เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 - ความบกพร่องกำลังแพร่กระจาย

บทที่ 31 - ความบกพร่องกำลังแพร่กระจาย

บทที่ 31 - ความบกพร่องกำลังแพร่กระจาย


บทที่ 31 - ความบกพร่องกำลังแพร่กระจาย

นักพรตชิงเฟิงแทบอยากจะซัดฝ่ามือใส่หัว [หลงซี] ให้รู้แล้วรู้รอด

แต่สุดท้ายเขาก็พยายามข่มใจเอาไว้

เมื่อมองดู [หลงซี] ที่ทำตัวสนิทสนมประหนึ่งคนคุ้นเคย นักพรตชิงเฟิงก็ตกอยู่ในห้วงแห่งความสับสนและตั้งคำถามกับชีวิตอย่างหนัก ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ ดูเหมือนว่าทุกคนที่เขาได้พบเจอจะไม่มีใครปกติเลยสักคน

โลกใบนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

หรือว่าเขาจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียรนานเกินไปกันนะ

"ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์" [หลงซี] ส่งเสียงเรียกนักพรตชิงเฟิงเบาๆ "ยังไม่พอหรือขอรับ ข้ายังชั่วร้ายไม่พออีกหรือขอรับ"

ถึงขั้นจะทรยศอาจารย์ลบล้างสำนักอยู่แล้ว แกยังอยากจะทำอะไรอีกวะ

นักพรตชิงเฟิงสูดหายใจเข้าลึก "เรื่องอื่นยังพอรับได้ แต่ไอ้เรื่องทรยศอาจารย์ลบล้างสำนักนี่ไม่ต้องหรอกนะ"

หลังจากถูกหลินไป๋กลั่นแกล้งจนต้องเก็บเอาความเจ็บใจมานอนคิดทั้งคืน เขาก็สรุปได้ว่า สาเหตุที่เขาสู้หลินไป๋ไม่ได้ เป็นเพราะอาจารย์ของเขาอบรมสั่งสอนมาไม่ดีพอ

นักพรตชิงเฟิงจึงตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยเริ่มจากตัวเขาเองนี่แหละ อย่างน้อยๆ ลูกศิษย์ของเขาก็ต้องไม่เหมือนกับตัวเขา ที่ถูกคนอื่นปั่นหัวหลอกใช้แล้วยังต้องไปก้มหัวขอบคุณเขาอีก

ดังนั้น ในวินาทีที่ [หลงซี] ขอฝากตัวเป็นศิษย์ ตามสัญชาตญาณ เขาก็เลยหยิบยกเอาบุคลิกของหลินไป๋มาตั้งเป็นกฎเกณฑ์ในการรับศิษย์เสียเลย

ใครจะไปคิดล่ะว่า แค่เปิดฉากมา เขาก็ดันมาเจอไอ้บ้าที่เล่นนอกบทแบบนี้เข้า

"ท่านอาจารย์ ก็ข้าแค่อยากจะพิสูจน์ให้เห็นว่าข้ามีความเลวร้ายอยู่ในตัวไงล่ะขอรับ" [หลงซี] หัวเราะแห้งๆ "ต่อให้สำนักมารจะไร้กฎเกณฑ์แค่ไหน พวกเราก็ไม่ควรไปทำเรื่องทรยศอาจารย์ลบล้างสำนักหรอกนะขอรับ ขืนทำแบบนั้น วิชาของสำนักก็สูญหายกันพอดีสิ!"

"อาตมาไม่ใช่คนของสำนักมาร" กล้ามเนื้อบนใบหน้าอันอวบอิ่มของนักพรตชิงเฟิงกระตุกอย่างรุนแรง เขายิ่งรู้สึกปวดขมับหนักกว่าเดิม

"..." [หลงซี] ทำสีหน้าประหนึ่งรู้เท่าทัน "ท่านอาจารย์ ข้าเข้าใจแล้วขอรับ นี่มันคือการสร้างภาพลักษณ์สินะ ต่อให้ภายในใจจะโสมมแค่ไหน ภายนอกก็ต้องแสดงออกให้คนอื่นเห็นไม่ได้อย่างเด็ดขาด"

