- หน้าแรก
- ระบบมายคราฟต์ ทะลวงมัลติเวิร์สมาร์เวล
- บทที่ 401 - มุมมองเรื่องสรวงสวรรค์ของเราไม่เหมือนกัน
บทที่ 401 - มุมมองเรื่องสรวงสวรรค์ของเราไม่เหมือนกัน
บทที่ 401 - มุมมองเรื่องสรวงสวรรค์ของเราไม่เหมือนกัน
บทที่ 401 - มุมมองเรื่องสรวงสวรรค์ของเราไม่เหมือนกัน
ภายใต้พลังที่เสริมเข้ามาของดาบแห่งแสงคลอโซลัส
ฟางโม่ได้กลายร่างเป็นแสงสว่าง
นี่ไม่ใช่แค่พลังงานแสงของเทพเจ้าอีโก้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงพลังแห่งมิตินรกที่ติดมากับตัวบีคอนเองด้วย พลังทั้งสองชนิดนี้มีคุณสมบัติที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาดและสามารถเปิดใช้งานได้ในเวลาเดียวกัน
เพียงแต่พลังของบีคอนจะเน้นไปที่การสนับสนุนและเสริมความแข็งแกร่งเป็นหลัก
ในขณะที่พลังงานแสงของเทพเจ้าอีโก้ค่อนข้างจะเอนเอียงไปทางพลังทำลายล้างสูงเสียมากกว่า
และด้วยการสนับสนุนซึ่งกันและกันของพลังทั้งสองรูปแบบนี้เอง ความแข็งแกร่งทางกายภาพของฟางโม่ก็พุ่งทะยานขึ้นไปไม่รู้กี่เท่าในชั่วพริบตา ต่อให้ใบเลื่อยของปีศาจเลื่อยยนต์จะหมุนด้วยความเร็วสูงแค่ไหนก็ไม่อาจสร้างรอยขีดข่วนให้เขาได้แม้นิดเดียว
หากการต่อสู้ก่อนหน้านี้เปรียบเหมือนการเอามีดสั้นไปแทงทีเร็กซ์ที่อย่างน้อยก็พอจะมีโอกาสเจาะเกราะเข้าอยู่บ้าง
การต่อสู้ในตอนนี้ก็คงเปรียบได้กับ...
การเอาไม้จิ้มฟันไปแทงยานแม่ของมนุษย์ต่างดาวนั่นแหละ
"หงืด?"
เมื่อเห็นว่าการโจมตีของตัวเองเจาะเกราะไม่เข้า ทางฝั่งปีศาจเลื่อยยนต์ก็ดูเหมือนจะตกใจอยู่เล็กน้อย
"น้องโปจิ... ไม่สิ น้องโปจิตะ เลื่อยยนต์ของแกควรจะอัปเกรดได้แล้วนะ" ฟางโม่ส่งยิ้มให้ปีศาจเลื่อยยนต์ก่อนจะยกมือขึ้นมา "เดี๋ยวนี้ใครเขายังใช้เลื่อยยนต์แบบดั้งเดิมกันอยู่ ทุกคนเขาหันมาใช้เลื่อยควอนตัมกันหมดแล้วรู้ไหม"
พูดจบก็มีกลุ่มแสงสว่างวาบขึ้นมาในมือของฟางโม่
กลุ่มแสงนั้นหมุนวนไปในทิศทางเดียวอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็กลายเป็นกงจักรแสงรูปทรงบิดเบี้ยวที่หมุนวนด้วยความเร็วสูงราวกับใบเลื่อยวงเดือน "รับไปซะ มนุษย์เลื่อยยนต์แห่งแสง!"
สิ้นเสียงฟางโม่ก็ส่งยิ้มแล้วขว้างกงจักรแสงในมือใส่ปีศาจเลื่อยยนต์ทันที
"แปร๊น!!!"
