เขตสำนัก เขาก็เก็บเมฆาเหินหาวเข้าที่
พอมาถึง เขาก็พบว่างานชุมนุมเมฆาอัสดงได้ปิดฉากลงไปแล้ว แต่ทำไมทุกคนถึงได้ดูเร่งรีบและมีสีหน้าหวาดวิตกกังวลกันนักล่ะ อวิ๋นหมิงนึกว่าเป็นเพราะเรื่องประกาศิตกวาดล้างมาร จึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
ทันทีที่กลับมาถึงถ้ำบำเพ็ญเพียร เขาก็ได้รับคำสั่งให้ศิษย์แต่ละยอดเขากลับไปประจำการ ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด และรอฟังคำสั่งเรียกตัว
เมื่อได้รับแจ้งเช่นนั้น อวิ๋นหมิงก็ตั้งใจว่าจะหาภารกิจที่เกี่ยวข้องกับประกาศิตกวาดล้างมารที่ดูสบายๆ และปลอดภัยหน่อย จากนั้นค่อยหาเวลาแวะไปรับท่านแม่มาอยู่ที่ถ้ำบำเพ็ญเพียร ให้เอ้อร์ยาช่วยดูแล
เขาไปตามหาศิษย์พี่เซียวฮ่าวเป็นคนแรก แต่กลับไม่พบตัว อาจจะกำลังยุ่งอยู่กับเรื่องประกาศิตกวาดล้างมาร หรือไม่ก็กำลังโศกเศร้าเสียใจกับการตายของหลี่ผิงอยู่ก็เป็นได้
เขาจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปหาผู้อาวุโสเฉียนแทน ผู้อาวุโสเฉียนบอกให้เขาสบายใจได้ ศิษย์ยอดเขาโอสถที่บรรลุระดับสองแล้วจะไม่มีทางถูกส่งไปแนวหน้าแน่นอน
ส่วนนักปรุงโอสถระดับหนึ่งขั้นสูง ต่อให้ถูกส่งไปแนวหน้า ก็จะได้อยู่ปรุงยาอยู่แนวหลังอยู่ดี
อวิ๋นหมิงพ่นลมหายใจอย่างโล่งอก แต่จู่ๆ เขาก็สะดุดใจกับคำแปลกๆ ที่หลุดออกมาจากปากของผู้อาวุโสเฉียน
"แนวหน้าหรือ ท่านหมายความว่า..."
สีหน้าของผู้อาวุโสเฉียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในที่สุดก็ตัดสินใจบอกความจริงกับอวิ๋นหมิง "ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ไว้ แต่ห้ามเอาไปแพร่งพรายให้ใครฟังเด็ดขาดนะ"
อวิ๋นหมิงรีบพยักหน้ารับคำ ขยับตัวเข้าไปใกล้ๆ เพื่อรอฟังผู้อาวุโสเฉียนกระซิบเสียงแผ่ว "ข้าเพิ่งได้รับข่าววงในมา แคว้นหว่านโจวแตกแล้ว"
"แตกแล้ว แตกได้ยังไง" อวิ๋นหมิงถามด้วยความประหลาดใจ
"ก็โดนพวกผู้ฝึกวิชามารบุกยึดไปน่ะสิ"
"อ้าว แคว้นต้าเฉียนไม่ใช่เขตอิทธิพลของสำนักเมฆาอัสดงหรอกหรือ แล้วมันโดนตีแตกได้ยังไง"
"ใครจะไปรู้ล่ะ คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าพวกตำหนักมารฟ้าจะแอบไปสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติขนาดใหญ่ไว้ในแคว้นหว่านโจวตั้งสิบกว่าแห่งตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ พวกมันจับสิ่งมีชีวิตครึ่งหนึ่งในแคว้นหว่านโจวไปสังเวย เจ้าตำหนักทั้งเก้าแห่งตำหนักมารฟ้าก็โผล่มาพร้อมกันถึงห้าคน บวกรวมกับเจ้าตำหนักเงาโลหิตที่แอบกบดานอยู่ก่อนหน้านี้ ก็เท่ากับมีปรมาจารย์ขั้นจินตันถึงหกคน ซึ่งสูสีกับกองกำลังของสำนักเมฆาอัสดงของเราพอดีเป๊ะ"
อวิ๋นหมิงฟังแล้วก็ปวดขมับตึบๆ รู้สึกว่าสถานการณ์ชักจะเริ่มไม่เข้าท่าเสียแล้ว "ถ้าพวกมันยึดแคว้นหว่านโจวไปแล้ว พวกเราก็คงไม่ได้กำลังจะไปตีแคว้นหว่านโจวคืนหรอกใช่ไหม"
