- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นเซียนรากหญ้า ขอซุ่มทำนาจนกว่าจะเทพ
- บทที่ 6 - วิชาดำดินของตาเฒ่าหลิว
บทที่ 6 - วิชาดำดินของตาเฒ่าหลิว
บทที่ 6 - วิชาดำดินของตาเฒ่าหลิว
บทที่ 6 - วิชาดำดินของตาเฒ่าหลิว
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เมื่อเปิดประตูออกไปดูก็พบว่าด้านนอกค่ายกลมีชายชราในชุดคลุมสีเทายืนอยู่
โหลวฉางอันจำชายชราคนนี้ได้ เพราะตอนที่เขากำลังวางค่ายกลเมื่อครู่นี้ ชายชราคนนี้ก็คอยนั่งยองๆ สังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ตั้งนานสองนาน
"สหายนักพรต มีธุระอะไรหรือเปล่า"
โหลวฉางอันเดินออกไปถามที่ด้านนอก
แต่เขาไม่ได้เปิดค่ายกลให้อีกฝ่ายเข้ามา
ชายชราก็รู้มารยาทดี จึงก้าวถอยหลังไปสองก้าวแล้วยิ้มทักทาย "คารวะพ่อหนุ่ม ข้าคือเฒ่าหลิวจากนาหมายเลขหกสิบสี่ พวกเราต่างก็เป็นเพื่อนบ้านกัน ต่อไปก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ ไม่ทราบว่าพ่อหนุ่มชื่อแซ่อะไรหรือ"
โหลวฉางอันประสานมือคารวะตอบ "ที่แท้ก็สหายนักพรตหลิวนี่เอง ข้าแซ่โหลว"
ชายชรามองสำรวจกระท่อมของโหลวฉางอันปราดหนึ่ง "เมื่อครู่ข้าเห็นพ่อหนุ่มกำลังวางค่ายกล ไม่ทราบว่านั่นคือค่ายกลเบญจธาตุพิทักษ์ปราณใช่หรือไม่"
"ถูกต้อง" โหลวฉางอันพยักหน้ารับ
ค่ายกลเบญจธาตุพิทักษ์ปราณเป็นอะไรที่พบเห็นได้ทั่วไปอยู่แล้ว
แม้ความสามารถในการป้องกันของค่ายกลนี้จะอยู่ในระดับกลางๆ แต่ราคากลับถูกแสนถูก
แถมยังมีข้อดีที่สุดอีกอย่างหนึ่งก็คือ หลังจากเปิดใช้งานค่ายกลแล้ว ก็ไม่ต้องคอยเติมหินปราณเข้าไปเพื่อเป็นพลังงานขับเคลื่อนค่ายกลอีก ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายระยะยาวไปได้มหาศาล มันจึงเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ฝึกตนอิสระระดับล่างเป็นอย่างมาก
ชายชราชี้ไปทางทิศที่ตั้งกระท่อมของตัวเองซึ่งอยู่ด้านหน้า
"ข้าก็อยากจะวางค่ายกลแบบนี้ที่บ้านของข้าบ้าง ไม่ทราบว่าพ่อหนุ่มพอจะช่วยวางค่ายกลให้สักชุดได้หรือไม่ แล้วคิดราคาเท่าไหร่"
การวางค่ายกลนั้นต้องพึ่งพาพรสวรรค์
ไม่ใช่ว่าใครนึกอยากจะฝึกก็ฝึกได้
แต่ค่ายกลป้องกันที่พักอาศัยกลับเป็นสิ่งที่ทุกคนจำเป็นต้องมี ไม่ว่าจะเป็นตระกูลใหญ่หรือผู้ฝึกตนอิสระ ต่างก็ต้องวางค่ายกลไว้ที่พักของตนเพื่อเพิ่มความปลอดภัย
ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เรื่องค่ายกล
จึงต้องยอมควักเนื้อจ่ายหินปราณจ้างผู้ใช้อาคมมาวางค่ายกลให้ถึงที่
ซึ่งก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่น้อยๆ
อาชีพผู้ใช้อาคมจึงมักจะเป็นอาชีพที่ทำเงินได้ดีมาโดยตลอด