"..." นักพรตชิงเฟิงสูดหายใจเข้าลึก เขาอยากจะตบ [หลงซี] ให้ตายคามือเสียจริงๆ แต่พอมานึกดูอีกที เงื่อนไขพวกนี้เขาก็เป็นคนตั้งขึ้นมาเองนี่นา จะไปโทษชายหนุ่มตรงหน้าก็คงไม่ได้

แต่ลูกศิษย์คนนี้ขืนรับไว้คงไม่ดีแน่ เขาเพิ่งจะอ้าปากเตรียมจะปฏิเสธชายหนุ่มจอมกะล่อนคนนี้ แต่จู่ๆ ก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมา ไอ้ท่าทางไหลลื่นเป็นปลาไหลแบบนี้ มันถอดแบบมาจากหลินไป๋เป๊ะๆ เลยไม่ใช่หรือไง

นี่แหละคือลูกศิษย์แบบที่เขาต้องการไม่ใช่หรือ

ถ้าไม่มีลูกศิษย์แบบนี้ เขาจะไปเอาคืนหลินไป๋ได้อย่างไรกัน

หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นักพรตชิงเฟิงก็จ้องมองหลงซี "เจ้าขยับเข้ามาใกล้ๆ ซิ ข้าจะขอจับดูกระดูกของเจ้าหน่อย"

[หลงซี] ก้าวไปข้างหน้าอย่างว่าง่าย

นักพรตชิงเฟิงยื่นมือไปลูบคลำและทุบเบาๆ ไปตามร่างกายของเขา ยิ่งคลำสีหน้าของเขาก็ยิ่งประหลาดใจ ในที่สุด เขาก็คว้าข้อมือของ [หลงซี] แล้วทาบนิ้วลงบนเส้นชีพจร

ผ่านไปครู่หนึ่ง

สีหน้าของเขาก็ราวกับเห็นผี "เส้นชีพจรเปิดทะลุปรุโปร่งทุกเส้นงั้นหรือ"

"ท่านอาจารย์ ข้าเป็นอัจฉริยะใช่ไหมล่ะขอรับ"

[หลงซี] แอบภูมิใจในตัวเอง แค่มีค่าประสบการณ์ก็สามารถอัปเลเวลได้ สกิลอะไรก็สามารถเรียนรู้ได้หมด แน่นอนสิว่าเส้นชีพจรต้องเปิดทะลุปรุโปร่งทุกเส้นอยู่แล้ว ขืนบริษัทเกมมาตั้งข้อจำกัดเรื่องพรสวรรค์ของผู้เล่น แล้วแบบนี้ใครมันจะไปอยากเล่นเกมกันอีกล่ะ

ยิ่งกว่าอัจฉริยะเสียอีก!

ภายในใจของนักพรตชิงเฟิงปั่นป่วนอย่างหนัก เขายิ่งรู้สึกเสียใจกับเงื่อนไขที่เพิ่งตั้งให้กับ [หลงซี] ไปเมื่อครู่นี้ ต้นกล้าชั้นยอดแบบนี้ หากถูกเขาปลุกปั้นให้กลายเป็นจอมมารตัวฉกาจ เขาก็คงต้องกลายเป็นคนบาปแห่งวงการผู้บำเพ็ญเพียรแน่ๆ...

นักพรตชิงเฟิงกระแอมไอแล้วกล่าวว่า "หลงซี ข้าสามารถรับเจ้าเป็นศิษย์ได้ แต่คำพูดที่ข้าเพิ่งกล่าวไปเมื่อครู่นี้ เจ้าจงลืมมันไปให้หมดสิ้นเสียเถิด ผู้บำเพ็ญเพียรพึงต้องรู้จักควบคุมตนเองและปฏิบัติตามจารีตประเพณี..."

"ท่านอาจารย์ ข้าเข้าใจขอรับ!" [หลงซี] ส่งสายตารู้ทันให้นักพรตชิงเฟิง

แกเข้าใจบ้าอะไรของแก!

