เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49 - เทพกระบี่ผู้ผยอง

บทที่ 49 - เทพกระบี่ผู้ผยอง

บทที่ 49 - เทพกระบี่ผู้ผยอง


บทที่ 49 - เทพกระบี่ผู้ผยอง

"เพลงกระบี่คุนหลุนงั้นรึ พูดกว้างไปหน่อยนะ" เหรินเส้าหยางพิจารณาดูอย่างละเอียด

ประโยคแรกที่ปรากฏแก่สายตาก็คือ "กระบี่คุนหลุนหลั่งเลือดเป็นสายน้ำ ขับเคลื่อนตะลุยไกลพันลี้สู่แม่น้ำฮวงโหสีเหลืองอร่าม"

เหรินเส้าหยางอึ้งไป รีบอ่านต่อไปอย่างรวดเร็ว

[ได้รับเคล็ดวิชารวมเพลงกระบี่สำนักคุนหลุน เพลงกระบี่สิบสามคุนหลุน]

[กระบี่เหมันต์ กระบี่พิษกู่ กระบี่เงา กระบี่คลื่น กระบี่เสือดาว กระบี่พายุ กระบี่เหลือม กระบี่เหิน กระบี่หลบหลีก กระบี่อัสนี กระบี่มาร กระบี่ทรราช กระบี่อำมหิต]

(หมายเหตุ หากทำความเข้าใจเพลงกระบี่สิบสามคุนหลุนจนถ่องแท้ สามารถบรรลุถึงขั้นรังสีดาบได้ จะได้รับการขนานนามว่าเป็น เทพกระบี่ และเพลงกระบี่คุนหลุนก็จะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นวิชาเพลงกระบี่ระดับ หมื่นสำนักเลื่อมใส ได้อีกด้วย)

"พระเจ้าช่วย"

เหรินเส้าหยางเบิกตากว้าง ความดีใจเอ่อล้นออกมาทางสีหน้า

"แซ่จั๋วเหมือนกัน เทพกระบี่อะไรของแก แล้วนี่มันเทพกระบี่อะไรของข้า"

"เพลงกระบี่คุนหลุนอะไรกัน นี่มันเพลงกระบี่ของเทพกระบี่จั๋วหลิงเจาชัดๆ"

เพลงกระบี่สิบสามคุนหลุนที่ระบบโปรโกงมอบให้เป็นรางวัลในครั้งนี้ มาจากนิยายเรื่องยอดวีรบุรุษของขันทีเฒ่าซุนเสี่ยว เป็นสุดยอดเพลงกระบี่ของสำนักคุนหลุนในเรื่อง รวบรวมโดยหนึ่งในสี่ยอดปรมาจารย์ของเรื่อง จั๋วหลิงเจา เจ้าสำนักคุนหลุน

แม้คนผู้นี้จะมีนิสัยโหดเหี้ยมเย็นชา ทำทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมายโดยไม่สนวิธีการ แต่ชั่วชีวิตของเขาล้วนทุ่มเทให้กับการแสวงหาความเป็นเลิศในวิถีกระบี่ ไม่เคยละทิ้งอุดมการณ์ในใจเลยแม้แต่น้อย

เรียกได้ว่าเป็นตัวร้ายที่มีจุดเด่นน่าสนใจมากทีเดียว

หากพูดถึงแค่เพลงกระบี่สิบสามคุนหลุน เมื่ออยู่ในมือของจั๋วหลิงเจา ก็เปล่งประกายอานุภาพอันร้ายกาจ ความดุดันในการโจมตีนั้นสามารถจัดอยู่ในระดับแนวหน้าของนิยายเรื่องนี้ได้อย่างสบายๆ

"ดี ดี ดี เพลงกระบี่ใช่ไหม" เหรินเส้าหยางชักท่อนเหล็กออกมา หมุนเล่นในมือพลางพิจารณาดูอย่างละเอียด "ของดี ของดีจริงๆ บางทีนี่อาจจะเป็นลิขิตสวรรค์ก็ได้นะ"

"รับรางวัล"

เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องในหัว ความรู้สึกคันยิบๆ ที่คุ้นเคยพลุ่งพล่านขึ้นมาจากจุดตันเถียนบน จุดตันเถียนกลาง และจุดตันเถียนล่างพร้อมกัน

เหรินเส้าหยางหน้ามืดตามัว ความรู้สึกว่างเปล่าแล่นริ้วไปทั่วร่าง ทันใดนั้นร่างกายก็ทรงตัวมั่นคง เสียงร้องโหยหวนและเสียงอาวุธปะทะกันดังก้องเข้าหู

เมื่อเขาลืมตาขึ้น ก็พบว่าตัวเองกำลังลอยอยู่เหนือคฤหาสน์หรูหราแห่งหนึ่ง ที่ประตูทางเข้ามีทหารชูปืนไฟนับร้อยยืนขวางอยู่ ด้านหลังมีเหล่ายอดฝีมือทั้งพระและนักพรตนำกองกำลังทหารองครักษ์เสื้อแพรคุมเชิงอยู่

เมื่อเลื่อนสายตาไปที่ลานกว้าง ก็เห็นชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีขาวยืนตระหง่านอยู่กลางลาน ในมือถือลูกเหล็กเอาไว้ลูกหนึ่ง