ปีศาจเลื่อยยนต์เห็นดังนั้นก็รีบตั้งท่าป้องกัน มันหดแขนกลับมาแล้วใช้ใบเลื่อยทั้งสี่ใบซ้อนทับกันเพื่อฟันเข้าใส่กงจักรแสงที่ฟางโม่ขว้างมา
ทว่าใบเลื่อยที่คมกริบจนสามารถตัดร่างของปีศาจตนใดก็ได้บนโลกใบนี้ กลับดูเปราะบางเหลือเกินเมื่ออยู่ต่อหน้ากงจักรแสง ชั่วพริบตามันก็แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับไม่ถ้วน วินาทีต่อมากงจักรแสงก็ผ่าร่างของมันออกเป็นสองซีกจากตรงกลาง ปีศาจเลื่อยยนต์ร้องคำรามออกมาก่อนจะล้มลงไปกองกับกองเลือด
หลังจากจัดการปีศาจเลื่อยยนต์เสร็จแล้ว
ฟางโม่ก็หันกลับไปมองมาคิมะอีกครั้ง
"ไอดอลของคุณร่วงไปแล้วล่ะ" ฟางโม่พูดยิ้มๆ "ผมยังมีท่าพันปีสังหารอีกตั้งเก้าสิบกว่ารูปแบบที่อยากจะทดลองกับคุณ เอาเป็นว่าเรามาประหยัดเวลากันดีกว่า คุณก็ไม่ต้องมัวแต่หลบแล้ว โก่งโค้งมาให้ผมเสียบซะดีๆ จะได้จบๆ ไป"
"มนุษย์เลื่อยยนต์ไม่มีวันล้มลงหรอก"
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นไปตามที่ฟางโม่คาดคิด มาคิมะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ฉันร้องขอความช่วยเหลือจากเขาไปแล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะกี่ครั้งเขาก็จะลุกขึ้นมาเสมอ"
ราวกับเป็นการยืนยันความจริงในคำพูดของมาคิมะ
ทันทีที่เธอพูดจบเสียงเครื่องยนต์ก็ดังกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง แล้วปีศาจเลื่อยยนต์ก็ลุกขึ้นมายืนหยัดได้ใหม่
เมื่อครู่นี้ฟางโม่เพิ่งจะฟันมันขาดครึ่งท่อนไปหมาดๆ แต่ดูเหมือนเจ้านี่ก็มีทักษะการฟื้นฟูความเร็วสูงด้วยเหมือนกัน พอสตาร์ทเครื่องยนต์ปุ๊บท่อนล่างก็งอกออกมาในพริบตา แล้วมันก็ลุกขึ้นมายืนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"โอ้ว ความกล้าหาญน่านับถือจริงๆ"
ฟางโม่พยักหน้าเมื่อเห็นปีศาจเลื่อยยนต์ลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง ก่อนจะยักไหล่แล้วถามต่อว่า "แต่ตอนนี้พวกแกทำได้แค่สะกิดผิวฉันเท่านั้น ต่อให้ลุกขึ้นมาได้อีก... แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ"
พูดจบฟางโม่ก็ยกมือขึ้นเล็งไปที่มาคิมะซึ่งอยู่ไม่ไกล
มาคิมะเห็นดังนั้นก็ยกมือขึ้นเล็งไปที่ฟางโม่เช่นกัน
วินาทีต่อมาลำแสงสีขาวขนาดมหึมาก็พุ่งทะลักออกจากปลายนิ้วของฟางโม่ ทางฝั่งมาคิมะเองก็รวบรวมพลังทั้งหมดที่ตัวเองมี ไม่ว่าจะเป็นจักระ อาวุธจากอายุขัย หรือพลังปีศาจสารพัดอย่าง สรุปก็คือมีก้อนเลือดเนื้อที่ผสมปนเปกับกระแสพลังงานถูกพ่นออกมาจากฝั่งเธอ
พริบตาที่การโจมตีของทั้งสองฝ่ายปะทะกัน
ผลแพ้ชนะก็ถูกตัดสินในทันที
