- หน้าแรก
- ระบบสุ่มเทพเซียน พลิกชะตาฟ้าศิษย์รับใช้ไร้พ่าย
- บทที่ 9 - เข้าร่วมยอดเขาโอสถ
บทที่ 9 - เข้าร่วมยอดเขาโอสถ
บทที่ 9 - เข้าร่วมยอดเขาโอสถ
บทที่ 9 - เข้าร่วมยอดเขาโอสถ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"ศิษย์น้องรออยู่ตรงนี้ก่อนนะ อย่าเพิ่งไปไหน ข้าจะไปหาท่านอาจารย์" พูดจบเซียวฮ่าวก็พุ่งตัวตรงดิ่งไปที่ยอดเขาโอสถทันที
อวิ๋นหมิงงงเป็นไก่ตาแตก หันไปมองหน้าหลี่ผิง หลี่ผิงกลับส่งยิ้มกว้างพร้อมกับมองอวิ๋นหมิงด้วยสายตาอิจฉาตาร้อน "ศิษย์น้องเอ๋ยศิษย์น้อง วาสนาของเจ้ามาถึงแล้ว"
อวิ๋นหมิงหยิบหินวิญญาณสองก้อนวางแหมะลงบนโต๊ะแล้วเอ่ยถาม "รบกวนศิษย์พี่ช่วยอธิบายให้กระจ่างทีเถอะ ศิษย์พี่เซียวท่านนี้เป็นใครมาจากไหนกันแน่"
หลี่ผิงมองอวิ๋นหมิงด้วยสายตาแปลกประหลาด "เจ้าไม่รู้จักศิษย์พี่เซียวฮ่างั้นรึ"
อวิ๋นหมิงส่ายหน้าดิก "ไม่ปิดบังศิษย์พี่ ข้าเพิ่งจะได้เป็นศิษย์สายนอกมาหมาดๆ เรื่องราวภายในสำนักนี่แทบจะไม่รู้อะไรเลย"
หลี่ผิงพยักหน้า "อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง งั้นข้าจะแนะนำสำนักเมฆาอัสดงของเราให้เจ้าฟังคร่าวๆ ก็แล้วกัน
สำนักเมฆาอัสดงของเราเป็นถึงสำนักใหญ่ระดับวิญญาณแรกเริ่ม ท่านเจ้าสำนักเมฆาอัสดงก็เป็นถึงผู้ฝึกตนขั้นวิญญาณแรกเริ่ม และหกยอดเขาหลักของสำนักเรา โอสถ กระบี่ ศาสตรา ยันต์ ค่ายกล สัตว์วิญญาณ ผู้อาวุโสของแต่ละยอดเขาล้วนเป็นยอดฝีมือขั้นจินตันทั้งสิ้น
ส่วนศิษย์พี่เซียวฮ่าวก็คือศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสหลี่แห่งยอดเขาโอสถ ระดับพลังก็บรรลุถึงขั้นหลอมปราณระดับสิบขั้นสมบูรณ์แล้ว ขาดอีกแค่นิดเดียวก็จะทะลวงสู่ขั้นสร้างรากฐานได้ แถมศิษย์พี่เซียวฮ่าวยังเป็นนักปรุงโอสถระดับหนึ่งขั้นสูงอีกด้วย ถ้าไม่มัวแต่เสียเวลาไปกับการหลอมโอสถ ป่านนี้ศิษย์พี่เซียวฮ่าวคงทะลวงขั้นสร้างรากฐานไปตั้งนานแล้ว"
อวิ๋นหมิงคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเซียวฮ่าวจะมีเส้นสายใหญ่โตขนาดนี้ เขาต้องรีบเกาะขาผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ไว้ให้แน่นๆ จะได้ไม่ต้องกลัวไปขัดหูขัดตาผู้อาวุโสเฉียนอีก
ไม่นานนักเซียวฮ่าวก็เดินกลับมาคนเดียว ดูท่าทางคงจะตามตัวอาจารย์มาไม่ได้
"ท่านอาจารย์เก็บตัวฝึกฝนอยู่น่ะ แต่ข้าสามารถรับหน้าที่ทดสอบเจ้าแทนท่านได้ แล้วก็ขอถามเจ้าสักคำ เจ้าอยากจะเข้าร่วมยอดเขาโอสถไหม" เซียวฮ่าวกลับมามือเปล่า จึงได้แต่ส่งยิ้มแหยๆ
อวิ๋นหมิงมีหรือจะปฏิเสธ "อยากสิขอรับ ย่อมอยากแน่นอน"
"ดีมาก ตอนนี้เจ้าระดับพลังเท่าไหร่แล้ว"