เขาคนนั้นคือเทพกระบี่จั๋วหลิงเจานั่นเอง

ทว่าในเวลานี้จั๋วหลิงเจาเสื้อผ้าอาบชุ่มไปด้วยเลือด สีหน้าตื่นตระหนกหวาดหวั่น

นั่นก็เป็นเพราะมีกลุ่มมือกระบี่ในชุดสีขาวเหมือนกันกับเขา กำลังชี้ปลายกระบี่มาทางเขาอย่างพร้อมเพรียงกัน

เหรินเส้าหยางรู้ดีว่า นี่คือฉากปิดม่านชีวิตของเทพกระบี่

จั๋วหลิงเจาผู้นี้เชื่อมั่นในพละกำลัง ทำอะไรไม่เคยเหลือทางถอยให้ใคร

แต่ก็เพราะพละกำลังที่ทำให้เขาผงาดขึ้นมา ก็เป็นพละกำลังที่ทำให้เขาพ่ายแพ้เช่นกัน เมื่อไม่เหลือทางถอยให้ใคร สุดท้ายก็ไม่เหลือทางถอยให้ตัวเอง

หลายปีมานี้เขาปล่อยปละละเลยให้ศิษย์สำนักคุนหลุนเข่นฆ่าผู้คนปล้นสะดม ทำเรื่องเลวร้ายสารพัด ภายในสำนักจะไปเหลือผู้มีคุณธรรมความซื่อสัตย์ได้อย่างไร ในการต่อสู้ครั้งนี้ ศิษย์สำนักคุนหลุนไม่ถูกซื้อตัวก็หวาดกลัวจนหัวหด ถึงกับพร้อมใจกันทรยศเขาจนหมดสิ้น

แต่เทพกระบี่ก็ยังคงเป็นเทพกระบี่อยู่วันยังค่ำ เห็นเพียงเขาอัดฉีดพลังลมปราณเข้าไปในลูกเหล็กในมือ ซึ่งก็คือกระบี่เทวะจับมังกรนั่นเอง

ชั่วพริบตานั้น คมดาบนับไม่ถ้วนก็พุ่งทะยานออกมา พลิ้วไหวไปรอบตัวเขาราวกับสาหร่ายทะเล

"เวรเอ๊ย" เหรินเส้าหยางตกใจจนตาแทบถลน "ไอนี่มันดูเหมือนปีศาจหนวดปลาหมึกเลยว่ะ หลอนจนสติกระเจิงหมดแล้ว"

ภาพที่เห็นคือจั๋วหลิงเจาฝืนทนต่ออาการบาดเจ็บสาหัส ตวัดกระบี่ตัดร่างศิษย์ทรยศขาดเป็นสองท่อน จากนั้นคมกระบี่ก็เลื้อยไปมาราวกับงูยักษ์นับไม่ถ้วน ฟันร่างพลปืนไฟแถวหน้าขาดสะบั้น

เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากหน้าอกของจั๋วหลิงเจา แต่ก็ยิ่งกระตุ้นให้เขาบ้าคลั่งมากขึ้น วิ่งตะบึงรวดเร็วดั่งสายฟ้า เห็นใครก็ฆ่าทิ้งอย่างไร้ความปรานี

เหรินเส้าหยางลอยอยู่ข้างๆ เขา เฝ้ามองเจ้าสำนักคุนหลุนผู้นี้สำแดงเดชอย่างไม่กะพริบตา ปลดปล่อยสุดยอดวิชาของเทพกระบี่ออกมาอย่างเต็มที่

"แค่โดนเฉี่ยวก็หน้าซีดเผือด ร่างกายอ่อนระทวย อ้อ นี่คงจะเป็นกระบี่เหมันต์สินะ"

"อูย แทงแค่หัวไหล่ แต่ทำไมถึงระเบิดหรรมกระจุยเลยล่ะ อ๋อ นี่คือกระบี่พิษกู่นี่เอง"

"โห ความเร็วระดับนี้ คลื่นดาบแบบนี้ รังสีอำมหิตขนาดนี้ เป็นการผสานกระบี่เงา กระบี่คลื่น และกระบี่พิษกู่เข้าด้วยกันสินะ เร็วจนมองไม่เห็นเงาเลย เวรเอ๊ย คอมโบแบบนี้ถ้าไม่โดนเนิร์ฟจะเอาชนะได้ไงวะ"

"อ้าว ทำไมเขาถึงโยนกระบี่เทวะจับมังกรทิ้งล่ะ"

เหรินเส้าหยางทำหน้างง

เห็นเพียงลูกเหล็กกระบี่นั้นสั่นสะเทือนกลางอากาศ ส่งเสียงครางหึ่งๆ สาดประกายแสงสีฟ้าอมน้ำเงิน ทันใดนั้นก็แตกตัวออกเป็นคมกระบี่นับร้อยเล่ม ดูคล้ายกับเม่นทะเลขนาดยักษ์ ชั่วพริบตาก็พุ่งทะลวงสังหารทหารนับร้อยนายจนสิ้นชีพ ไม่มีใครรอดชีวิตไปได้แม้แต่คนเดียว

