- หน้าแรก
- ระบบทำดีวันละครั้งปั้นข้าให้เป็นเทพขุนพล
- บทที่ 25 - ให้พี่ดูฝีมือของเจ้าหน่อย
บทที่ 25 - ให้พี่ดูฝีมือของเจ้าหน่อย
บทที่ 25 - ให้พี่ดูฝีมือของเจ้าหน่อย
บทที่ 25 - ให้พี่ดูฝีมือของเจ้าหน่อย
อวี่เหวินเฉิงฮุ่ยและอวี่เหวินเฉิงหลง เดินตามอวี่เหวินฮว่าจี๋กลับมาที่จวนสกุลอวี่เหวิน
ในขณะนี้ สีหน้าของอวี่เหวินฮว่าจี๋ดูจริงจังมาก เขามองไปที่อวี่เหวินเฉิงฮุ่ยสองพี่น้อง ก่อนจะกล่าวเสียงเย็น "ดูเหมือนว่าข้าจะตามใจพวกเจ้ามากเกินไปจริงๆ ถึงได้บังอาจกล้าลงมือทำร้ายขุนนางราชสำนักท่ามกลางสายตาผู้คน ที่นี่คือเมืองต้าซิง เป็นเมืองหลวงใต้เบื้องพระยุคลบาทของโอรสสวรรค์ พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าจะทำอะไรตามอำเภอใจได้?"
ภายใต้การตำหนิของอวี่เหวินฮว่าจี๋ อวี่เหวินเฉิงหลงตัวสั่นงันงก ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
รวมถึงอวี่เหวินเฉิงฮุ่ยก็แสดงท่าทีหวาดหวั่นออกมาเช่นกัน
แม้ในใจเขาจะไม่ได้ตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย แต่อวี่เหวินฮว่าจี๋กำลังอยู่ในอารมณ์โกรธจัด ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปต่อปากต่อคำ
ในขณะนั้นเอง ก็มีร่างหนึ่งเดินเข้ามาจากด้านนอก นึกไม่ถึงว่าจะเป็นอวี่เหวินเฉิงตูที่กลับมาแล้ว
เมื่ออวี่เหวินเฉิงตูเห็นท่าทางของหลายๆ คน ก็อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าสงสัย เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ "ท่านพ่อ น้องรอง น้องสามเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกหรือขอรับ?"
เมื่อเห็นอวี่เหวินเฉิงตู สีหน้าของอวี่เหวินฮว่าจี๋ก็คลายลงเล็กน้อย แต่เขาก็ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า "ไอ้ลูกทรพีสองคนนี้ ทำเอาข้าแทบจะบ้าตาย พวกเขาไปหอไป่ฮว่าก็แล้วไปเถอะ ถึงกับกล้าซ้อมหม่าซูโหมวกลางที่สาธารณะ จนถูกเอาไปฟ้องร้องต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาท ตอนนี้เป็นอย่างไรล่ะ ฝ่าบาทมีรับสั่งให้พวกเขาสองคนเป็นแม่ทัพหน้าและรองแม่ทัพหน้า ติดตามหานฉินหู่ลงใต้ปราบกบฏแล้ว"
อวี่เหวินฮว่าจี๋เล่าเรื่องราวอย่างชัดเจนและรวบรัด เมื่ออวี่เหวินเฉิงตูได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกตกตะลึงเช่นกัน
แม้เขาจะไม่มีความสนิทสนมอะไรกับหม่าซูโหมว แต่ทุกคนต่างก็ทำงานรับใช้หยางกว่าง ย่อมต้องรู้จักกันเป็นธรรมดา
ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดประโยคหลังของอวี่เหวินฮว่าจี๋ ยิ่งทำให้สีหน้าของอวี่เหวินเฉิงตูเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า "จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร น้องรองไม่ได้ฝึกวรยุทธ์ เป็นแต่วิชาแมวสามขา ส่วนน้องสามแมัจะเพิ่งฝึกเพลงขวาน แต่ก็ยังไม่ถึงหนึ่งเดือน จะให้พวกเขาเป็นทัพหน้าได้อย่างไร? ท่านพ่อ ข้าจะไปขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทเดี๋ยวนี้ เพื่อขอให้ฝ่าบาททรงถอนรับสั่งขอรับ"
เห็นได้ชัดว่าในมุมมองของอวี่เหวินเฉิงตู การที่อวี่เหวินเฉิงฮุ่ยสองพี่น้องไปซ้อมหม่าซูโหมวก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร ตราบใดที่คนที่เสียเปรียบไม่ใช่คนในครอบครัวก็พอแล้ว
ปัญหาที่แท้จริงคือ หยางกว่างกลับจะให้อวี่เหวินเฉิงฮุ่ยสองพี่น้องไปเป็นทัพหน้าของกองทัพต่างหาก
ในฐานะขุนพล อวี่เหวินเฉิงตู้ย่อมรู้ดีถึงหน้าที่ของทัพหน้า นั่นคือบทบาทที่ต้องนำหน้าทหาร บุกทะลวงค่ายศัตรูเลยนะ!
