- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นเซียนรากหญ้า ขอซุ่มทำนาจนกว่าจะเทพ
- บทที่ 35 - ได้รับมอบโฉนดที่ดินเนินเขาชิงผิง
บทที่ 35 - ได้รับมอบโฉนดที่ดินเนินเขาชิงผิง
บทที่ 35 - ได้รับมอบโฉนดที่ดินเนินเขาชิงผิง
บทที่ 35 - ได้รับมอบโฉนดที่ดินเนินเขาชิงผิง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"คนผู้นี้น่าจะเป็นศิษย์ของสำนักไท่ชิง แถมตำแหน่งยังไม่ธรรมดาด้วย"
ตาเฒ่าหลิวค้นเจอป้ายหยกแผ่นหนึ่งในกองของจิปาถะ
ด้านหลังของป้ายหยกมีสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์สลักไว้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสำนักไท่ชิง และก่อนหน้านี้หน่วยลาดตระเวนของสำนักไท่ชิงทุกคน ก็จะมีป้ายหยกแบบนี้เหน็บไว้ที่เอวเหมือนกัน
นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ฝึกตนชายผู้นี้คือคนของสำนักไท่ชิง
การที่ในถุงยังชีพของเขาจะมีของล้ำค่ามากมายขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หากเปลี่ยนเป็นผู้ฝึกตนอิสระในระดับเดียวกัน ไม่มีทางที่จะมีทรัพย์สมบัติมากขนาดนี้ได้หรอก
"ของพวกนี้ พวกเราสามคนแบ่งกันคนละเท่าๆ กัน สหายนักพรตทั้งสองมีความคิดเห็นอย่างไร"
ข้อเสนอของจ้าวต้าลี่ ทำให้โหลวฉางอันและตาเฒ่าหลิวรู้สึกประหลาดใจ
ตาเฒ่าหลิวหัวเราะ "เจ้าบาดเจ็บ ตามหลักแล้วควรจะได้ส่วนแบ่งมากกว่านะ"
จ้าวต้าลี่แบมือออก "ข้าก็หายดีแล้วนี่ไง สหายนักพรตทั้งสองไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก"
เขาจัดการนับหินปราณทั้งหมด แล้วแบ่งออกเป็นสามส่วนเท่าๆ กัน จากนั้นก็หยิบส่วนของตัวเองไป
แผ่นหยกบันทึกวิชาก็มีเคล็ดวิชาบรรจุอยู่
ในจำนวนนั้นมีแผ่นหยกเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรหกแผ่น แบ่งกันไปคนละสองแผ่น
ส่วนแผ่นหยกวิชาดาบอีกสี่แผ่น ยกให้โหลวฉางอันทั้งหมด เพราะในบรรดาสามคนนี้ มีเพียงเขาคนเดียวที่ฝึกฝนวิชาดาบ
ดังนั้นโหลวฉางอันจึงปฏิเสธที่จะรับตำราหลอมโอสถ และปล่อยให้ตาเฒ่าหลิวกับจ้าวต้าลี่แบ่งกันสองคน วันข้างหน้าพวกเขาสามารถนำไปขายแลกเป็นหินปราณที่ตลาดได้ทุกเมื่อ
ยันต์เวทและโอสถในถุงยังชีพ มีมูลค่ารวมประมาณเจ็ดร้อยก้อนหินปราณ
ก็ถูกนำมาแบ่งเท่าๆ กันเช่นกัน
กระบี่เวทระดับกลางสามเล่ม โหลวฉางอันเก็บไว้ใช้เองหนึ่งเล่ม ส่วนที่เหลือก็เอาไปขายที่ร้านขายอาวุธเวท
ส่วนซากอินทรีดำ โหลวฉางอันก็นำไปขายที่ตลาด
แล้วค่อยนำหินปราณที่ได้มาแบ่งกันอีกที
วันรุ่งขึ้น
โหลวฉางอันก็จัดการปลอมแปลงโฉมหน้าอย่างลวกๆ และสวมหมวกฟางใบใหญ่เพื่อปิดบังใบหน้า
จากนั้นก็รีบมุ่งหน้าไปยังตลาด เพื่อจัดการขายกระบี่เวททั้งสามเล่มทิ้ง
แล้วก็ถือถุงยังชีพที่บรรจุซากอินทรีดำไว้
ไปตระเวนถามร้านอาหารปราณในตำบลเทียนหยางอยู่หลายร้าน
จนสุดท้ายก็ขายไปได้ในราคาแปดร้อยห้าสิบก้อนหินปราณ
ตกกลางคืน โหลวฉางอันก็นำของในถุงยังชีพออกมาตรวจสอบ
เพียงแค่หินปราณอย่างเดียว เขาก็ได้ส่วนแบ่งมาถึงสองพันเก้าร้อยยี่สิบสี่ก้อนแล้ว
บวกกับแผ่นหยกวิชาดาบอีกหลายแผ่น ผลประโยชน์ที่ได้จากการแบ่งของกันในครั้งนี้ มีมูลค่าสูงถึงห้าพันก้อนหินปราณเลยทีเดียว!