"แม่ร่วง นี่น่ะเรอะกระบี่เหิน" เหรินเส้าหยางรู้สึกเหลือเชื่อจนหลุดขำออกมา "เดิมทีก็เป็นแค่วิชาไม้ตายก้นหีบ แต่พอเอามาผสานกับกระบี่เทวะจับมังกรกลับพลิกแพลงได้ขนาดนี้ มันต่างอะไรกับกระบี่บินล่ะเนี่ย"

ในขณะที่จั๋วหลิงเจาร่ายรำเพลงกระบี่สิบสามคุนหลุนไปตามสัญชาตญาณ กระบวนท่ากระบี่ที่ถูกประทับลงในหัวของเหรินเส้าหยางก็ยิ่งแจ่มชัดมากขึ้นเรื่อยๆ

เขาเกิดความรู้สึกอยากลอง เคล็ดวิชาปางละทิ้งตัวตนสำแดงฤทธิ์เดช ปล่อยวางจิตใจให้ว่างเปล่า ดวงตาเหม่อลอย แต่ร่างกายกลับร่ายรำไปตามธรรมชาติ

หากมองจากมุมมองของพระเจ้าในเวลานี้ ก็จะพบกับภาพอันน่าประหลาดใจ

เห็นเพียงมือกระบี่ชุดขาว รอบกายเต็มไปด้วยคมกระบี่สีฟ้าอมน้ำเงิน ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหว ยืดหดพลิกแพลง แฝงไปด้วยความมหัศจรรย์ไร้ที่สิ้นสุด

ที่ด้านหลังของเขา กลับมีร่างโปร่งใสร่างหนึ่งลอยอยู่ ทำท่าทางเงอะๆ งะๆ ร่ายรำตามเขาไป

เขายกมือ ร่างนั้นก็ยกมือ เขาเตะเท้า ร่างนั้นก็เตะเท้า

เป็นเช่นนี้เรื่อยไป จากตอนแรกที่ดูทุลักทุเลทนดูไม่ได้ ก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนท่าทางให้ถูกต้อง จนกระทั่งหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในที่สุด

ทีละน้อย ทีละน้อย ก็กลายเป็นเหมือนคนคนเดียวกัน แยกแยะไม่ออก

ทันใดนั้น เหรินเส้าหยางก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา

ในหัวของเขาได้ประทับกระบวนท่าและเคล็ดวิชาการเดินพลังลมปราณของเพลงกระบี่สิบสามคุนหลุนเอาไว้จนหมดสิ้นแล้ว เขารู้สึกยินดียิ่งนัก ขอเพียงแค่กลับไปหมั่นฝึกฝนอย่างหนัก ผนวกกับฟังก์ชันย้อนเวลากลับไปต่อสู้เสี่ยงตายกับศัตรูตัวฉกาจอย่างเฉาเซ่าชินหรือปรมาจารย์ดาบโลหิต

ภายในเวลาอันสั้น เขาก็จะสามารถทำความเข้าใจเพลงกระบี่ชุดนี้จนแตกฉานได้อย่างแน่นอน

จังหวะนั้นเอง ก็มีเสียงตวาดดังลั่น

เหรินเส้าหยางก้มลงมอง ก็เห็นจั๋วหลิงเจาที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกร บัดนี้กำลังร่อแร่ใกล้ตาย แต่เขาไม่ได้ตาย กลับถูกชายร่างกำยำคนหนึ่งช่วยเหลือเอาไว้ ชายผู้นี้อาศัยเพียงขาสองข้างวิ่งทะยานไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็หนีไปไกลแล้ว

เหรินเส้าหยางรีบตามไป เขารู้ดีว่าฉากต่อไปนี้คือฉากปิดม่านอันเจิดจรัสที่สุดของเทพกระบี่

บนหน้าผาแห่งหนึ่ง จั๋วหลิงเจามอบคัมภีร์กระบี่โบราณที่บันทึกสุดยอดวิชาทั้งชีวิตของเขาให้แก่ชายร่างกำยำ ซึ่งก็คืออู่ติ้งหยวน คู่ปรับตลอดกาลของเขา

จากนั้นก็กระโดดลงไปในหุบเขาลึกอย่างเด็ดเดี่ยว แหงนหน้ามองฟ้าถอนหายใจ น้ำตาร่วงหล่น เอ่ยเสียงแผ่วเบา "ขอให้ชาติหน้า ข้าได้เกิดเป็นมือกระบี่อีกครั้งเถิด"

แสงกระบี่สว่างวาบ เทพกระบี่ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคก็ดับสูญไปตลอดกาล

เหรินเส้าหยางลอยอยู่กลางอากาศ เฝ้ามองฉากสุดท้ายของเขาอย่างเงียบๆ ท่อนเหล็กที่เอวของเขาสั่นสะท้านไม่หยุด คล้ายกับจะพุ่งทะยานแหวกอากาศออกไป

เขาไม่ได้ชื่นชอบจั๋วหลิงเจา คนผู้นี้ทำเรื่องชั่วช้าสารพัด ตายร้อยครั้งก็ยังไม่สาสม แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เลื่อมใสในความตั้งใจจริงที่อุทิศตนให้กับวิถีกระบี่ แสวงหาความสมบูรณ์แบบอย่างไม่ย่อท้อของจั๋วหลิงเจา