อานุภาพของลำแสงที่ฟางโม่ยิงออกไปนั้นเทียบเท่ากับปืนหลักของยานรบอวกาศ แม้ว่ามาคิมะจะใช้ความสามารถของตนผสานพลังของปีศาจเอาไว้มากมาย แต่ก็ยังไม่อาจต้านทานพลังอันน่าสะพรึงกลัวนี้ได้ ร่างของเธอถูกระเบิดจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง
แต่ทักษะการฟื้นฟูของเธอก็ถือว่าโกงเข้าขั้น
เพียงแค่ชั่วพริบตาเธอก็ปรากฏตัวขึ้นในบริเวณใกล้เคียงด้วยสภาพที่ไร้รอยขีดข่วน
แต่เมื่อเทียบกับตอนแรกสุด สีหน้าของเธอในตอนนี้ดูไม่นิ่งสงบอีกต่อไปแล้ว แม้กระทั่งรอยยิ้มที่มักจะประดับอยู่บนใบหน้าก็เลือนหายไป แทนที่ด้วยความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด
แต่ถึงมาคิมะจะอารมณ์ตึงเครียด ก็ไม่ได้แปลว่าปีศาจเลื่อยยนต์จะปอดแหกไปด้วย
มันคือตัวอันตรายที่กล้าลุยเดี่ยวสังหารหมู่ไปทั่วทั้งนรก พอเห็นมาคิมะถูกฆ่ามันก็พุ่งเข้าโจมตีฟางโม่ทันที
จากการโจมตีครั้งก่อนๆ ปีศาจเลื่อยยนต์ก็ตระหนักได้แล้วว่าตัวเองฟันฟางโม่ไม่เข้า มันจึงเปลี่ยนกลยุทธ์การต่อสู้ หันมาพยายามโจมตีจุดอ่อนต่างๆ บนร่างกายของฟางโม่แทน อย่างเช่น... ลำคอ
ปีศาจเลื่อยยนต์ร้องคำราม ใบเลื่อยทั้งสี่ประสานเข้าหากันราวกับกรรไกรขนาดยักษ์พุ่งเป้าไปที่คอของฟางโม่
ต้องเข้าใจก่อนว่าปีศาจเลื่อยยนต์ในตอนนี้ยังไม่เคยถูกเนิร์ฟ ในเนื้อเรื่องต้นฉบับเพื่อที่จะเอาชนะมัน มาคิมะได้ใช้แผนการสร้างภาพลักษณ์ให้มนุษย์เลื่อยยนต์กลายเป็นฮีโร่ ใช้ความชื่นชมของมนุษย์มาหักล้างความหวาดกลัวที่ปีศาจมีต่อมัน ซึ่งส่งผลให้อ่อนแอลง
แต่ตอนนี้มาคิมะตั้งใจจะใช้มันมาจัดการกับฟางโม่ เธอแทบจะอยากให้มนุษย์ทั้งโลกหวาดกลัวมนุษย์เลื่อยยนต์ใจจะขาด
ด้วยเหตุนี้เองความแข็งแกร่งของปีศาจเลื่อยยนต์จึงไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย ความเร็วในการเคลื่อนที่ของมันจึงไวจนน่าเหลือเชื่อ ขนาดมาคิมะเองยังมองตามการเคลื่อนไหวของมันไม่ทัน
ทว่าเลื่อยยนต์ที่ตวัดมาด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบนั้น
กลับถูกฟางโม่คว้าเอาไว้ได้กลางอากาศด้วยมือเปล่า
"หงืด!?"
ปีศาจเลื่อยยนต์ส่งเสียงร้องด้วยความสงสัยอีกครั้ง
ปีศาจเลื่อยยนต์รู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่ใช่ปีศาจด้วยซ้ำ ไม่ว่ามันจะออกแรงมากแค่ไหนก็ไม่สามารถสะบัดให้หลุดจากการควบคุมของอีกฝ่ายได้เลย นี่มันตัวบ้าอะไรกันแน่เนี่ย
และในขณะที่ปีศาจเลื่อยยนต์กำลังงุนงงอยู่นั้นเอง
ฟางโม่ก็ทำเรื่องที่ทำให้มันช็อกยิ่งกว่าเดิม
"ใบเลื่อยของแกเนี่ย... เคลือบยาพิษเอาไว้ด้วยหรือเปล่า"
ฟางโม่พูดไปยิ้มไปพร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปใกล้ใบเลื่อย จากนั้นท่ามกลางสายตาที่จับจ้อง เขาก็แลบลิ้นออกมาเลียใบเลื่อยดื้อๆ เสียงดังแผล็บ ใบเลื่อยที่หมุนด้วยความเร็วสูงถึงกับชะงักกึกไปชั่วขณะ
"..."
