- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นเซียนรากหญ้า ขอซุ่มทำนาจนกว่าจะเทพ
- บทที่ 38 - วันสถาปนาตระกูลผู้ฝึกตนสกุลโหลว
บทที่ 38 - วันสถาปนาตระกูลผู้ฝึกตนสกุลโหลว
บทที่ 38 - วันสถาปนาตระกูลผู้ฝึกตนสกุลโหลว
บทที่ 38 - วันสถาปนาตระกูลผู้ฝึกตนสกุลโหลว
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ตาเฒ่าหลิวสอบถามเรื่องค่าก่อสร้างบ้านอยู่หลายครั้ง
เพราะเขาก็อยากจะออกหินปราณช่วยจ่ายสักส่วนหนึ่ง
แต่โหลวฉางอันกลับปฏิเสธ "ต่อไปพวกเราก็ครอบครัวเดียวกันแล้ว ย่อมต้องเป็นข้าที่ออกหินปราณสิ"
ตาเฒ่าหลิวเป็นท่านปู่ของว่าที่คู่บำเพ็ญเพียร ย่อมถือเป็นผู้อาวุโสของเขาเช่นกัน
แต่ตาเฒ่าหลิวก็ยังไม่วางใจ จึงซักไซ้ต่อ "แล้วเจ้าตั้งใจจะจัดพิธีรับคู่บำเพ็ญเพียรเมื่อใด"
ข้าวสารยังไม่ทันกลายเป็นข้าวสุก เขากลัวว่าโหลวฉางอันจะเปลี่ยนใจ
"วันย้ายบ้าน ก็คือวันจัดพิธี"
โหลวฉางอันหรือจะเป็นคนกลับกลอก
เขาวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วว่าหลังจากย้ายมาที่เนินเขาชิงผิง เขาจะจัดพิธีรับหลิวชิงชิงเป็นคู่บำเพ็ญเพียร
บ้านใหม่ คนใหม่ เป็นตัวแทนของการเริ่มต้นใหม่
นี่ไม่ใช่เรื่องของพิธีรีตองแต่อย่างใด
แต่เป็นเพราะกระท่อมหญ้าคานั้นคับแคบอึดอัดจนเกินไป
จะให้คู่บำเพ็ญเพียรของตนต้องมาแต่งเข้าในบ้านโกโรโกโสเช่นนี้ได้อย่างไร
แม้ว่าการแต่งงานในโลกผู้ฝึกตนจะไม่ได้มีพิธีรีตองมากมายนัก
แต่ค่านิยมบางอย่างจากโลกบลูสตาร์ในชาติก่อนก็หยั่งรากลึกและไม่เคยเลือนหายไปจากจิตสำนึกของเขา
แม้จะมีที่ดินเป็นของตนเองแล้ว
แต่ก็ยังต้องดูแลจัดการนาปราณทางฝั่งนั้นต่อไป
ดังนั้นในช่วงหลายเดือนต่อมา หลังจากโหลวฉางอันจัดการงานในนาเสร็จ เขาก็จะวิ่งมาที่เนินเขาชิงผิงเพื่อควบคุมดูแลการก่อสร้าง
สี่เดือนต่อมา
การเก็บเกี่ยวข้าวปราณดำเนินไปอย่างราบรื่น
และบ้านบนเนินเขาชิงผิงก็สร้างเสร็จสมบูรณ์ในที่สุด
อิฐสีฟ้าและกระเบื้องสีเทา รูปลักษณ์ภายนอกดูเรียบง่ายแตะตากลับดูใหม่เอี่ยมอ่อง
หลังจากโหลวฉางอันจัดวางค่ายกลของทั้งสองบ้านเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองครอบครัวก็ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน
ช่วงเที่ยงพวกเขาดื่มฉลองกันที่บ้านของจ้าวต้าลี่
พอตกเย็น ทั้งห้าคนก็มาเตรียมอาหารเย็นกันที่ลานบ้านของโหลวฉางอัน
โหลวฉางอันลงมือเข้าครัวด้วยตนเอง ทำอาหารรสเลิศออกมาสิบกว่าอย่าง