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของน้องชายทั้งสอง เขาจะเมินเฉยได้อย่างไร?
แต่ไม่นาน อวี่เหวินฮว่าจี๋ก็ส่ายหน้าพลางกล่าว "ฝ่าบาททรงมีราชโองการแล้ว เรื่องนี้ไม่มีทางพลิกแพลงได้อีก โทษใครได้ล่ะที่พวกเขามักจะออกไปก่อเรื่องวุ่นวายข้างนอก ก็สมควรให้พวกเขาได้หลาบจำเสียบ้าง"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ อวี่เหวินฮว่าจี๋ก็รู้สึกจนใจเล็กน้อย
แม้เขาจะเกลียดที่ลูกไม่เอาถ่าน แต่ถึงอย่างไรก็เป็นลูกชายของตน จะเมินเฉยได้อย่างไร
อวี่เหวินเฉิงตูเงียบไปครู่หนึ่ง และพูดไม่ออกเช่นกัน
ในขณะนั้นเอง อวี่เหวินเฉิงฮุ่ยก็พูดขึ้นว่า "ท่านพ่อ พี่ใหญ่ ความจริงพวกท่านไม่ต้องกังวลหรอก แม้ข้าจะฝึกวรยุทธ์ได้ไม่นาน แต่ก็ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ฝีมือตอนนี้เทียบกับเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว มีข้าอยู่ รับรองว่าจะดูแลพี่รองและปกป้องตัวเองได้เป็นอย่างดีแน่นอน"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ตอนแรกอวี่เหวินเฉิงหลงก็ยังไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ แต่ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็เริ่มรู้สึกตัวและตระหนักถึงปัญหา
เมื่อครู่โดนอวี่เหวินเฉิงตูหาว่าเป็นวิชาแมวสามขาก็แล้วไปเถอะ แต่เขาไม่ใช่คนที่ถูกอวี่เหวินเฉิงฮุ่ยลากเข้าไปเอี่ยวด้วยหรอกหรือ ทำไมพูดแบบนี้ กลายเป็นว่าเขาเป็นตัวถ่วงไปได้ล่ะ?
แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยปากค้าน อวี่เหวินเฉิงตูที่อยู่ด้านหน้าก็มีสีหน้าอยากรู้อยากเห็นเต็มเปี่ยม "น้องสามพูดจริงหรือ อู่อวิ๋นเจาแห่งด่านหนานหยางไม่ใช่คนธรรมดานะ ภายใต้บังคับบัญชาของเขามียอดขุนพลและทหารกล้ามากมาย ฝีมือไม่ธรรมดา ไม่ได้จัดการได้ง่ายๆ หรอกนะ"
อวี่เหวินเฉิงตูรู้ดีว่าอวี่เหวินเฉิงฮุ่ยมีพรสวรรค์ วรยุทธ์ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็สามารถฝึกฝนเพลงขวานอันลึกล้ำจนหลอมรวมทะลุปรุโปร่งได้ นับว่าประมาทไม่ได้เลยจริงๆ
แต่ด้วยฝีมือแค่นี้ จะบอกว่ารับตำแหน่งทัพหน้าได้ เกรงว่าจะไม่ง่ายอย่างที่คิดล่ะมั้ง
เพราะเรื่องในสนามรบไม่ใช่เรื่องล้อเล่น อาจเจออันตรายได้ทุกเมื่อ ไม่ใช่เรื่องที่จะมาคุยโวโอ้อวดกันได้
รวมถึงอวี่เหวินฮว่าจี๋ ก็มีสีหน้าจริงจังเช่นกัน
แม้การที่อวี่เหวินเฉิงฮุ่ยซ้อมหม่าซูโหมวอย่างหนัก แต่นั่นคือการลอบโจมตี สถานการณ์ย่อมแตกต่างกัน ไม่สามารถชี้วัดได้ว่าฝีมือของอวี่เหวินเฉิงฮุ่ยอยู่เหนือหม่าซูโหมว
และต่อให้เก่งกว่าหม่าซูโหมว ก็ไม่ได้หมายความว่าการเดินทางครั้งนี้จะราบรื่นเสมอไป
หากหม่าซูโหมวฝีมืออ่อนด้อยจนต้องตายในสนามรบ มันก็เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน
เมื่อเผชิญกับการซักไซ้ของอวี่เหวินเฉิงตู อวี่เหวินเฉิงฮุ่ยกลับดูใจเย็นมาก เขาตอบอย่างมั่นใจว่า "พี่ใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วง เรื่องนี้สำคัญมาก ข้าย่อมไม่พูดจาส่งเดชแน่นอน ด้วยฝีมือของข้าในตอนนี้ ย่อมเอาไปเทียบกับพี่ใหญ่ไม่ได้หรอก แต่คนธรรมดาทั่วไปก็ทำอะไรข้าไม่ได้เช่นกัน"