ในขณะที่เขากำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งและดุดันดังขึ้น

"ข้าว่าแล้วเชียว ตอนที่อยู่จวนของเจียงชง ข้ารู้สึกเย็นสันหลังวาบ ที่แท้ก็มีภูตผีปีศาจมาทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่นี่เอง"

เหรินเส้าหยางไม่รู้สึกแปลกใจอะไร หันกลับไปส่งยิ้มให้

ภาพที่เห็นคือชายชุดขาวรูปร่างหน้าตาดูเป็นบัณฑิต อ่อนน้อมถ่อมตน ยืนอยู่ด้านหลังเขา

ชายผู้นี้ดูอายุราวๆ ห้าสิบปี ใบหน้าคมสัน คิ้วเข้มชี้ขึ้นเป็นรูปดาบ ดวงตาทั้งคู่สุกสกาวเป็นประกาย

เหรินเส้าหยางประสานมือคารวะ "ผู้น้อยเหรินเส้าหยาง ขอคารวะเทพกระบี่จั๋ว"

จั๋วหลิงเจาหรี่ตามองเขา สายตาของเขาแหลมคมดุจดาบยาวที่ผ่านการตีขึ้นรูปมานับครั้งไม่ถ้วน กวาดมองไปบนใบหน้าของเขา

เหรินเส้าหยางช้อนตาขึ้นสบตา รู้สึกปวดแปลบที่ดวงตาราวกับถูกเข็มทิ่มแทง

จั๋วหลิงเจาจ้องมองอยู่นาน ถึงได้หัวเราะออกมา "ผู้น้อยงั้นรึ งั้นก็ไม่ใช่ภูตผีปีศาจน่ะสิ" เขายิ้มมุมปาก น้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ขึ้นมาทันที "หลานชายเอ๋ย การแอบฝึกเคล็ดวิชาลับของสำนักอื่น ตามกฎยุทธภพแล้ว จะต้องถูกตีจนตายเชียวนะ"

เหรินเส้าหยางสูดลมหายใจเข้าลึก ยิ้มเจื่อนๆ "ท่านนี่นะ ต่อให้ตายไปแล้วนิสัยก็ยังแย่เหมือนเดิม"

"ฮ่าฮ่าฮ่า" จั๋วหลิงเจาระเบิดเสียงหัวเราะ "จั๋วผู้นี้แก้ไม่หายหรอก"

"ก็คงแก้ไม่หายจริงๆ นั่นแหละ" เหรินเส้าหยางเสริม "ถ้าแก้ได้ก็ไม่ใช่เทพกระบี่จั๋วแล้วสิ"

"พูดได้ดี"

จั๋วหลิงเจาชี้ไปที่เอวของเหรินเส้าหยาง สั่งเสียงกร้าว "ไอ้หนู เอาท่อนไม้กวาดของเจ้ามาให้ข้าดูหน่อยสิ"

เหรินเส้าหยางโมโห "ท่านนี่ไม่เกรงใจกันเลยนะ"

จั๋วหลิงเจาเท้าสะเอวหัวเราะ "สุดยอดวิชาคุนหลุนของข้าโดนเจ้าแอบขโมย เอ๊ย แอบเรียนไปหมดแล้ว เจ้าก็ถือว่าเป็นศิษย์สำนักคุนหลุนของข้าแล้ว ในฐานะเจ้าสำนัก ข้าขอดูหน่อยมันจะผิดตรงไหน"

เอาล่ะ ไอ้แก่คนนี้เริ่มเล่นแง่ซะแล้ว

เหรินเส้าหยางจนปัญญา แต่ก็ยอมดึงท่อนเหล็กออกมาส่งให้เขาดู

พอจั๋วหลิงเจารับไปถือไว้ ท่อนเหล็กที่เคยสั่นสะท้านอยู่เมื่อครู่ก็นิ่งสนิทราวกับงูตาย ยอมให้เขาจับหมุนไปมาตามใจชอบ

"ไอ้หนู" จู่ๆ จั๋วหลิงเจาถามขึ้น "เมื่อกี้ข้าเพิ่งจะโยนกระบี่จับมังกรลงหุบเขาไป แล้วทำไมเจ้าถึงมีกระบี่เทวะจับมังกรอีกลูกล่ะ"

เหรินเส้าหยางตอบอย่างตรงไปตรงมา "ท่านก็คิดซะว่าข้ากำลังฝันอยู่ก็แล้วกัน"

จั๋วหลิงเจาเลิกคิ้วขึ้น ประหลาดใจยิ่งนัก "หรือว่านี่คือเคล็ดวิชามังกรจำศีลของท่านปรมาจารย์ซีอี ถึงได้มาพบเจอกับข้าในความฝันได้"

เขายิ้มบางๆ แล้วก็เลิกซักไซ้ไล่เลียง หันมาพิจารณาท่อนเหล็กสีดำสนิทในมือแทน

"สหายเก่าเอ๋ย ทำไมเจ้าถึงถูกขังอยู่ในปลอกเหล็กนี่ได้ล่ะ"