"ขอแสดงความยินดีกับสหายนักพรตโหลวที่ได้รับคู่บำเพ็ญเพียร"
จ้าวต้าลี่หยิบกล่องผ้าไหมสีดำออกมาจากถุงยังชีพแล้วยื่นให้โหลวฉางอัน
"นี่เรียกว่ายาต่อกระดูกเทียนหยวน ตอนนั้นจางหยวนเซิ่งให้ข้ามาสองเม็ด ข้ากินไปเม็ดเดียวก็เกือบจะหายดีแล้ว จึงยังเหลืออยู่อีกหนึ่งเม็ด ยาเม็ดนี้สรรพคุณเป็นเลิศ วันนี้ขอมอบให้สหายนักพรตโหลวเพื่อเป็นของขวัญแสดงความยินดีจากข้า"
ที่แท้ยาเม็ดนี้ก็คือยาวิเศษที่จ้าวต้าลี่ใช้รักษาซี่โครงงั้นหรือ
ของชิ้นนี้ล้ำค่าเกินไปแล้ว
โหลวฉางอันขมวดคิ้วปฏิเสธ ไม่ยอมรับไว้ แต่สุดท้ายเมื่อถูกจ้าวต้าลี่ยัดเยียด เขาก็จำต้องรับยาเม็ดนี้ไว้ในที่สุด
พิธีรับคู่บำเพ็ญเพียรเป็นไปอย่างเรียบง่าย
มีเพียงคนสองครอบครัวห้าชีวิตมาร่วมดื่มสุราและรับประทานอาหารด้วยกันเท่านั้น
เดิมทีจ้าวต้าลี่อยากจะเชิญเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ในเขตนาปราณมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย เพราะเขามักจะคิดเสมอว่าคนเยอะๆ จะได้ครึกครื้น
แต่โหลวฉางอันกลับปฏิเสธ
เพราะเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ในเขตนาปราณยังไม่รู้ว่าพวกเขาสองครอบครัวย้ายมาอยู่ที่เนินเขาชิงผิง
ในเวลาที่ยังไม่มีพลังแข็งแกร่งพอ การทำตัวกลมกลืนไม่ทำตัวโดดเด่นย่อมเป็นการดีที่สุด
หากให้พวกผู้ฝึกตนอิสระเหล่านั้นรู้ว่าพวกเขาทั้งสองคนได้รับที่ดินมาจากสำนักอวิ๋นสุ่ย ก็อาจจะเกิดความอิจฉาริษยาขึ้นมาได้
โลกใบนี้ก็เป็นเช่นนี้
เวลาตกระกำลำบากมาพบกัน อาจจะเห็นอกเห็นใจกันได้
แต่เมื่อใดที่ท่านได้ดิบได้ดี ทิ้งห่างผู้อื่นไป ผู้อื่นก็จะร่วมมือกันต่อต้านท่านโดยปริยาย นี่คือสันดานดิบของมนุษย์
ดังนั้นการย้ายบ้านครั้งนี้ โหลวฉางอันจึงกำชับจ้าวต้าลี่หลายครั้งหลายหนว่าต้องทำตัวให้เงียบเชียบ อย่าป่าวประกาศไปทั่ว
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นการสร้างความลำบากแก่สองสามีภรรยาตระกูลจาง
แต่จ้าวต้าลี่นั้นเป็นคนปากเปราะมาแต่ไหนแต่ไร
เขาเล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นฟังไปตั้งนานแล้ว
โชคดีที่เขายังพอมีสมองอยู่บ้าง ไม่เคยปริปากพูดถึงเรื่องโฉนดที่ดินกับใครเลย เพียงแค่บอกว่าตนเองรังเกียจที่บ้านพักนาปราณคับแคบเกินไป จึงย้ายออกมาอยู่ข้างนอกเท่านั้น
เมื่อกินอิ่มดื่มเมาแล้ว
โหลวฉางอันก็จูงมือหลิวชิงชิงเข้าไปในเรือนหลัก
ทิ้งให้จ้าวต้าลี่กับตาเฒ่าหลิวนั่งดื่มกันต่อไปตามลำพัง
...