ผู้ใช้อาคมระดับสูงบางคน เวลาวางค่ายกลระดับสูงอาจจะเรียกค่าเหนื่อยได้ถึงหลายร้อยก้อนเลยทีเดียว
"ค่ายกลระดับต่ำเจ็ดก้อน ระดับกลางสิบสี่ก้อน ระดับสูงยี่สิบก้อน"
โหลวฉางอันตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ช้าไม่เร็ว
นี่คือราคาตลาดของค่ายกลเบญจธาตุพิทักษ์ปราณ
จากนั้นเขาก็อธิบายเพิ่มเติม "ค่ายกลที่ข้าวางไปเมื่อกี้นี้เป็นแค่ระดับกลางเท่านั้น"
"ถ้าท่านเลือกวางระดับสูง พลังป้องกันก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น"
นอกจากค่ายกลพิเศษบางประเภทแล้ว ค่ายกลส่วนใหญ่จะแบ่งเป็นระดับสูง ระดับกลาง และระดับต่ำ
สาเหตุที่แบ่งเช่นนี้ก็เพราะจำนวนวัสดุที่ใช้ในการวางค่ายกลนั้นแตกต่างกัน
อย่างเช่นค่ายกลเบญจธาตุพิทักษ์ปราณ หากใช้ธงค่ายกลห้าด้าม และหินค่ายกลห้าก้อน ค่ายกลที่ออกมาก็จะเป็นระดับต่ำ
ถ้าใช้ธงค่ายกลสิบด้ามและหินค่ายกลสิบก้อน ก็จะเป็นระดับกลาง
หากใช้ธงค่ายกลสิบห้าด้ามและหินค่ายกลสิบห้าก้อน เมื่อวางค่ายกลสำเร็จมันก็จะเป็นค่ายกลระดับสูง ซึ่งประสิทธิภาพในการป้องกันก็จะสูงตามไปด้วย
ดูเหมือนชายชราจะพอรู้ราคาตลาดอยู่บ้าง เขาจึงยิ้มรับ "พ่อหนุ่ม ข้าขอแค่ระดับต่ำก็พอแล้ว หากเจ้าพอมีเวลาว่าง ช่วยไปวางให้ข้าสักชุดได้หรือไม่"
มีลูกค้ามาเสนอเงินให้ถึงที่ โหลวฉางอันย่อมยินดีอยู่แล้ว
เขาปรารถนาที่จะยกระดับฝีมือค่ายกลของตัวเองอยู่เสมอ ก็เพื่อที่จะได้รับงานวางค่ายกล และใช้เป็นช่องทางหาเงินมาประทังชีวิตนี่แหละ
"ได้สิ ท่านคงไม่รีบใช่ไหม ช่วงบ่ายข้าค่อยแวะไปหาท่านก็แล้วกัน"
"ได้เลย"
ชายชรารู้ดีว่าการวางค่ายกลนั้นสูบพลังเวทไปมาก โหลวฉางอันเพิ่งจะวางค่ายกลเสร็จ อาจจะต้องขอเวลาฟื้นฟูพลังเวทก่อน เขาจึงพยักหน้ารับ "ขอแค่เสร็จก่อนฟ้ามืดก็พอแล้ว"
เขาเพิ่งจะย้ายมาอยู่วันนี้
ถ้าไม่มีค่ายกลป้องกัน คืนนี้นอนคงหลับไม่สนิทแน่ๆ เขาจึงหวังว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จภายในวันนี้
หลังจากชายชราเดินจากไป
โหลวฉางอันก็นั่งขัดสมาธิลงกับพื้นและเริ่มบำเพ็ญเพียรทันที ใช้เวลาเพียงแค่ความยาวธูปไหม้ไปไม่กี่ก้าน พลังเวทของเขาก็กลับมาเต็มเปี่ยมเหมือนเดิม
เมื่อถึงช่วงบ่าย
โหลวฉางอันก็ออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังนาปราณหมายเลขหกสิบสี่
สำนักไท่ชิงมีกฎว่า ในช่วงสามปีแรก อนุญาตให้เช่านาปราณได้เพียงคนละหนึ่งหมู่เท่านั้น
ดังนั้นผู้เช่าแต่ละคนจึงมีนาปราณในครอบครองแค่คนละหนึ่งหมู่
นาหมายเลขหกสิบสี่อยู่ไม่ไกลจากนาของเขามากนัก มีแค่นาหมายเลขหกสิบห้าคั่นกลางอยู่เท่านั้น
เมื่อไปถึงหน้าประตูก็พบว่าประตูไม้ของกระท่อมหญ้าคาปิดสนิท