เมื่อได้รับคำตอบเช่นนี้ อวี่เหวินเฉิงตูก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับตัดสินใจได้ เขากล่าวอย่างจริงจังว่า "ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีความมั่นใจในความก้าวหน้าของตัวเองอยู่ไม่น้อย ถ้าอย่างนั้นก็ใช้โอกาสนี้ เจ้ามาประลองกับพี่ดู ให้พี่ดูหน่อยว่าฝีมือของเจ้าเป็นอย่างไร? หากฝีมือของเจ้าสามารถทำให้พี่พอใจได้ เรื่องนี้ก็แล้วแต่เจ้าจะตัดสินใจ พี่กับท่านพ่อจะไม่เข้าไปยุ่ง แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น พี่ก็คงต้องไปขอพบจอมทัพหาน เพื่อขอให้เขาช่วยจัดการให้แล้ว"
เมื่ออวี่เหวินเฉิงตูพูดมาถึงขนาดนี้ อวี่เหวินเฉิงฮุ่ยย่อมไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ เขาคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ลองดูแล้วกัน"
แม้อวี่เหวินเฉิงฮุ่ยจะฝึกวรยุทธ์เพื่อปกป้องตัวเอง แต่เมื่อถึงเวลาคับขันก็ต้องแสดงฝีมือออกมาบ้าง จะมัวแต่ปิดบังไว้ตลอดไปก็คงน่าเบื่อแย่
อวี่เหวินฮว่าจี๋ไม่ได้เอ่ยปากห้าม เขาเองก็อยากเห็นเหมือนกันว่าอวี่เหวินเฉิงฮุ่ยมีความก้าวหน้าไปถึงไหนในช่วงนี้?
หากฝีมือของอวี่เหวินเฉิงฮุ่ยรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วจริง ย่อมเป็นข่าวดีอย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่แน่ว่าตระกูลอวี่เหวินของเขา ในอนาคตอาจจะมีขุนพลผู้ยิ่งใหญ่อีกคนก็เป็นได้
ต่อให้อวี่เหวินเฉิงฮุ่ยไม่ได้มีฝีมือทัดเทียมกับอวี่เหวินเฉิงตู แต่ด้วยฐานะของตระกูลอวี่เหวิน ก็ยังสามารถสนับสนุนให้อวี่เหวินเฉิงฮุ่ยก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงและมีอำนาจหน้าที่สำคัญได้เช่นกัน
ส่วนอวี่เหวินเฉิงหลงกลับตกใจเป็นอย่างมาก น้องสามช่างใจกล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้เชียวหรือ ถึงกับกล้าประลองกับพี่ใหญ่ เขาเอาความมั่นใจมาจากไหน ฝีมือของเขาเก่งกาจถึงเพียงนี้แล้วหรือ?
แม้ปกติแล้วอวี่เหวินเฉิงหลงจะใช้ชีวิตแบบปล่อยปละละเลยอย่างมีความสุข แต่ในเวลานี้ ก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความกังวลขึ้นมา
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เขาจะไม่กลายเป็นตัวไร้ประโยชน์เพียงคนเดียวของตระกูลอวี่เหวินหรอกหรือ?
เมื่อถึงเวลานั้น สถานะของเขา จะไม่ตกต่ำยิ่งกว่าสุนัขเลยหรือ?
ไม่มีใครสนใจความคิดของอวี่เหวินเฉิงหลง พวกเขาพากันมาที่ลานประลองที่สวนหลังบ้าน
อวี่เหวินเฉิงตูขึ้นไปยืนบนลานประลองแล้ว เขาหยิบทวนยาวขึ้นมาเล่มหนึ่ง ท่าทีเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม
อวี่เหวินเฉิงฮุ่ยไม่ได้ชักช้า เขาขึ้นไปยืนบนลานประลองเช่นกัน ขณะที่เขากำลังจะหยิบขวานใหญ่แบบมาตรฐานขึ้นมาเพื่อใช้สู้กับทวนยาวของอวี่เหวินเฉิงตู เขาก็ได้ยินอวี่เหวินเฉิงตูกล่าวขึ้นว่า "ไม่ต้อง น้องสาม เจ้าใช้ขวานเบิกเขาลงทองลายเมฆาเล่มนั้นเถอะ อีกประเดี๋ยวจงทุ่มสุดกำลัง ไม่ต้องออมมือ ให้พี่ได้สัมผัสถึงความแข็งแกร่งทั้งหมดของเจ้าอย่างเต็มที่"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ อวี่เหวินเฉิงฮุ่ยครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ ก็ตกลงในทันที
ไม่ว่าอวี่เหวินเฉิงฮุ่ยจะก้าวหน้าไปเร็วแค่ไหน แต่ฝีมือของเขาในตอนนี้ก็ยังห่างชั้นกับอวี่เหวินเฉิงตูอยู่มาก ต่อให้เขาใช้อาวุธประจำตัวเพื่อชิงความได้เปรียบ ก็ไม่อาจคุกคามอวี่เหวินเฉิงตูได้อย่างแน่นอน
(จบแล้ว)