"ต้องไปตีคืนอยู่แล้ว แต่คงไม่ส่งพวกเจ้าไปลุยกับเมืองที่มีขั้นจินตันตั้งหกคนคุมอยู่หรอก อย่างมากก็ส่งพวกเจ้าไปตีเมืองรอบนอกที่มีผู้ฝึกวิชามารขั้นสร้างรากฐานเฝ้าอยู่เท่านั้นแหละ"
อวิ๋นหมิงเอามือกุมขมับ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเอ่ยถาม "นอกจากต้องเลื่อนขั้นเป็นนักปรุงโอสถระดับสองแล้ว ยังมีวิธีอื่นที่จะทำให้ได้อยู่ที่สำนักต่ออีกไหม"
ผู้อาวุโสเฉียนกลอกตาบนใส่ พูดจาเหน็บแนมว่า "นี่เจ้ากลัวตายขนาดนั้นเชียวหรือ"
"แล้วท่านไม่กลัวหรือไง"
"ข้าก็ต้อง... กลัวอยู่แล้วสิ" ผู้อาวุโสเฉียนหัวเราะแห้งๆ สองสามที ก่อนจะพูดจาหว่านล้อม "ตัดใจซะเถอะ เจ้าน่ะทั้งเส้นสายก็ไม่มี พลังฝีมือก็ไม่เท่าไหร่ พรสวรรค์ก็ห่วยแตก มนุษยสัมพันธ์ก็ย่ำแย่ มีดีอยู่อย่างเดียวก็ฝีมือปรุงยานี่แหละ"
"เฮ้อ ก็ได้ ว่าแต่ท่านมีสูตรโอสถระดับสองบ้างไหมล่ะ" อวิ๋นหมิงเอ่ยถาม
ผู้อาวุโสเฉียนชะงักไปครู่หนึ่ง "เจ้าเพิ่งจะมาเตรียมตัวสอบเลื่อนขั้นเป็นนักปรุงโอสถระดับสองเอาป่านนี้ มันไม่สายไปหน่อยหรือ มะรืนนี้ประกาศิตกวาดล้างมารก็จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วนะ"
"บ้านเกิดข้ามีสุภาษิตว่า ลับหอกตอนจวนตัว ถึงไม่คมก็ยังพอถูไถ เลิกพูดพร่ำทำเพลงได้แล้ว ตกลงว่ามีหรือเปล่าล่ะ"
"ข้าพอจะมีสูตรโอสถสามสุริยันทะลวงปราณ ระดับสองขั้นต่ำอยู่ใบหนึ่ง เป็นโอสถที่ช่วยเร่งความเร็วในการฝึกฝนให้กับผู้ที่มีรากวิญญาณธาตุไฟ ถ้าเจ้าอยากได้ ข้าจะขายให้ในราคาสองหมื่นหินวิญญาณ"
"เชี่ย ปล้นกันชัดๆ"
"ถ้าไม่ซื้อก็แล้วไป"
"ซื้อสิ เอามาเลย"
พอเห็นอวิ๋นหมิงตกลงซื้อ ผู้อาวุโสเฉียนก็ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ สูตรโอสถใบนี้ตกอยู่ในมือเขามาตั้งนานแล้ว แต่หาช่างปรุงโอสถที่เหมาะสมจะร่วมลงทุนด้วยไม่ได้เสียที แถมโอสถชนิดนี้ยังใช้ได้เฉพาะเจาะจงมาก ช่วยได้แค่คนที่มีรากวิญญาณธาตุไฟเท่านั้น พวกรากวิญญาณสองธาตุก็ใช้ไม่ได้
สู้เอามาขายให้อวิ๋นหมิงดีกว่า ได้หินวิญญาณมาเหนาะๆ สองหมื่นก้อน ถ้าวันหน้ามีคนต้องการโอสถตัวนี้จริงๆ ค่อยมาสั่งซื้อจากอวิ๋นหมิงเอาก็ได้ มีแต่ได้กับได้เห็นๆ
รับสูตรโอสถมาแล้ว อวิ๋นหมิงก็เตรียมตัวกลับไปศึกษาให้ทะลุปรุโปร่ง กะว่าจะทำให้สำเร็จภายในสามวันนี้แหละ แต่ผู้อาวุโสเฉียนก็รีบพุ่งมาขวางหน้าเอาไว้เสียก่อน พร้อมกับส่งยิ้มเจ้าเล่ห์แบบฉบับพ่อค้าหน้าเลือด แล้วหยิบถุงจัดเก็บออกมาใบหนึ่ง
"มีแต่สูตรโอสถจะไปทำอะไรได้ ข้ามีสมุนไพรสำหรับหลอมโอสถสามสุริยันทะลวงปราณอยู่สิบชุด คิดเจ้าแค่สองพันหินวิญญาณก็พอ ข้ายอมขาดทุนนิดหน่อยไม่เป็นไรหรอก"
อวิ๋นหมิงสูดลมหายใจลึก "วอทเดอะฟัค! ซื้อก็ซื้อวะ!"