เขาลองเคาะประตูดู สักพักก็มีคนมาเปิดประตู
แต่คนที่มาเปิดประตูไม่ใช่ตาเฒ่าหลิว กลับเป็นเด็กสาวอายุราวๆ สิบสี่สิบห้าปี
เด็กสาวมีผิวพรรณขาวผ่อง ดวงตากลมโตสดใส หน้าตาสะสวยจิ้มลิ้ม
เธอสวมชุดนักพรตสีเทาที่ดูเรียบง่ายและค่อนข้างเก่า แต่นั่นก็ไม่อาจปิดบังความงดงามของเธอได้เลย เธอดูงดงามราวกับดอกบัวที่เพิ่งโผล่พ้นน้ำ ทำให้คนที่มองรู้สึกสดชื่นสบายตา
หลิวชิงชิง อายุสิบห้าปี รากวิญญาณสี่ธาตุ ระดับหลอมปราณขั้นสอง
"ไม่ทราบว่าสหายนักพรตหลิวอยู่หรือไม่"
โหลวฉางอันเอ่ยถาม
เด็กสาวกะพริบตาปริบๆ มองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วพูดด้วยน้ำเสียงทะเล้นนิดๆ "ท่านปู่ของข้าเหรอ ท่านกำลังเบิกพงอยู่น่ะ"
เบิกพงเหรอ
โหลวฉางอันหันหน้าไปมองที่แปลงนา
แต่กลับพบว่าแปลงนาว่างเปล่า มองเห็นทะลุไปยันสุดปลายนา ก็ยังไม่เห็นวี่แววของตาเฒ่าหลิวเลย
ในขณะที่โหลวฉางอันกำลังงุนงงอยู่นั้น เด็กสาวก็เอ่ยขึ้นอีกว่า "ท่านคือผู้ใช้อาคมใช่ไหม ท่านเชิญวางค่ายกลไปได้เลย เดี๋ยวพอกลับมาท่านปู่จะเอาค่าแรงไปให้ท่านเอง"
โหลวฉางอันพยักหน้ารับรัวๆ "เอาอย่างนั้นก็ได้"
กระท่อมหญ้าคาที่ตั้งอยู่ริมนาปราณ จริงๆ แล้วสำนักไท่ชิงเป็นคนสร้างขึ้นมาทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็นทิศทาง ขนาด หรือโครงสร้าง ทุกอย่างล้วนเหมือนกันเป๊ะ
แต่เพื่อความชัวร์ไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด โหลวฉางอันก็ยังหยิบจานค่ายกลออกมาคำนวณตำแหน่งอย่างละเอียดอีกครั้ง
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็จัดการวางค่ายกลจนเสร็จสรรพ
ค่ายกลระดับต่ำใช้ธงและหินค่ายกลน้อยกว่าระดับกลางครึ่งหนึ่ง ความเร็วในการวางค่ายกลจึงเร็วกว่ามาก
แม้จะสูญเสียพลังเวทไปบ้าง แต่ก็ไม่เยอะเท่าช่วงเช้า
"ขอตัวก่อนนะ"
โหลวฉางอันประสานมือบอกลาเด็กสาว แล้วเดินกลับไปที่บ้านของตัวเอง
แต่ในตอนนั้นเอง ทางฝั่งแปลงนาก็เกิดความเคลื่อนไหวบางอย่างขึ้น ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะหยุดเดินแล้วหรี่ตามอง
เขาเห็นพื้นนาที่ก่อนหน้านี้ยังราบเรียบ
จู่ๆ พื้นที่กว่าครึ่งก็กลายเป็นหลุมเป็นบ่อขรุขระ มีร่องรอยการไถพรวนตัดสลับกันไปมา
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!
พื้นที่นาทางฝั่งขวา จู่ๆ ก็เกิดการเคลื่อนไหวขึ้นมาดื้อๆ ดึงดูดสายตาของโหลวฉางอันไปทันที
ตรงบริเวณนั้น ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างเคลื่อนที่พุ่งทะยานอยู่ใต้ดินด้วยความเร็วสูง จนทำให้เศษดินสาดกระเด็นปลิวว่อน
พุ่งตรงดิ่งเป็นเส้นตรงไปยังที่ไกลออกไป!
