- หน้าแรก
- โลกของผมกลายเป็นเกมออนไลน์ไปแล้ว
- บทที่ 74: ถึงเขาคุนหลุน แม่นางชุดน้ำเงิน
บทที่ 74: ถึงเขาคุนหลุน แม่นางชุดน้ำเงิน
บทที่ 74: ถึงเขาคุนหลุน แม่นางชุดน้ำเงิน
บทที่ 74: ถึงเขาคุนหลุน แม่นางชุดน้ำเงิน
เมื่อหลู่หยางพบหลู่เม่าจงเตรียมจะออกเดินทาง เขาเห็นจำนวนคนและสิ่งของที่หลู่เม่าจงจัดเตรียมไว้ จึงขมวดคิ้วถามว่า “เหตุใดจึงมีคนมากมายเพียงนี้?”
หลู่เม่าจงจัดเตรียมคนติดตามหลู่หยางในการเดินทางครั้งนี้ถึงหลายร้อยคน อีกทั้งยังมีรถขนเสบียงและสิ่งของอีกสิบกว่าคัน หากคนไม่รู้คงนึกว่ามหาเศรษฐีที่ไหนกำลังออกไปท่องเที่ยวเสียอีก
การเดินทางครั้งนี้หลู่หยางไม่ได้ไปเที่ยวเล่น เขามีธุระสำคัญต้องจัดการ แล้วจะพาคนไปเยอะแยะทำไมกัน
“ท่านผู้นำ ด้วยฐานะและตำแหน่งของท่าน จำนวนเท่านี้ถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำขอรับ บ่าวยังตั้งใจจะไปจัดหาเพิ่มระหว่างทางอีกด้วยนะขอรับ” หลู่เม่าจงมองหลู่หยางพลางรายงานด้วยความนอบน้อม
“เอาเถอะ ไม่ต้องไปกันเยอะมากขนาดนี้ ทุกอย่างให้เรียบง่ายเข้าไว้ เจ้าจัดคนติดตามมาสักสิบห้าถึงยี่สิบคนก็พอ” หลู่หยางมองหลู่เม่าจงพลางส่ายหน้าพูด
“ขอรับ” หลู่เม่าจงพยักหน้าตอบรับเมื่อได้ยินคำสั่งของหลู่หยาง
เดิมทีหลู่เม่าจงยังอยากจะดึงดันต่อ เพราะหลู่หยางคือผู้นำตระกูลหลู่ ขบวนเดินทางจะดูซอมซ่อไม่ได้ ทว่าคำพูดของหลู่หยาง เขาไม่มีทางขัดขืนได้อยู่แล้ว
สุดท้าย หลู่เม่าจงจึงคัดคนไว้เพียงสิบคน เมื่อรวมตัวเขาด้วยก็เป็นสิบเอ็ดคนที่จะร่วมเดินทางไป
คนทั้งสิบคนนี้โดยไม่มีข้อยกเว้น ล้วนเป็นยอดฝีมือทั้งสิ้น
คนที่อ่อนแอที่สุดยังอยู่ในขอบเขตปรมาจารย์ขั้นกลาง คนที่อยู่ระดับปรมาจารย์ขั้นปลายเหมือนหลู่เม่าจงมีสองคน และยังมีชายชราอีกคนหนึ่งที่อยู่ถึงขอบเขตปรมาจารย์ขั้นสูงสุดอีกด้วย
หลู่หยางเพิ่งจะได้รู้ในตอนนี้เองว่า พลังต่อสู้ของระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดนั้นอยู่ที่เท่าไหร่ มันสูงเกินกว่าสามหมื่นแต้ม และเกือบจะแตะสามหมื่นสองพันแต้มเลยทีเดียว
ที่แท้ปรมาจารย์ขั้นสูงสุดคือขั้นสุดท้ายของขอบเขตปรมาจารย์ พลังต่อสู้ในขอบเขตนี้เหนือกว่าปรมาจารย์ขั้นปลายไปไกลโข นับเป็นยอดฝีมือที่สามารถรับมือคนนับหมื่นได้จริงๆ
ดูท่า ยิ่งเห็นมากก็ยิ่งรู้มาก ก่อนหน้านี้ไม่เคยเจอยอดฝีมือมากมายขนาดนี้ หลู่หยางจึงนึกว่าความแข็งแกร่งของเขาจะไม่ด้อยไปกว่าระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุด หรือเผลอๆ อาจจะเก่งกว่าด้วยซ้ำ ทว่าตอนนี้ดูแล้ว ความแข็งแกร่งของเขาต่อให้ใช้พลังพยัคฆ์คำราม เชาก็คงเทียบได้เพียงระดับปรมาจารย์ขั้นปลายที่แข็งแกร่งเท่านั้นเอง