เรื่องนี้ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
ทำนาและตั้งแผงขายของอย่างเหน็ดเหนื่อยมาห้าปี
ยังสู้ยอมเสี่ยงชีวิตปล้นชิงทรัพย์ครั้งเดียวไม่ได้เลย
แต่แผ่นหยกวิชาดาบทั้งสี่แผ่นนั้น โหลวฉางอันไม่คิดจะนำไปขายหรอก เพราะยังไงเสียวันข้างหน้าเขาก็ต้องได้ใช้มันอยู่ดี
พอจ้าวต้าลี่มีหินปราณในมือ
เขาก็เริ่มทำตัวโอ้อวดและแสดงความใจป้ำออกมาอย่างเต็มที่
ทุกวันเขาจะควักหินปราณสิบก้อนให้จูเยี่ยน และสั่งให้นางไปซื้อเนื้อสัตว์อสูร เลือดสัตว์อสูร และข้าวปราณที่ตลาด เพื่อมาทำอาหารคาวหวานและสุราชั้นเลิศ แล้วเชิญพวกเขาสองคนมากินดื่มด้วยกัน
เป็นแบบนี้ติดๆ กันหลายวัน
จนจูเยี่ยนรู้สึกปวดหัวเหลือเกิน
ทำนามาตั้งนานไม่เห็นจะได้หินปราณสักเท่าไหร่ นี่เอามาผลาญทิ้งแบบนี้ไม่เสียดายบ้างเลยหรือไง
"ไม่เป็นไรหรอก วันที่โดนสัตว์อสูรโจมตี ก็ได้ตาเฒ่าหลิวกับสหายนักพรตโหลวนี่แหละที่ช่วยชีวิตข้าไว้"
"ถ้าไม่มีพวกเขาสองคน ข้าคงตายไปนานแล้ว"
จ้าวต้าลี่แต่งเรื่องโกหกขึ้นมา ทำให้จูเยี่ยนรู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ
ที่แท้ตาเฒ่าหลิวกับสหายนักพรตโหลว ก็เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตคู่บำเพ็ญเพียรของนางเอาไว้นี่เอง
จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่รู้เลยว่า จ้าวต้าลี่ได้ส่วนแบ่งหินปราณมาตั้งหลายพันก้อน
เพราะตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีใครบอกความจริงกับนางเลย นางจึงหลงคิดมาตลอดว่าที่จ้าวต้าลี่บาดเจ็บ เป็นเพราะเจอสัตว์อสูรเข้าจริงๆ
แถมจ้าวต้าลี่ยังกำชับพวกเขาสองคนหนักหนาว่า "เรื่องนี้ห้ามแพร่งพรายให้ใครรู้เด็ดขาด! รวมถึงจูเยี่ยนด้วย!"
ตอนที่เขารักษาตัวอยู่ที่สาขาย่อย จางหยวนเซิ่งก็เคยเตือนเขาแล้วว่าให้รูดซิปปากเรื่องนี้ให้สนิท!