"วิชาดำดินงั้นเหรอ"
พอยืนดูอยู่พักใหญ่ โหลวฉางอันก็เริ่มเข้าใจแล้ว
นี่น่าจะเป็นวิชาดำดินในตำนาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิชาที่เอาไว้ใช้หลบหนี ผู้ใช้สามารถมุดลงไปซ่อนตัวใต้ดิน เพื่อหลบซ่อนจากการค้นหาของศัตรูได้
แต่ตามที่โหลวฉางอันรู้มา
วิชาดำดินน่าจะเป็นวิชาตั้งแต่ระดับเสวียนขึ้นไป ซึ่งเหมาะกับผู้ฝึกตนที่อยู่ระดับหลอมปราณช่วงปลายเท่านั้น
นี่อย่าบอกนะว่าตาเฒ่าหลิวคือผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณช่วงปลาย
นี่มันผ้าขี้ริ้วห่อทองชัดๆ ดูถูกจากรูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้เลยจริงๆ
เขายืนดูด้วยความอิจฉาอยู่พักหนึ่ง โหลวฉางอันก็หันหลังเดินไปที่ตลาดนัดเล็กๆ ซื้อจอบมาหนึ่งอัน
เรื่องเบิกพงก็ต้องรีบจัดการให้เสร็จเหมือนกัน
พอตกเย็น
ตาเฒ่าหลิวก็เดินมาหาในสภาพมอมแมมคลุกฝุ่น เนื้อตัวเต็มไปด้วยโคลน
เขายื่นหินปราณเจ็ดก้อนให้ "รบกวนพ่อหนุ่มด้วยนะ"
"ไม่เป็นไรๆ ยินดีเสมอ"
หลังจากตาเฒ่าหลิวเดินจากไป โหลวฉางอันมองหินปราณเจ็ดก้อนในมือด้วยความตื่นเต้น
เงินก้อนนี้หามาได้ง่ายจริงๆ
ที่จริงนี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขารับงานวางค่ายกลให้คนอื่น
ได้เงินมาตั้งสามก้อนแบบชิลๆ
เพราะต้นทุนค่าวัสดุตกอยู่ประมาณสี่ก้อน
ธงค่ายกลราคาค่อนข้างถูก แต่หินตาค่ายกลจะแพงกว่าหน่อย แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังได้กำไรเหนาะๆ ถึงสามก้อนเลยทีเดียว
เรื่องนี้ยิ่งทำให้โหลวฉางอันมั่นใจขึ้นไปอีกว่า การเลือกเดินเส้นทางสายผู้ใช้อาคมคือทางที่ถูกต้องที่สุดแล้ว
เขาอดไม่ได้ที่จะเดินออกไปนอกประตู แล้วกวาดตามองไปรอบๆ โซนนาปราณ ลองนับๆ ดูแล้วพบว่ามีกระท่อมหญ้าคาที่สร้างเสร็จแล้วอย่างน้อยๆ ก็น่าจะสองร้อยหลัง
ถ้าเขาสามารถรับงานวางค่ายกลเบญจธาตุพิทักษ์ปราณให้กับทุกหลังได้...
แบบนี้ก็รวยเละเลยสิ
พอคิดได้ดังนั้น
โหลวฉางอันก็รีบไปหาแผ่นไม้กระดานมาแผ่นหนึ่ง แล้วใช้กระบี่เวทสลักตัวอักษรตัวใหญ่เบ้อเริ่มลงไปสี่คำ
"รับวางค่ายกล"
จากนั้นก็เอาป้ายไม้ไปตั้งไว้ที่หลังกระท่อมของตัวเอง
ถนนสายกลางของโซนนาปราณมีแปลงนาขนาบอยู่ทั้งสองข้าง ประตูหน้าของกระท่อมทุกหลังจะหันหลังให้ถนน ถ้าเอาป้ายไปตั้งไว้หลังกระท่อม ใครที่เดินผ่านไปมาบนถนนก็จะมองเห็นป้ายนี้ได้อย่างชัดเจน
และก็เป็นไปตามคาด วันรุ่งขึ้นก็มีลูกค้ามาเคาะประตูเรียกถึงที่
"สหายนักพรต ข้ามาจากนาหมายเลขเจ็ดสิบเก้า วันนี้ช่วยไปวางค่ายกลเบญจธาตุพิทักษ์ปราณให้ข้าหน่อยสิ"
"พ่อหนุ่ม ค่ายกลกำแพงเพลิงสามสุริยัน เจ้ารับวางด้วยหรือเปล่า"
"สหายนักพรต ข้าอยากได้ค่ายกลที่ช่วยทั้งป้องกันและช่วยเสริมดวงเรื่องเงินทอง ไม่ทราบว่าที่นี่พอจะมีไหม"
[จบแล้ว]