เขาลองออกแรงบีบดูเบาๆ ก็ได้ยินเสียงดังแกร๊ก ปลายท่อนเหล็กสาดประกายแสงสีฟ้าอมน้ำเงิน คมกระบี่ยืดยาวออกไปหลายศอก

เท่านั้นยังไม่พอ คมกระบี่สั่นระริก โค้งงอราวกับเถาวัลย์ประหลาด พลิ้วไหวร่ายรำอยู่กลางอากาศอย่างสับสนวุ่นวาย

เหรินเส้าหยางมองดูจนคิ้วขมวดเข้าหากัน "เล่นแบบนี้ก็ได้เหรอ"

จั๋วหลิงเจาลองกวัดแกว่งดูสองสามที ขมวดคิ้วมุ่น แค่นเสียงเย็นชา แล้วโยนท่อนเหล็กกลับคืนให้

เหรินเส้าหยางยื่นมือไปรับไว้

เห็นเพียงจั๋วหลิงเจามีรังสีอำมหิตแผ่ซ่าน น้ำเสียงเย็นเยียบ "ลงทุนน่าดูเลยนะ ถึงกับเอาเหล็กเย็นดาวตกมาหลอมเป็นเปลือกนอก ขังกระบี่เทวะจับมังกรเอาไว้ นี่มันกะจะไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกเลยนี่หว่า"

เหรินเส้าหยางเห็นเขาอารมณ์เสีย ก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอะไร ยิ้มแย้มเอ่ยขึ้น "เทพกระบี่จั๋ว..."

ยังพูดไม่ทันจบ ก็ได้ยินจั๋วหลิงเจาแค่นเสียงเย็น "จะมามัวทำตัวห่างเหินกันทำไม เรียกข้าว่าเจ้าสำนักสิ"

เหรินเส้าหยางหัวเราะแหะๆ "ท่านเจ้าสำนัก แล้วท่านรู้วิธีปลดผนึกมันไหมล่ะ เพลงกระบี่คุนหลุนจะแสดงอานุภาพสูงสุดได้ ก็ต้องใช้คู่กับกระบี่เทวะจับมังกรนี่แหละ"

จั๋วหลิงเจาหัวเราะร่วน ดูพอใจเป็นอย่างมาก แต่พอเสียงหัวเราะเงียบลง เขากลับส่ายหน้าปฏิเสธ

"ข้าปลดไม่ได้หรอก ต่อให้ข้ายังมีชีวิตอยู่ก็ปลดไม่ได้"

"หา" เหรินเส้าหยางอึ้งไปเลย "เจ้านี่มันแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยเหรอ"

จั๋วหลิงเจาหัวเราะ "เหล็กเย็นดาวตกเป็นแร่ที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า กระบี่ชื่อดังอย่างจ้านหลู หรือกระบี่มารอย่างกระบี่โทสะสวรรค์ ล้วนแต่หลอมมาจากเหล็กชนิดนี้ทั้งนั้น จึงคงกระพันมานานนับพันปี"

เหรินเส้าหยางยิ้มเจื่อนๆ "ท่านเจ้าสำนัก ท่านอย่ามาอมพะนำอยู่เลย ดูท่าทางท่านรู้เรื่องดีขนาดนี้ คงจะรู้วิธีปลดผนึกมันตั้งนานแล้วใช่ไหมล่ะ"

จั๋วหลิงเจาชี้หน้าเขา ส่ายหน้าหัวเราะ "ไอ้เด็กจอมขี้เกียจเอ๊ย" พูดจบก็เปลี่ยนเรื่อง "เรื่องแบบนี้มันต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญ เจ้าต้องไปหาโอวหยางหนาน ช่างตีเหล็กแห่งเจียงหนาน ให้เขาใช้เตาหลอมสวรรค์หงอู่ช่วยหลอมเหล็กเย็นนี่ออก ถึงจะปลดปล่อยกระบี่จับมังกรออกมาได้"

โอวหยางหนานงั้นรึ

นั่นมันคนในยุคจิ่งไท่ไม่ใช่เหรอ

ข้าอยู่ในยุคเทียนฉีนะโว้ย ต่อให้เกิดระเบิดครั้งใหญ่จนข้าย้อนเวลากลับไป ข้าก็คงไม่มีโอกาสได้เจอเขาหรอก

เหรินเส้าหยางลอบถอนหายใจในใจ แต่ก็ยังคงรักษากิริยาอาการ ประสานมือคารวะ "ขอบคุณท่านเจ้าสำนักที่ชี้แนะ"

จั๋วหลิงเจายิ้มแย้ม ท่าทางดูใจดีขึ้นมาก ร่างกายก็เริ่มเลือนรางจางหายไป "เหรินเส้าหยาง เจ้าคิดว่าคนรุ่นหลังจะวิพากษ์วิจารณ์ข้าว่ายังไง"

เหรินเส้าหยางทำสีหน้าจริงจัง ลองคิดทบทวนดู ก่อนจะตอบอย่างลังเล "คงมีทั้งคนสรรเสริญและคนก่นด่า"