แต่มีอยู่วันหนึ่ง
จ้าวต้าลี่เมาหนักจนเผลอปากโป้ง
หลุดคายความลับบางอย่างออกมาจนได้
เขากระซิบถามพวกเขาสองคนว่า "พวกเจ้ารู้ไหมว่าคนที่พวกเราฆ่าไปวันนั้นเป็นใคร"
ทั้งสองคนส่ายหน้า
"คนผู้นี้มีชื่อว่าเจิ้งเส้าสยง เป็นผู้ดูแลสายนอกของสำนักไท่ชิง"
"คู่บำเพ็ญเพียรของเขารับหน้าที่ดูแลเหมืองปราณของเมืองหลิงหยาง ตอนที่สำนักอวิ๋นสุ่ยบุกมา นางถูกโจวเต้าฮุ่ยใช้กระบี่แทงตาย! เจิ้งเส้าสยงก็เลยบุกป่าฝ่าดงมาถึงที่นี่ เพื่อตามล่าโจวเต้าฮุ่ย..."
ตอนที่จ้าวต้าลี่พักรักษาตัวอยู่ที่สาขาย่อย
เขาแอบได้ยินศิษย์สำนักอวิ๋นสุ่ยหลายคนซุบซิบกันเรื่องนี้
เขาถึงได้รู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมด
"หลังจากสำนักอวิ๋นสุ่ยยึดเมืองทั้งสิบสามแห่งได้แล้ว สำนักไท่ชิงก็สู้ไม่ได้จนต้องยอมจำนน และได้ส่งคนมาเจรจากับสำนักอวิ๋นสุ่ยแล้ว"
"จางหยวนเซิ่งกลัวว่าถ้าเรื่องนี้หลุดออกไป จะทำให้ความขัดแย้งของทั้งสองสำนักบานปลายไปกันใหญ่ เขาก็เลยอยากจะปิดเรื่องนี้ให้เงียบที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องความแค้นส่วนตัว..."
เป็นเช่นนี้นี่เอง
ตาเฒ่าหลิวกับโหลวฉางอันหันมามองหน้ากัน และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลใจ
พวกเขาสามคนร่วมมือกันฆ่าเจิ้งเส้าสยงไปแล้ว หากสำนักไท่ชิงสืบสาวราวเรื่องจนตามมาถึงเมืองหลิงหยางล่ะก็ ผลที่ตามมาคงเลวร้ายสุดๆ
"ต่อไปห้ามพูดเรื่องนี้อีก!"
"มีแค่พวกเราสามคนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้!"
"เอ้า ดื่มๆ!"
ตั้งแต่นั้นมา พวกเขาสามคนก็รู้กันดีและไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเลย
ผ่านไปอีกสองวัน
ความดีใจที่ได้ส่วนแบ่งเริ่มจางหายไป ในที่สุดพวกเขาสามคนก็เพิ่งนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
ที่ดินผืนนั้นที่เลือกไว้คราวก่อน ยังไม่ได้ทำเรื่องลงทะเบียนเลยนี่นา
พวกเขาจึงตัดสินใจเดินทางไปที่สาขาย่อยสำนักอวิ๋นสุ่ยอีกครั้ง
ทว่าเมื่อไปถึงสาขาย่อย และเตรียมจะลงทะเบียน
ผู้ฝึกตนหญิงของสำนักอวิ๋นสุ่ยที่รับหน้าที่จดบันทึก พอได้ยินชื่อของพวกเขาสามคน ก็รีบวางพู่กันในมือลงทันที
"ทั้งสามท่านโปรดรอสักครู่"
จากนั้นผู้ฝึกตนหญิงคนนี้ก็รีบวิ่งไปทางหลังเรือนอย่างเร่งรีบ
สาขาย่อยในตำบลเทียนหยาง แท้จริงแล้วเป็นคฤหาสน์สามชั้นขนาดใหญ่ แบ่งเป็นชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก
ด้านนอกคือโถงหลักสำหรับปฏิบัติงาน ด้านข้างคือโถงรอง ส่วนตรงกลางคือที่พักของเหล่าศิษย์
ส่วนเรือนด้านหลังคือที่พักอาศัยส่วนตัวของเหล่าผู้ดูแล
ผ่านไปไม่นาน ผู้ฝึกตนหญิงคนนั้นก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมา "ทั้งสามท่านโปรดตามข้ามา"