ปีศาจเลื่อยยนต์เห็นแบบนั้นก็ถึงกับเงียบกริบ
มันพูดไม่ได้ก็จริงแต่นั่นไม่ได้แปลว่ามันโง่
ใบเลื่อยในมือของมันคมแค่ไหนตัวมันเองย่อมรู้ดีที่สุด ในช่วงพีคสุดขีดแค่สะบัดเบาๆ ก็ตัดภูเขาขาดได้ทั้งลูก แต่ตอนนี้กลับบาดลิ้นของอีกฝ่ายไม่เข้าด้วยซ้ำ
พลังรบมันต่างกันเกินไปแล้ว
แม้แต่มันเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงต่อไปดี
แต่ในจังหวะที่ปีศาจเลื่อยยนต์กำลังเหม่อลอยอยู่นั้น มาคิมะที่อยู่ไม่ไกลก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจเปิดใช้งานความสามารถของตัวเองทันที
"ใช้หนึ่งแสนปี!"
สิ้นเสียงของเธอ ดาบยักษ์สีดำรูปร่างอลังการก็ปรากฏขึ้นในมือ
ดาบยักษ์เล่มนี้มีขนาดใหญ่กว่าตัวมาคิมะเสียอีก บนตัวดาบเต็มไปด้วยหัวกะโหลกและใบหน้าที่บิดเบี้ยวเรียงรายอัดแน่น ไอหมอกสีดำจำนวนนับไม่ถ้วนพันธนาการอยู่รอบดาบ ทำให้มันดูน่าสยดสยองเป็นอย่างมาก
หลังจากอัญเชิญดาบเล่มนี้ออกมาแล้ว
มาคิมะก็พุ่งเข้าหาฟางโม่โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
แต่วินาทีต่อมาฟางโม่ก็กลายร่างเป็นแสงสีดำแล้วหายวับไป มาคิมะชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะรีบหมุนตัวกลับมาป้องกัน แต่ก็สายไปก้าวหนึ่งเสียแล้ว
"ไม้ตายลับ! หนามพลบค่ำพันปีสังหาร!"
มาคิมะรู้สึกถึงความเจ็บปวดแสนสาหัสราวกับร่างกายจะฉีกขาด หนามแหลมคมของหนามพลบค่ำทวีคูณและแตกแขนงอย่างบ้าคลั่งอยู่ภายในร่างของเธอ ท้อง หน้าอก ต้นขา ลำคอ แม้กระทั่งบนใบหน้าก็มีหนามแหลมขนาดเท่าตะเกียบแทงทะลุออกมา จากนั้นก็มีเสียงดังโพละ ร่างของเธอถูกทะลวงจนระเบิดแตกกระจายทั้งเป็น
"นี่มันครั้งที่เท่าไหร่แล้ว สาวน้อย ทำไมคุณถึงยังป้องกันไม่ได้อีกเนี่ย"
ฟางโม่เห็นแบบนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ "นี่อย่าบอกนะว่าพอเห็นผมเลียใบเลื่อยของไอดอลคุณแล้ว คุณก็เกิดอารมณ์หึงขึ้นมากะทันหัน ถ้าอยากเลียบ้างก็บอกสิ มาเลียของผมนี่มา"
"นายมันช่าง..."
เมื่อได้ยินคำพูดของฟางโม่ สีหน้าของมาคิมะก็เย็นชาลงอย่างสิ้นเชิง ราวกับไม่ใช่ตัวเธอคนเดิมอีกต่อไป "แม้แต่ในนรกฉันก็ไม่เคยเจอใครที่นิสัยทรามเท่านายมาก่อน..."
"ไม่หรอกน่า"
ฟางโม่หัวเราะร่วนเมื่อได้ยินคำด่า "ถ้าพูดถึงเรื่องนิสัยทรามล่ะก็ ผมสู้คุณไม่ได้หรอก เพราะว่า... วีรกรรมของคุณในตอนนั้นมันน่ารังเกียจจริงๆ นะ"
"ตอนนั้น?"