"ขั้นหลอมปราณระดับสี่ขอรับ"
"อืม ก็พอถูไถไปได้ แล้วรากวิญญาณอะไรล่ะ"
"รากวิญญาณห้าธาตุผสมขอรับ"
พอได้ยินว่าอวิ๋นหมิงมีรากวิญญาณห้าธาตุผสม เซียวฮ่าวกับหลี่ผิงก็ขมวดคิ้วเข้าหากันโดยไม่ได้นัดหมาย
ต่อให้อวิ๋นหมิงมีรากวิญญาณสี่ธาตุ ก็ยังดีกว่าห้าธาตุตั้งเยอะ เดิมทีตั้งใจจะดันอวิ๋นหมิงให้เป็นศิษย์สายในของยอดเขาโอสถไปเลย แต่ดูจากรูปการณ์ตอนนี้คงจะยากแล้วล่ะ
เซียวฮ่าวคิดวิธีพบกันครึ่งทางได้ "เอาแบบนี้ก็แล้วกันศิษย์น้อง รากวิญญาณห้าธาตุมันถือว่าพรสวรรค์อ่อนด้อยไปหน่อยจริงๆ ถ้าเจ้าสามารถทะลวงถึงขั้นหลอมปราณระดับห้าได้ภายในครึ่งปี ข้าจะแหกกฎรับเจ้าเข้าเป็นศิษย์สายในของยอดเขาโอสถโดยตรงเลย เจ้าว่ายังไง"
"ไม่มีปัญหาขอรับ" อวิ๋นหมิงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล เขามั่นใจเต็มเปี่ยม อย่าว่าแต่ระดับห้าเลย ให้ทะลวงถึงระดับหกภายในครึ่งปีเขาก็มั่นใจว่าทำได้
"ดี ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าลองหลอมโอสถรวมปราณให้ข้าดูอีกสักเตาสิ ถ้าสำเร็จ ครึ่งปีให้หลังพอเจ้าถึงระดับห้าก็เข้าเป็นศิษย์สายในได้เลย แต่ถ้าพลาด ศิษย์น้องก็ต้องรอให้ถึงระดับหกก่อนถึงจะเข้ายอดเขาโอสถได้ ถือว่าต้องเลื่อนเวลาออกไปอีกหน่อยน่ะนะ"
"ได้เลยขอรับ" อวิ๋นหมิงพกความมั่นใจมาเกินร้อย
"เยี่ยม ในเมื่อตกลงกันตามนี้ ศิษย์น้องหลี่รบกวนเจ้าช่วยหาห้องเงียบให้สักห้องทีสิ"
จากนั้นหลี่ผิงก็พาทั้งสองคนมาที่ห้องหมายเลขสามอักษรเจี่ย แค่ดูจากข้างนอกก็หรูหรากว่าห้องหมายเลขยี่สิบหกอักษรปิ่งเป็นไหนๆ แถมพื้นที่ยังกว้างขวางกว่าเยอะ เปรียบเทียบกันแล้วก็เหมือนห้องพักธรรมดากับห้องสวีทระดับประธานาธิบดีเลยทีเดียว
พอเข้าไปในห้อง หลี่ผิงก็ไม่ได้ขอตัวกลับไป แต่เลือกที่จะยืนดูอยู่ห่างๆ พร้อมกับเซียวฮ่าว เพราะเขาเองก็อยากจะเห็นเป็นบุญตาเหมือนกัน ว่าเจ้าอวิ๋นหมิงนี่มันมีของจริง หรือแค่มาหลอกปั่นหัวพวกเขากันแน่
อวิ๋นหมิงมองเตาหลอมตรงหน้า จู่ๆ สีหน้าก็เจื่อนลง เอ่ยปากด้วยความเกรงใจว่า "ศิษย์พี่ ขอยืมวัตถุดิบทำโอสถรวมปราณสักชุดก่อนได้ไหมขอรับ"
"ปัดโธ่ ข้าก็นึกว่าเรื่องใหญ่อะไรซะอีก" เซียวฮ่าวตบถุงจัดเก็บที่เอวเบาๆ วัตถุดิบทำโอสถรวมปราณหนึ่งชุดก็พุ่งพรวดออกมา
อวิ๋นหมิงรับวัตถุดิบมา มองถุงจัดเก็บของเซียวฮ่าวด้วยสายตาอิจฉาตาร้อน นึกในใจว่าวันหน้าถ้ามีเงินจะต้องไปสอยมาใช้สักใบให้ได้
พอเรียกสติกลับมาได้ ก็ทำใจให้สงบ ปรับลมหายใจเล็กน้อย แล้วอวิ๋นหมิงก็เริ่มลงมือหลอมโอสถรวมปราณทันที