ควักจ่ายไปอีกสองพันหินวิญญาณ ผู้อาวุโสเฉียนก็ยังเอาตัวมาขวางทางไว้อีก
"เตาหลอมซู่อวี้ของเจ้าน่ะมันเป็นแค่เตาหลอมระดับหนึ่ง ข้ายังมีเตาหลอมระดับสองอยู่อีกใบ เจ้าสนใจจะ..."
"วอทเดอะฟัค ผู้อาวุโสเฉียน ท่านนี่มันหัวการค้าจริงๆ"
"วอทเดอะฟัค คืออะไรน่ะ เฮ้อ ตั้งแต่เด็กก็อยู่อย่างยากจนข้นแค้นมาตลอด ก็เลยอยากจะเก็บหอมรอมริบหินวิญญาณเอาไว้เยอะๆ หน่อย เห็นข้าอายุสี่สิบกว่าแล้วยังติดแหงกอยู่แค่ขั้นหลอมปราณระดับแปดแบบนี้ แต่ข้าก็รู้สึกได้เลยนะว่าข้าใกล้จะทะลวงขั้นหลอมปราณระดับเก้าได้แล้ว ถ้ายังไม่ตายไปซะก่อน ข้าต้องบรรลุขั้นสร้างรากฐานได้แน่นอน ถึงตอนนั้นข้าจะได้เอาหินวิญญาณไปซื้อโอสถสร้างรากฐานไงล่ะ"
"วอทเดอะฟัค เป็นคำอวยพรบ้านเกิดข้า แปลว่าขอให้รวยๆ น่ะ ก็ได้ ข้าซื้อ"
อวิ๋นหมิงก้มมองเตาหลอมระดับสองที่ผู้อาวุโสเฉียนงัดออกมาโชว์ แล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย "ทำไมมันยังหน้าตาเหมือนเตาหลอมซู่อวี้อยู่อีกล่ะ"
"อ้าว นี่มันผลงานชิ้นใหม่ล่าสุดจากยอดเขาศาสตราเลยนะ ถึงจะหน้าตาเหมือนเตาหลอมซู่อวี้ แต่มันเป็นเตาหลอมระดับสองของแท้แน่นอน"
"ให้ตายเถอะ นี่มันเตาหลอมซู่อวี้ 2.0 ชัดๆ"
"สหายธรรมอวิ๋นหมิงนี่ช่างมีวาทศิลป์ล้ำเลิศจริงๆ พูดอะไรออกมาข้าฟังไม่เห็นจะเข้าใจเลยสักนิด"
อวิ๋นหมิงขี้เกียจจะต่อความยาวสาวยืด เขาเปิดฉากต่อราคากับผู้อาวุโสเฉียนอย่างดุเดือด จนสุดท้ายก็สอยเตาหลอมซู่อวี้ 2.0 มาได้ในราคาลดสองส่วน
หลังจากได้เตาหลอมระดับสองมาครอบครอง อวิ๋นหมิงก็รีบเผ่นหนีจากที่พักของผู้อาวุโสเฉียนแบบไม่คิดชีวิต รีบบึ่งกลับถ้ำบำเพ็ญเพียรของตัวเองแล้วปิดด่านฝึกหลอมโอสถสามสุริยันทะลวงปราณอย่างเอาเป็นเอาตาย
ระหว่างนั้นเขาออกมาพักกินข้าวบ้างเป็นบางครั้ง เพราะฝีมือทำอาหารของเอ้อร์ยามันหอมยั่วน้ำลายจนเขาทนไม่ไหวจริงๆ
เวลาสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ถึงเวลาที่ต้องออกเดินทางแล้ว
[จบแล้ว]