ชายชราคนนี้มีนามว่าหลู่ซง คือหนึ่งในผู้อาวุโสของตระกูลหลู่ ทั้งยังเป็นหนึ่งในยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลหลู่อีกด้วย
ความปลอดภัยของหลู่หยางเกี่ยวข้องกับความเป็นตายของตระกูลหลู่ ย่อมต้องมียอดฝีมือคอยคุ้มกันเป็นธรรมดา
หลู่ซงมีความจงรักภักดีต่อหลู่หยางสูงยิ่งกว่าหลู่เม่าจง โดยพุ่งไปถึงเก้าสิบห้าแต้ม ซึ่งเป็นความจงรักภักดีที่ยิ่งกว่ายอมตายถวายหัวเสียอีก ต่อให้หลู่หยางสั่งให้หลู่ซงไปตาย เขาก็ย่อมฆ่าตัวตายโดยไม่ลังเลแน่ๆ
ค่าความจงรักภักดีระดับนี้หลู่หยางย่อมไม่แปลกใจ อย่างไรเสียหลู่ซงก็เป็นผู้อาวุโสของตระกูลหลู่ ไม่ว่าจะต่อตระกูลหลู่หรือต่อหลู่หยางที่เป็นผู้นำตระกูล เขาย่อมต้องมีความจงรักภักดีอย่างที่สุดอยู่แล้ว
นอกจากเรื่องคน รถม้าสิบกว่าคันที่เตรียมไว้ในตอนแรกยังถูกลดจำนวนลงไปมาก
สุดท้ายเหลือเพียงรถม้าสามคันในการออกเดินทาง
ผู้ที่ทำหน้าที่บังคับรถม้าให้หลู่หยางคือหลู่เม่าจง
ส่วนหลู่ซงและคนอื่นๆ ก็นั่งอยู่ในรถม้าอีกสองคันที่ตามหลังมา
...
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวผ่านไปเจ็ดวัน
ในวันนี้ ณ เขตชายแดนเขาคุนหลุน มีรถม้าสามคันเดินทางมาถึง
รถม้าคันหน้าที่นำขบวนมีการตกแต่งที่ดูหรูหราล้ำค่า มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นรถม้าของผู้ที่มีฐานะสูงส่งเท่านั้นถึงจะใช้ได้
นอกจากตัวรถม้าแล้ว ผู้บังคับรถม้าแต่ละคนล้วนดูไม่ธรรมดาเช่นกัน
เขาคุนหลุนมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี คนปกติไม่มีทางสวมเสื้อผ้าบางเบา ทว่าผู้บังคับรถม้าทั้งสามคันนี้ กลับสวมเพียงเสื้อผ้าเนื้อบางเท่านั้น หากเป็นคนธรรมดาคงหนาวจนทนไม่ไหว แต่ชายกลุ่มนี้มีใบหน้าแดงระเรื่อ ดูเหมือนจะไม่สัมผัสถึงความหนาวเหน็บเลยแม้แต่น้อย
ผู้บังคับรถม้าทั้งสามคันนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นพวกหลู่หยางที่เดินทางมาจากกังหนัมนั่นเอง
หลู่เม่าจงกับคนอื่นๆ ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ เมื่อถึงขอบเขตปราณแท้ก็สามารถต้านทานความหนาวได้แล้ว ยิ่งระดับปรมาจารย์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง หากไม่ใช่สถานที่หนาวเหน็บสุดขั้วจริงๆ พลังวัตรของพวกเขาย่อมเพียงพอที่จะทำให้ไม่ต้องสวมเสื้อผ้าหนาๆ เพื่อกันหนาว
“ท่านผู้นำ พวกเรามาถึงคุนหลุนแล้วขอรับ ข้างหน้ามีเมืองเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่ง พวกเราควรเข้าไปพักแรมสักหน่อยดีหรือไม่ขอรับ?” หลู่เม่าจงที่อยู่บนรถม้าคันแรกเอ่ยถามหลู่หยางที่อยู่ในรถด้วยความนอบน้อม