โอสถรวมปราณเป็นสูตรยาพื้นฐานและง่ายที่สุด แต่สำหรับมือใหม่หัดหลอม การทำพลาดเป็นสิบๆ ครั้งถือเป็นเรื่องปกติสุดๆ เพราะมีอะไรให้ต้องเรียนรู้อีกเยอะ ช่วงเริ่มต้นจากศูนย์นี่แหละคือช่วงที่ทรหดที่สุดแล้ว
ส่วนเซียวฮ่าวกับหลี่ผิงที่ยืนดูอวิ๋นหมิงหลอมโอสถ ยิ่งดูก็ยิ่งใจสั่น ยิ่งดูก็ยิ่งทึ่ง
วิธีการของอวิ๋นหมิงดูออกชัดเจนเลยว่าไม่เคยผ่านการฝึกฝนตามแบบแผนมา ท่าทางเงอะงะเหมือนคนนอกวงการชัดๆ แต่การควบคุมพลังวิญญาณและการกะเกณฑ์ฤทธิ์ยาของเขากลับแม่นยำราวกับจับวาง นี่แหละที่เรียกว่าพรสวรรค์ของแท้
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม โอสถรวมปราณหลอมสำเร็จอย่างไม่มีพลิกโผ
หลอมออกมาได้ยี่สิบห้าเม็ดเท่าเดิม แต่ละเม็ดเต่งตึงและอัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณ
เซียวฮ่าวเพ่งพินิจโอสถรวมปราณในมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้แน่ใจว่าอวิ๋นหมิงไม่ได้หลอกเขา
หลี่ผิงยิ่งตกใจหนัก หลอมสำเร็จติดกันสามเตารวด ต่อให้เป็นแค่โอสถรวมปราณมันก็ไม่ได้ทำกันง่ายๆ อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าเซียวฮ่าวที่เป็นถึงนักปรุงโอสถระดับหนึ่งขั้นสูงยังทำแบบนี้ไม่ได้เลย
เซียวฮ่าวหน้าบานสุดๆ เขารู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งขุดเจอเพชรเม็ดงามแห่งวงการปรุงโอสถ "ดี ดี ดีมาก ศิษย์น้อง ไม่เลวเลย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าคือศิษย์จดชื่อของยอดเขาโอสถสายใน อ้อ แล้วทุกเดือนเจ้าต้องหลอมโอสถรวมปราณคุณภาพแบบนี้ให้ได้สามเตานะ ทางยอดเขาโอสถจะออกวัตถุดิบให้หมด ส่วนค่าเหนื่อยข้าให้เตาละยี่สิบหินวิญญาณ"
"ได้เลยขอรับ ขอบคุณศิษย์พี่มาก" อวิ๋นหมิงเองก็แฮปปี้ไม่แพ้กัน
คนอื่นหลอมโอสถได้แค่แต้มผลงาน ไม่ได้หินวิญญาณสักก้อน แต่เขาได้ทั้งแต้มผลงานแถมยังได้เงินใช้อีก กำไรเห็นๆ แบบนี้เดือนนึงเขาก็ได้หินวิญญาณจากสำนักตั้งร้อยหกสิบก้อนแล้ว เยอะจนน่าตกใจเลยแฮะ
ถ้าเป็นเมื่อก่อน จำนวนนี้พอๆ กับหินวิญญาณที่เขาได้ทั้งครึ่งปีเลยนะ
จากนั้นเซียวฮ่าวก็หอบโอสถรวมปราณเตานั้นเดินจากไป
อวิ๋นหมิงเองก็ต้องรีบไปฝึกฝนให้ทะลวงระดับโดยเร็วที่สุด เขาบอกลาหลี่ผิงแล้วก็ขอตัวกลับ
ในขณะเดียวกัน อีกฟากฝั่งหนึ่ง
ผู้อาวุโสสายนอกเฉียนกำลังยืนมองไอ้พิการสามคนร้องห่มร้องไห้อยู่ตรงหน้า
"ผู้อาวุโส ท่านต้องแก้แค้นให้พวกเรานะขอรับ"
"ใช่แล้วขอรับผู้อาวุโส ไอ้เด็กนี่มันทำเกินไปแล้ว"
"มันไม่เห็นท่านอยู่ในสายตาเลยนะขอรับผู้อาวุโส"
พอเห็นหน้าไอ้พวกไม่ได้เรื่องสามตัวนี้ ผู้อาวุโสเฉียนก็หงุดหงิดจนแทบจะพ่นไฟ
"ไอ้พวกสวะทั้งสาม หุบปากให้หมดเลยนะ!"