"มีทั้งคนสรรเสริญและคนก่นด่างั้นรึ" จั๋วหลิงเจาหัวเราะลั่น "เกินความคาดหมายของข้าไปเยอะเลยนะ"

เหรินเส้าหยางยักไหล่ "จิตใจคนเรามันก็ชื่นชอบความแข็งแกร่งกันทั้งนั้นแหละ"

"พูดได้ดี" จั๋วหลิงเจาปรบมือชื่นชม "เส้าหยาง ข้าหวังว่าเจ้าจะจดจำเอาไว้ เป็นคนดีหรือคนเลวมันไม่สำคัญหรอก สิ่งสำคัญคือ เจ้าต้องแข็งแกร่งที่สุด"

พูดถึงตรงนี้ เทพกระบี่ก็เหม่อมองไปสุดขอบฟ้า ท่องบทกวีออกมาด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ "จริงใจต่อผู้คน จริงใจต่อโลกหล้า เปี่ยมด้วยพลังแห่งความถูกต้อง จะสามารถเข้าถึงแก่นแท้แห่งวิญญูชนของกระบี่ได้กระนั้นหรือ"

"ตดเถอะ"

จั๋วหลิงเจาระเบิดเสียงหัวเราะลั่น ร่างกายปลิวหายไปกับสายลม ทิ้งไว้เพียงประโยคเดียวที่ดังกึกก้องไปทั่วฟ้าดิน

"จริงใจต่อกระบี่ จริงใจต่อมรรคา แน่วแน่ไม่เสื่อมคลาย จึงจะบรรลุถึงขั้นสูงสุดแห่งวิถีกระบี่ได้"

เหรินเส้าหยางโค้งคำนับอย่างสุดซึ้ง พอยืดตัวขึ้นก็ส่งยิ้มบางๆ "ท่านอาจารย์จั๋ว ขอให้ชาติหน้า ท่านได้เกิดเป็นมือกระบี่อีกครั้งนะ"

ในระหว่างที่พูด ร่างกายของเขาก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากโลกใบนี้เช่นเดียวกัน

"คนขาเป๋ หกโมงเช้าแล้วนะ ตื่นได้แล้ว"

เสียงตะโกนเรียกของขอทานน้อยดังก้องอยู่ข้างหู

เหรินเส้าหยางหาวหวอดๆ บ่นพึมพำ "หกโมงเช้า ฟ้ายังไม่สว่างเลยนะ" ก่อนจะลุกขึ้นมาจากที่นอนปูพื้น นั่งเหม่อลอยเรียกสติอยู่พักใหญ่

"เร็วๆ เข้าเถอะ ข้าไปถามเถ้าแก่มาแล้ว เขาบอกว่าบะหมี่น้ำยามเช้ากับขนมแป้งย่างกรอบที่ท้ายเมืองฝั่งใต้ อร่อยเด็ดสุดๆ ไปช้าเดี๋ยวก็หมดหรอก"

ขอทานน้อยกอดอก ซอยเท้าอยู่กับที่ พลังงานล้นเหลือ ไม่เห็นวี่แววของความอ่อนล้าจากการต่อสู้อย่างหนักเมื่อคืนเลยแม้แต่น้อย

พอเห็นเหรินเส้าหยางที่ยังคงงัวเงียเหม่อลอยอยู่

หงซิ่วก็ร้องโอดครวญ รีบไปยกกะละมังล้างหน้ามาให้ หยิบผ้าขนหนูชุบน้ำเช็ดหน้าให้เขาลวกๆ สองสามที

"คนขาเป๋ ปกติถึงเจ้าจะบาดเจ็บ วันรุ่งขึ้นเจ้าก็ยังกระโดดโลดเต้นได้เป็นปกตินี่นา ทำไมคราวนี้ถึงดูโทรมขนาดนี้ล่ะ"

เหรินเส้าหยางยังคงทำหน้าเอ๋อๆ เหมือนคนที่ถูกยัดเยียดความรู้มาจนล้นสมอง ตอบกลับไปแบบเบลอๆ "หืม อ้อ"

หงซิ่วหน้ามุ่ย "เอาล่ะๆ รีบตื่นได้แล้ว ข้าหิวจะตายอยู่แล้วเนี่ย"

เหรินเส้าหยางทุบหัวตัวเองเบาๆ อาการวิงเวียนศีรษะค่อยๆ ทุเลาลง เขาเอาหน้าจุ่มลงไปในกะละมังล้างหน้าอีกรอบ

อืม น้ำอุ่นนี่นา ขอทานน้อยช่างใส่ใจจริงๆ

พอตั้งสติได้เต็มที่ เหรินเส้าหยางก็พาหงซิ่วและติ้งอันเดินออกจากโรงเตี๊ยม

เดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอย ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า

เวลานี้ ควันไฟจากการทำอาหารของแต่ละบ้านลอยคลุ้งมารวมกัน ดูคล้ายกับทะเลเมฆบนท้องฟ้า

ใบหลิวพลิ้วไหวไปตามสายลมยามเช้า ลมพัดโชยมาเย็นสบาย ช่วยคลายความร้อนระอุในยามใกล้เข้าสู่ฤดูร้อนได้เป็นอย่างดี