ภายในเรือนหลัก
เมื่อมองดูคู่บำเพ็ญเพียรที่งดงามหยดย้อยตรงหน้า โหลวฉางอันที่เริ่มเมามายไปสามส่วนก็อดไม่ได้ที่จะเลือดลมสูบฉีด
แต่เขาก็ยังสะกดกลั้นความตื่นเต้นเอาไว้
นั่งประจันหน้ากับหลิวชิงชิงที่โต๊ะ แล้วเอ่ยขึ้น
"วันนี้เป็นวันแห่งการเริ่มต้นชีวิตคู่บำเพ็ญเพียรของพวกเรา และยังเป็นจุดเริ่มต้นของตระกูลโหลวอีกด้วย"
"นับจากนี้เป็นต้นไป เจ้าก็คือนายหญิงแห่งตระกูลโหลว"
"ไม่ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร ข้าปรารถนาที่จะร่วมเป็นร่วมตายไปกับเจ้า และจะไม่มีวันทอดทิ้งเจ้า"
พูดถึงตรงนี้ เขาจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของหลิวชิงชิง พลางเอ่ยถามช้าๆ
"เจ้ายินดีที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับข้า และจะไม่มีวันหักหลังหรือปิดบังหลอกลวงกันหรือไม่"
ดวงตาของหลิวชิงชิงเป็นประกายวิบวับ นางเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน
นางมองเห็นความจริงใจในแววตาของโหลวฉางอัน จึงพยักหน้าตอบอย่างไม่ลังเล "ข้ายินดี"
"ดี"
โหลวฉางอันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
จากนั้นเขาก็ถามต่อ "ถ้าเช่นนั้นเจ้าช่วยบอกข้าหน่อยเถิด เจ้ากับตาเฒ่าหลิวมีความสัมพันธ์อันใดกันแน่"
พอได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของหลิวชิงชิงก็เปลี่ยนเป็นประหลาดใจทันที
"ท่าน... ท่านดูออกหรือว่าเขาไม่ใช่ท่านปู่ของข้า"
โหลวฉางอันพยักหน้า
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่รู้จักกัน เขาก็พอจะสังเกตเห็นความผิดปกติได้บ้าง
แม้ว่าตาเฒ่าหลิวกับหลิวชิงชิงจะทำทีเป็นปู่หลานกันต่อหน้าคนนอก
แต่ระหว่างทั้งสองคนกลับดูห่างเหินไร้ความสนิทสนม
อีกอย่างเวลาเกิดเรื่องสำคัญ ตาเฒ่าหลิวมักจะไม่สามารถตัดสินใจได้ในทันที มักจะหาข้ออ้างปลีกตัวไปครู่หนึ่ง แต่พอกลับมาก็มักจะมีข้อสรุปอย่างกะทันหัน โหลวฉางอันสงสัยว่าเขาแอบวิ่งกลับบ้านไปปรึกษาหารือกับหลิวชิงชิงหรือไม่
สิ่งที่ทำให้โหลวฉางอันแปลกใจมากที่สุดก็คือ
การจัดการงานในนาปราณ แทบทั้งหมดล้วนเป็นหน้าที่ของตาเฒ่าหลิว หลิวชิงชิงแทบไม่เคยออกมาช่วยเลย
ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
โดยเฉพาะตาเฒ่าหลิว เขากลับดูเหมือนมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรแล้ว โลกของผู้ฝึกตน ผู้อาวุโสล้วนแต่เสวยสุข ส่วนผู้น้อยต้องทำงานหนัก เหตุใดพอมาถึงตระกูลหลิวกลับตาลปัตรไปเสียได้
และอีกเรื่อง การที่ตาเฒ่าหลิวเป็นคนเสนอเรื่องการรับคู่บำเพ็ญเพียรของพวกเขาสองคนเมื่อคราวก่อน
ทำให้โหลวฉางอันยิ่งมั่นใจว่าทั้งสองคนไม่ใช่ปู่หลานกัน