ทั้งสามคนหุบปากฉับอย่างว่าง่ายทันที
ผู้อาวุโสเฉียนเดินวนไปวนมา พลางนวดขมับ นี่เป็นครั้งแรกที่มีศิษย์รับใช้กล้ามาลูบคมเขา ช่างบังอาจนัก
"แค่ศิษย์รับใช้กระจอกๆ ขั้นหลอมปราณระดับสาม เส้นสายก็ไม่มี ฝีมือก็ไม่ได้เรื่อง ถ้าข้าจัดการมันไม่ได้ก็อย่าหวังจะอยู่ในสายนอกอีกเลย!" ผู้อาวุโสเฉียนตวาดลั่นด้วยความโมโห "หม่าซาน!"
ชายร่างกำยำวิ่งหน้าตั้งมายืนตรงหน้าผู้อาวุโสเฉียน "ท่านผู้อาวุโสเรียกหาข้าหรือขอรับ"
"หม่าซาน ข้าคาดหวังในตัวเจ้ามากที่สุด ตอนนี้เจ้าก็ขั้นหลอมปราณระดับห้าแล้วนี่ ปีหน้าได้เป็นศิษย์สายในแหงๆ" ผู้อาวุโสเฉียนมองหม่าซาน หมอนี่เป็นคนที่เขาปั้นมากับมือ ที่สำคัญที่สุดคือความเชื่อง สั่งให้ไปซ้ายก็ไม่ไปขวา สั่งให้วิ่งชนกำแพงก็ไม่หนีไปโดดตึก
"ล้วนเป็นเพราะความกรุณาของท่านผู้อาวุโสขอรับ" หม่าซานรู้ตัวทันทีว่าผู้อาวุโสจะใช้งานสกปรกอีกแล้ว ถึงนี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาต้องทำเรื่องพรรค์นี้ แต่ลึกๆ ในใจก็ยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง ทว่าเขาเป็นคนที่ผู้อาวุโสเฉียนปั้นมาเองกับมือ จะปฏิเสธก็ใช่ที่
ผู้อาวุโสเฉียนไม่อ้อมค้อม พูดโพล่งออกมาเลยว่า "ช่วงนี้มีไอ้เด็กเปรตคนนึง มันเป็นแค่ศิษย์รับใช้ แต่ดันทุบหม้อข้าวข้า ทำให้รายได้หินวิญญาณเดือนนี้ของข้าหายวับไปถึงสามส่วน และเป็นเพราะมัน ทรัพยากรสำหรับฝึกฝนของเจ้าก็จะต้องถูกหั่นลงสามส่วนด้วย"
พอได้ยินว่าทรัพยากรสำหรับฝึกฝนของตัวเองจะลดลงสามส่วน หม่าซานก็นั่งไม่ติดเก้าอี้แล้ว เขากำลังเตรียมตัวเลื่อนระดับ ทุกหยดของทรัพยากรล้วนมีความหมายยิ่งยวด การถูกหั่นไปสามส่วนเป็นเรื่องที่เขารับไม่ได้เด็ดขาด
พอเห็นหม่าซานเริ่มมีน้ำโห ผู้อาวุโสเฉียนก็รีบลูบหลังพูดปลอบว่า "ใจเย็นๆ ก่อน ข้ายังพูดไม่จบ ไอ้เด็กนี่มันไม่ธรรมดา มันอยู่แค่ขั้นหลอมปราณระดับสาม แต่กลับคว่ำจูต้าชางที่อยู่ระดับสี่ได้ ข้าถึงต้องส่งเจ้าไป จัดการทำมันให้พิการซะ แล้วทรัพยากรเดือนนี้ของเจ้าจะไม่ถูกหั่น แถมข้าจะเบิ้ลให้อีกสามส่วนด้วย!"
หม่าซานกำหมัดแน่น ประสานมือคารวะผู้อาวุโสเฉียนพร้อมกับเอ่ยว่า "ท่านผู้อาวุโสวางใจได้เลยขอรับ!"
[จบแล้ว]