เมื่อมองดูท้องฟ้าสดใสราวกับเกลียวคลื่นในทะเล ก็ทำให้รู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก

เหรินเส้าหยางเดินไปหัวเราะไป นึกในใจว่าขอทานน้อยปลุกให้ตื่นเช้ามันก็ดีเหมือนกันนะ เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในแต่ละวัน ทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงผู้คนล้วนดูสดใสมีชีวิตชีวา

หัวใจก็อาบชุ่มไปด้วยความเบิกบานใจครั้งใหม่ เหมือนกับพวกเขาสามคนที่กำลังเดินหาของกินอร่อยๆ กันอยู่นี่แหละ ทุกสิ่งล้วนสดใสและเยาว์วัย

แม้กระทั่งเคล็ดวิชาพลังเทวะวัชระในร่างกายก็ยังโคจรอย่างมีชีวิตชีวามากขึ้น สอดประสานกับดวงตะวันที่สาดแสงเจิดจ้าราวกับเปลวเพลิงได้อย่างลงตัว

ติ้งอันถึงกับอดแซวไม่ได้ว่า คนขาเป๋ทำท่าเหมือนพระพุทธรูปทองคำในวิหารใหญ่ ที่กลายมาเป็นพระพุทธรูปหินสลักบนหน้าผามองดูสรรพสิ่งบนโลก จากที่เคยมองแล้วรู้สึกเกรงขามจนไม่กล้าสบตา ตอนนี้กลับดูผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

เพียงชั่วข้ามคืนเดียวก็เปลี่ยนแปลงไปมากถึงเพียงนี้

ขอทานน้อยแกล้งทำเป็นยกมือไหว้ปลกๆ ล้วงเอาเหรียญทองแดงหนึ่งอีแปะยื่นให้เหรินเส้าหยาง บอกว่าเป็นเงินทำบุญ

เหรินเส้าหยางหัวเราะด่าว่าแค่นี้มันจะไปพออะไร แต่ก็ยังรับเงินเก็บใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็ว

ทั้งสามคนเดินหัวเราะร่ามาจนถึงร้านบะหมี่หน้าปากซอย ตอนนี้มีลูกค้าเดินขวักไขว่ไปมา คึกคักน่าดู

ขอทานน้อยรีบวิ่งไปจองโต๊ะ ติ้งอันก็สั่งบะหมี่น้ำยามเช้ากับเถ้าแก่มาสามชาม ส่วนเหรินเส้าหยางก็เดินไปซื้อขนมแป้งย่างกรอบจากแผงข้างๆ มาสิบกว่าชิ้น

อืม แบ่งให้ขอทานน้อยกินครึ่งหนึ่งก็แล้วกัน

นางบอกว่าวันนี้กินไม่ค่อยลง จะกินให้น้อยหน่อย

พอเหรินเส้าหยางหอบขนมแป้งย่างกรอบกลับมา บะหมี่น้ำยามเช้าก็ยกมาเสิร์ฟพอดี

เห็นบะหมี่เส้นกลมเหนียวนุ่มกองพูนอยู่ในชามใบใหญ่ ด้านบนมีทั้งเนื้อปลาไหลแห้งฉีกเป็นเส้น เนื้อหมูฝานบางๆ และเนื้อไก่ น้ำซุปมันย่องดูน่ากินสุดๆ

เรียกได้ว่าเครื่องแน่นน้ำซุปกลมกล่อมอร่อยเหาะ

เหรินเส้าหยางเห็นแล้วก็น้ำลายสอ วางขนมแป้งย่างกรอบลงบนโต๊ะ แล้วทั้งสามคนก็ยกชามบะหมี่ขึ้นมาซดน้ำซุปพร้อมกัน

ว้าว

รสชาติหอมหวานมันกลมกล่อมพุ่งจี๊ดขึ้นสมอง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นไหลลื่นลงคอไปจนถึงท้อง

ขอทานน้อยอร่อยจนต้องทุบหัวตัวเองรัวๆ ซดบะหมี่เสียงดังซู้ดซ้าด

ติ้งอันแซวขึ้นมา "หงซิ่ว เจียงหนานยังไม่ดีอยู่อีกไหม"

หงซิ่วกินจนแก้มตุ่ย แต่ก็ยังหยิบขนมแป้งย่างกรอบมากัดกร้วมๆ เคี้ยวเสียงดังกรุบกรับ

ยิ่งเคี้ยวไปนานๆ ความหวานของแป้งก็ยิ่งทำให้รู้สึกฟินสุดๆ จนต้องหรี่ตาลงเหมือนแมวเหมียว

พอได้ยินติ้งอันแซว ขอทานน้อยก็แค่นเสียงฮึ "เกลียดก็ส่วนเกลียดสิ" นางกะพริบตาปริบๆ พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "แต่ตอนกินบะหมี่ข้าไม่ได้เกลียดนี่นา"

ติ้งอันฟังแล้วถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะโวยวายขึ้นมา "นี่เจ้าถึงกับแบ่งแยกขอบเขตชัดเจนขนาดนี้เลยรึ"