“เข้าไปพักสักหน่อยเถอะ” เสียงของหลู่หยางดังออกมาจากภายในรถม้า
ในตอนที่ออกจากกังหนัม หลู่หยางสั่งให้หลู่เม่าจงเปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้ามายังคุนหลุนก่อน
เรื่องนี้แม้พวกหลู่เม่าจงจะสงสัย แต่ก็ไม่ได้ซักถามอันใด อย่างไรเสียคำสั่งของหลู่หยางคือประกาศิต เมื่อหลู่หยางสั่ง พวกเขาก็เพียงแค่ทำตามแค่นั้น
เขาคุนหลุนนอกจากพ่อค้าที่สัญจรไปมาแล้ว โดยปกติจะหาคนนอกได้ยากยิ่ง
การปรากฏตัวของรถม้าพวกหลู่หยางจึงดึงดูดความสนใจและความสงสัยของผู้คนไม่น้อย
หลังจากเข้าสู่เมืองเล็กๆ ได้ไม่นาน หลู่เม่าจงหยุดรถม้าลงที่หน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
ทันทีที่รถม้าหยุดลง เสี่ยวเอ้อก็รีบวิ่งออกมาต้อนรับด้วยความนอบน้อมทันที
“นายท่านทุกท่าน ไม่ทราบว่าจะมารับประทานอาหาร หรือจะเข้าพักค้างคืนขอรับ?” เสี่ยวเอ้อมองหลู่เม่าจงแล้วถาม
“ทั้งสองอย่าง” หลู่เม่าจงตอบเสี่ยวเอ้อ
“เช่นนั้นเชิญด้านในเลยขอรับ”
เมื่อได้ยินคำตอบของหลู่เม่าจง เสี่ยวเอ้อก็รีบเชื้อเชิญด้วยความนอบน้อม
“อืม”
หลู่เม่าจงพยักหน้า จากนั้นเขาก็เลิกม่านรถม้าออก เพื่อให้หลู่หยางที่อยู่ภายในก้าวออกมา
หลังจากหลู่หยางเดินออกมาได้ไม่นาน พวกหลู่ซงต่างทยอยเดินออกมาจากรถม้าคันอื่นๆ
เมื่อเห็นกลุ่มคนเหล่านี้ เสี่ยวเอ้อในใจนึกเต็มไปด้วยความสงสัย
คนกลุ่มนี้มองดูแล้วท่าทางไม่ธรรมดา เหตุใดจึงมายังเขาคุนหลุนที่ห่างไกลเช่นนี้?
แม้จะสงสัย เสี่ยวเอ้อก็ไม่กล้าซักถาม เพราะบางครั้งความอยากรู้อยากเห็นอาจชักนำภัยมาสู่ตัวได้
“คุณชาย เชิญขอรับ”
หลู่เม่าจงผายมือไปยังโรงเตี๊ยมด้วยความนอบน้อมหลังจากหลู่หยางลงจากรถม้า
เมื่ออยู่ข้างนอก หลู่เม่าจงเปลี่ยนคำเรียกขานหลู่หยางเล็กน้อย เพราะคำว่า 'ท่านผู้นำ' นั้นฟังดูสะดุดตาและอาจทำให้คนสงสัยในภูมิหลังได้ เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากที่ไม่จำเป็น การเปลี่ยนคำเรียกย่อมดีกว่า
“อืม” หลู่หยางพยักหน้าให้หลู่เม่าจง แล้วเดินตรงไปยังโรงเตี๊ยม
เมื่อมาถึงเขาคุนหลุนแล้ว หลู่หยางก็ไม่ได้รีบร้อนตามหาคัมภีร์เก้าเอี้ยง เพราะช้าเร็วก็มีค่าเท่ากัน อย่างไรเสียคัมภีร์ก็อยู่ที่นี่ มันคงไม่หนีไปไหนอยู่แล้วใช่ไหม?
ทว่าในตอนที่หลู่หยางจวนจะก้าวเข้าสู่โรงเตี๊ยม จู่ๆ ก็มีเสียงใสราวกับกระดิ่งเงินของเด็กสาวดังมาจากที่ไกลๆ
“แม่ทัพดำ จอมพลดำ อย่าหนีนะ กลับมาเดี๋ยวนี้!”
เห็นเพียงสุนัขสีดำตัวมหึมาสองตัววิ่งพรวดออกมาจากที่ไกลๆ เบื้องหลังสุนัขดำมีเด็กสาวสวมชุดสีน้ำเงินคนหนึ่งวิ่งตามมา นางดูมีอายุประมาณสิบสองสิบสามปี และมีหน้าตางดงามมาก