เพราะตาเฒ่าหลิวดูไม่เหมือนคนที่จะเป็นฝ่ายออกความคิดเห็นเลย
ครั้งนี้ที่โหลวฉางอันเป็นฝ่ายเสนอตัวสู่ขอ
ตาเฒ่าหลิวก็ไม่กล้าแสดงท่าทีในทันที
แต่กลับวิ่งกลับไปถามหลิวชิงชิงเสียก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก เพราะในตระกูลของผู้ฝึกตนนั้น ให้ความสำคัญกับเรื่องลำดับอาวุโสเป็นอย่างยิ่ง
แรงจูงใจในการรับคู่บำเพ็ญเพียรและสร้างครอบครัว มักจะมาจากเรื่องผลประโยชน์ และล้วนเป็นการตัดสินใจของผู้อาวุโสทั้งสิ้น
ผู้น้อยไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นหรือปฏิเสธเลยสักนิด
"เขาชื่อหลิวฝู"
หลิวชิงชิงตระหนักได้ทันทีว่าเหตุใดเมื่อครู่โหลวฉางอันจึงถามนางว่ายินดีที่จะไม่ทรยศและปิดบังเขาหรือไม่
ดูเหมือนว่าต่อไปเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา
นางต้องจริงใจให้มาก
ดังนั้นนางจึงตัดสินใจอธิบายเรื่องนี้ให้กระจ่าง "ความจริงแล้วเขาไม่ใช่ท่านปู่ของข้า แต่เป็นคนรับใช้ในตระกูลของข้า ที่พวกเราอ้างว่าเป็นปู่หลานกันก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้อื่นสงสัยเท่านั้น"
"ที่แท้เขาก็ชื่อหลิวฝู..."
นี่เป็นครั้งแรกที่โหลวฉางอันได้ยินชื่อของตาเฒ่าหลิว
ความจริงแล้วในเขตนาปราณทั้งหมด ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อจริงของตาเฒ่าหลิวเลย เพราะโดยปกติทุกคนจะเรียกเขาว่าสหายนักพรตหลิวหรือตาเฒ่าหลิว แม้แต่ในรายชื่อผู้ชำระค่าเช่านาปราณของสำนักไท่ชิงก่อนหน้านี้ ก็ยังเขียนไว้เพียงว่า "นาปราณหมายเลขหกสิบสี่ ตาเฒ่าหลิว"
เมื่อมองสีหน้าของหลิวชิงชิงที่ไม่เผยพิรุธใดๆ ออกมา
โหลวฉางอันก็รู้สึกว่านางไม่น่าจะโกหก
ในเมื่อทั้งสองคนเป็นนายบ่าวกัน เรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็สมเหตุสมผลไปเสียหมด
"ตอนที่หลิวฝูมาหาข้าคราวก่อนแล้วบอกว่าอยากให้ข้ารับเจ้าเป็นคู่บำเพ็ญเพียร ก็น่าจะเป็นความคิดของเจ้าใช่หรือไม่"
"ใช่แล้ว"
"เหตุใดต้องเป็นข้า ข้าก็เป็นแค่ผู้ฝึกตนอิสระระดับหลอมปราณช่วงกลางที่ต่ำต้อยเท่านั้น"
นี่คือข้อสงสัยที่ใหญ่ที่สุดของโหลวฉางอัน
เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลิวชิงชิงจึงถูกใจเขา
หลิวชิงชิงมีรูปร่างหน้าตางดงาม ไม่ธรรมดา อีกทั้งยังมีเบื้องหลังมาจากตระกูลใหญ่ แม้ว่าตอนนี้จะตกต่ำลงไปแล้วก็ตาม
แต่หากนางต้องการรับคู่บำเพ็ญเพียร เพียงอาศัยแค่รูปร่างหน้าตาของนาง ก็สามารถหาผู้ฝึกตนที่คู่ควรและเหมาะสมกว่าเขาได้อย่างสบายๆ
หากไม่ทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้กระจ่าง
คืนนี้โหลวฉางอันคงนอนไม่หลับอย่างสงบแน่
[จบแล้ว]