เหรินเส้าหยางหัวเราะร่วน "แบบนี้ก็ดีออกนะ การขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนกับคนที่ไม่เกี่ยวข้อง จะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อความสุขในการกินบะหมี่ของตัวเอง เรียกว่ารู้จักพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีไงล่ะ"

"อื้อๆ"

ขอทานน้อยซดบะหมี่คำโตจนเต็มปาก พูดอะไรไม่ออก ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยอย่างยิ่ง

"จริงสิ ติ้งอัน" เหรินเส้าหยางกินบะหมี่จนหมดชาม แล้วใช้หลังมือเช็ดปาก "เจ้าไม่ได้บอกว่าจะไปเยี่ยมอาจารย์หรอกรึ"

ติ้งอันพยักหน้ารับ วางตะเกียบลง "ใช่แล้ว ท่านอาจารย์แยกทางกับข้าที่หน้าผาหยดน้ำ แล้วก็มาหลบภัยที่บ้านตระกูลหลักในเมืองจิงโจว ท่านบอกว่าถ้าจะมาหา ให้ไปที่หมู่บ้านตระกูลเซี่ยง ห่างจากเมืองจิงโจวไปทางทิศตะวันออกห้าสิบลี้"

เหรินเส้าหยางพยักหน้า "ตกลง เดี๋ยวพวกเราพักผ่อนกันสักหน่อย แล้วค่อยเดินทางไปหมู่บ้านตระกูลเซี่ยงกัน"

ติ้งอันทำหน้าอึกอัก เหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด

หงซิ่วหยิบขนมแป้งย่างกรอบขึ้นมากัดรวดเดียวสองคำ บ่นพึมพำ "มีอะไรอีกล่ะ"

ติ้งอันตอบ "ความจริงแล้ว ที่ข้าจะไปหมู่บ้านตระกูลเซี่ยง ก็คือ คือว่า"

เหรินเส้าหยางขมวดคิ้ว "มีอะไรก็รีบๆ พูดมาสิ มัวแต่อ้ำอึ้งอยู่ได้"

ติ้งอันถอนหายใจยาว "คือว่าก่อนหน้านี้ท่านอาจารย์เคยส่งจดหมายมาบอกข้าว่า เซี่ยงหลิงกับเถี่ยโถวกำลังจะแต่งงานกัน..."

"ไปกินเลี้ยง"

ดวงตาของขอทานน้อยเป็นประกายวิบวับ

"เจ้านี่มันเห็นแก่กินจริงๆ" เหรินเส้าหยางกับติ้งอันด่าประสานเสียงพร้อมกัน

หงซิ่วทำหน้าหงอยๆ หดคอกลับไป แอบหยิบขนมแป้งย่างกรอบมากินเงียบๆ

เหรินเส้าหยางเอียงคอประเมินติ้งอัน แววตาสาดประกายความอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านอย่างปิดไม่มิด

"เจ้าจะไปร่วมงานแต่งของเพื่อนสมัยเด็ก อ๋อ งั้นแสดงว่าเจ้าทำใจไม่ได้ ก็เลยคิดจะไปชิงตัวเจ้าสาวล่ะสิ"

เหรินเส้าหยางผู้มีนิสัยนักเลงหัวไม้ ปั้นหน้าขึงขัง "ชิงตัวเจ้าสาวนี่เรื่องใหญ่เลยนะโว้ย"

"โอ๊ยยย ไม่ใช่อย่างนั้นซะหน่อย" ติ้งอันรีบปฏิเสธเสียงหลง สุดท้ายก็ยอมพูดความจริงออกมา "ที่ข้าหมายถึงก็คือ ขืนใส่ชุดซอมซ่อแบบนี้ไปร่วมงานมันคงจะดูอนาถาเกินไป พวกเราไปหาซื้อเสื้อผ้าดีๆ ใส่กันหน่อยไม่ได้เหรอ"

เปรี้ยง

ขนมแป้งย่างกรอบในมือขอทานน้อยร่วงหล่นลงพื้น ราวกับถูกฟ้าผ่า

พอนางมองเห็นติ้งอันที่ยังคงพูดพล่ามไม่หยุด น้ำตาก็เอ่อคลอเบ้าอย่างรวดเร็ว แล้วก็เริ่มสะอื้นไห้ออกมา

พอติ้งอันพูดจบก็รู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว รีบเข้าไปลูบหลังปลอบใจนางเป็นการใหญ่

เหรินเส้าหยางมองดูทั้งสองคน แล้วก็จมดิ่งลงไปในห้วงความคิดอันลึกล้ำ

ติ้งอันนี่ช่างละม้ายคล้ายกับศิษย์น้องเฟิงเสียจริงๆ

จะไปร่วมงานแต่งงานรึ

แถมศิษย์พี่ยังเป็นคนแต่งงานกับเพื่อนสมัยเด็กอีกต่างหาก

มุมปากของเหรินเส้าหยางกระตุกยิ้มขึ้นมา รอยยิ้มชั่วร้ายค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นและกว้างขึ้นเรื่อยๆ

แม่มันเถอะ หรือว่าข้าจะได้เห็นฉากเด็ดในตำนานกันล่ะเนี่ย

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 49 - เทพกระบี่ผู้ผยอง

คัดลอกลิงก์แล้ว