มาคิมะขมวดคิ้ว "พวกเรา... เคยรู้จักกันมาก่อนเหรอ"
"ก็ประมาณนั้นแหละ" ฟางโม่ตอบ "พูดตามตรงนะ ผมคิดว่าการสร้างสรวงสวรรค์ให้มนุษย์มันก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน แต่วิธีการของคุณมันทำให้ผมขยะแขยงจริงๆ คุณอยากให้เด็นจิชดใช้บาปไม่ใช่เหรอ งั้นก็ดี ตอนนี้ถึงตาคุณต้องชดใช้บาปบ้างแล้ว... ด้วยร่างกายของคุณเองนี่แหละ"
"นายรู้แผนของฉันเหรอ"
เมื่อได้ยินสิ่งที่ฟางโม่พูด มาคิมะก็เหมือนจะชะงักไปนิดหน่อย "ไปฟังมาจากผู้บริหารระดับสูงของประเทศอื่นเหรอ หรือว่าปีศาจความมืดเป็นคนบอกนาย"
"การสังเกตการณ์จากมิติที่สูงกว่าต่างหากล่ะไอ้หนู"
พูดจบฟางโม่ก็เทเลพอร์ตไปอยู่ด้านหลังอีกฝ่ายอีกครั้ง "ไม้ตายลับ..."
"หากต้องการเปลี่ยนโลก ก็จำเป็นต้องมีการเสียสละบ้าง" คราวนี้มาคิมะไม่ได้ขัดขืน แต่กลับพูดขึ้นมาด้วยความจริงจัง "ในเมื่อนายเองก็รู้สึกว่าโลกแบบนั้นมันงดงาม งั้นนายก็ไม่ควรมาขัดขวางฉันสิ"
"สรวงสวรรค์มันก็มีหลายแบบนะ"
เมื่อฟางโม่ได้ยินคำพูดของมาคิมะ การโจมตีในมือของเขาก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง "ส่วนตัวผมค่อนข้างชอบสวนสนุกทั่วๆ ไปนะ แต่สวนสนุกแบบมิซุริวเคย์เนี่ย... จริงๆ มันก็ดีเหมือนกันใช่ไหมล่ะ ในเมื่อวีรกรรมก่อนหน้านี้ของคุณสร้างความโกรธแค้นให้ผู้คนไปทั่ว องค์กรจึงตัดสินใจให้คุณไปเป็นผู้จัดการสวนสนุกแห่งนั้นแทนก็แล้วกัน ไม้ตายลับ เทพพระบิดาอีโก้พันปีสังหาร!"
ตูมเดียวร่างของมาคิมะก็กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา
"ฟังดู... ไม่เหมือนเรื่องดีอะไรเลยนะ"
ไม่นานนักมาคิมะก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งในบริเวณไม่ไกลนัก "ดูจากทรงแล้วนายคงไม่คิดจะคุยด้วยดีๆ แน่ ถ้าอย่างนั้นฉันคงต้องหาทางฆ่านายให้ได้ก็แล้วกัน"
"ถ้าบางส่วนในตัวคุณมันแข็งได้สักครึ่งนึงของปากคุณ คุณคงไม่โดนผมตบดิ้นในวิเดียวบ่อยขนาดนี้หรอกนะ"
ฟางโม่ได้ยินแบบนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้ "ผมรู้ว่าคุณทำสัญญากับนายกรัฐมนตรี เอาชีวิตของคนญี่ปุ่นมาใช้เป็นตัวตายตัวแทนได้... แล้วคุณรู้ไหมว่าผู้ชายญี่ปุ่นสมัยก่อนเขาเรียกตัวเองว่าอะไร"
"อะไร" มาคิมะถามด้วยความสงสัย
"ชายชาตรีเรียกนิวเคลียร์ยังไงล่ะ"
ฟางโม่ยิ้มพร้อมกับควักมีดสั้นพลูโทเนียมออกมา
[จบแล้ว]