นางพาพวกเขาสามคนเข้าไปในห้องรับรองเล็กๆ แห่งหนึ่งทางด้านหลังเรือน จากนั้นก็ยกน้ำชามาให้ แล้วก็เดินจากไปโดยไม่ได้พูดอะไรสักคำ
ทั้งสามคนรู้สึกงุนงงไปตามๆ กัน จึงทำได้เพียงนั่งจิบชาไปพลาง คาดเดากันไปต่างๆ นานา
แต่เพียงครู่เดียว
ผู้ฝึกตนหญิงอีกคน ซึ่งสวมเสื้อคลุมเวทสีดำ ก็ค่อยๆ เดินเข้ามาในห้องรับรอง
เมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดเจน ทั้งสามคนก็รีบลุกขึ้นทักทายทันที "คารวะสหายนักพรตโจว"
ผู้ฝึกตนหญิงคนนี้ก็คือโจวเต้าฮุ่ยนั่นเอง
ใบหน้าของนางซีดเซียว ฝีเท้าก็เชื่องช้า มองปราดเดียวก็รู้ว่าเพิ่งจะฟื้นไข้มาหมาดๆ แต่นางก็ยังฝืนยิ้มออกมา "สหายนักพรตทั้งสามไม่ต้องมากพิธี รีบนั่งลงเถิด"
เมื่อเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย
ทั้งสามคนก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูก
เป็นเพื่อนบ้านกันที่เขตนาปราณมากว่าสี่ปี ไม่เคยเห็นเพื่อนบ้านคนนี้ยิ้มเลยสักครั้ง
ไม่คิดเลยว่าพอได้มาพบกันอีกครั้ง สถานะของพวกเขากลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวเช่นนี้
"บุญคุณช่วยชีวิตเปรียบดั่งการชุบชีวิตใหม่ เต้าฮุ่ยไม่มีสิ่งใดจะตอบแทน"
หลังจากโจวเต้าฮุ่ยนั่งลง นางก็นำแผ่นหนังสัตว์ที่พับไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยวางลงบนโต๊ะ "นี่คือของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ที่ข้าพอจะหามาได้ หวังว่าสหายนักพรตทั้งสามจะไม่รังเกียจ"
จ้าวต้าลี่โบกมือปฏิเสธด้วยท่าทีห้าวหาญ "ของขวัญอะไรกัน สหายนักพรตโจวเกรงใจกันเกินไปแล้ว!"
"พวกเราต่างก็เป็นเพื่อนบ้านกัน การช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว ของขวัญชิ้นนี้พวกเราไม่ขอรับเด็ดขาด!"
ตาเฒ่าหลิวกับโหลวฉางอันที่อยู่ด้านข้างมีสีหน้าเรียบเฉย
พยักหน้าเห็นด้วย แต่ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมา
ใช่แล้ว จ้าวต้าลี่พูดถูกทุกอย่าง!
โจวเต้าฮุ่ยยกมือขึ้นชี้ไปที่แผ่นหนังสัตว์บนโต๊ะ "นี่คือโฉนดที่ดิน สหายนักพรตทั้งสามลองดูเสียก่อน แล้วค่อยตัดสินใจดีไหม"
โฉนดที่ดินหรือ
คำนี้ช่างฟังดูแปลกหูเสียจริง แม้แต่จ้าวต้าลี่ก็ยังอึ้งไป
เขาหยิบแผ่นหนังสัตว์ขึ้นมาเปิดดู
'โฉนดที่ดินเนินเขาชิงผิงเมืองหลิงหยางแห่งสำนักอวิ๋นสุ่ย'
"เนินเขาชิงผิงหรือ นั่นมันยอดเขาสีเขียวลูกใหญ่ๆ นั่นไม่ใช่หรือ"
จ้าวต้าลี่รู้สึกตกตะลึง โจวเต้าฮุ่ยถึงกับมอบโฉนดที่ดินให้เลยหรือเนี่ย
แบบนี้ยังเรียกว่าของขวัญเล็กๆ น้อยๆ อีกหรือ
เขารีบส่งโฉนดที่ดินให้โหลวฉางอันและตาเฒ่าหลิว
เพื่อให้พวกเขาสองคนช่วยตรวจสอบให้แน่ใจอีกครั้ง
[จบแล้ว]