นักพรตชิงเฟิงดูออกทะลุปรุโปร่งถึงความคิดของเขา เขารู้สึกหงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก ใจหนึ่งก็อยากจะปฏิเสธ แต่ก็ตัดใจทิ้งต้นกล้าชั้นดีที่มีเส้นชีพจรเปิดทะลุปรุโปร่งแบบนี้ไปไม่ได้

รนหาที่ตายแท้ๆ!

ไม่สิ!

ต้องโทษหลินไป๋ต่างหาก!

ถ้าไม่ใช่เพราะมัน เขาจะมีดคติความคิดที่น่ากลัวแบบนี้ได้อย่างไร

เมื่อนึกถึงหลินไป๋ นักพรตชิงเฟิงก็กลับรู้สึกว่านิสัยของ [หลงซี] แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ลูกศิษย์ที่มีเส้นชีพจรเปิดทะลุปรุโปร่งทุกเส้นแบบนี้ การบำเพ็ญเพียรย่อมต้องราบรื่นไร้อุปสรรค ในภายภาคหน้าจะต้องสร้างชื่อเสียงอันโด่งดังในยุทธภพได้อย่างแน่นอน

บางทีความเจ็บแค้นที่เขาได้รับจากหลินไป๋ อาจจะใช้ลูกศิษย์คนนี้ไปชำระแค้นคืนมาก็ได้ การจะรับมือกับคนเลวอย่างหลินไป๋ จะใช้คนดีไปสู้ก็คงไม่ได้ผลแน่

รับ!

ลูกศิษย์คนนี้ต้องรับให้ได้

การเปลี่ยนแปลงของอารามหวนมังกรควรจะเริ่มต้นที่ตัวเขา

ในที่สุด หลังจากลังเลไปมาอยู่นาน นักพรตชิงเฟิงก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด "หลงซี เจ้าตามอาจารย์เข้ามาข้างใน มากราบไหว้ปรมาจารย์ และทำพิธีฝากตัวเป็นศิษย์เสีย วันนี้อาจารย์จะนำพาเจ้าก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรเอง"

...

"เธอรักฉัน ฉันรักเธอ ร้านอาหานเทพทำครัวยินดีต้อนรับ"

เด็กๆ กลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งเล่นกันไปมาอยู่บนลานกว้าง พวกเขากระโดดโลดเต้นและหัดร้องเพลงตาม [เติ้งหลี่ปู้ตั๋ว]

ในขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากกำลังมุงดูการแสดงเชิดสิงโตอยู่บริเวณหน้าประตูร้าน

ปัจจุบัน หลินไป๋มีเงินทุนหนาแน่น เขาเหมาคณะเชิดสิงโตมาแสดงต่อเนื่องถึงเจ็ดวันรวด โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งแสดงอยู่หน้าประตูร้าน ส่วนอีกกลุ่มก็ชูป้ายเดินแห่ไปตามท้องถนนเพื่อช่วยเขาโปรโมตร้าน

มีเงินจ้างผีโม่แป้งก็ยังได้

เมื่อทุ่มเงินลงไปไม่อั้น

สิงโตในคณะเชิดสิงโตก็ล้วนแต่กลายเป็นสิงโตพิการไปเสียหมด บางตัวก็ไม่มีหาง บางตัวก็หูแหว่งไปข้างหนึ่ง หรือไม่ก็คนเชิดข้างในเดินกะเผลกไปกะเผลกมา...

สอดรับกับป้ายชื่อร้านอาหารที่แหว่งวิ่นได้อย่างลงตัว

ไม่ว่ายุคสมัยไหน การเปย์เงินก็คือทางลัดสู่ความสำเร็จที่ง่ายดายที่สุด

คณะเชิดสิงโตพิการเดินแห่ขบวนไปรอบเมืองสองรอบ

ภารกิจทำให้คนหนึ่งพันคนได้สัมผัสถึงความบกพร่อง... ก็สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี หลินไป๋ได้รับวิชาเหินเวหาตอนเช้ามาครอบครองเป็นที่เรียบร้อย

หลังจากนั้น

เมื่อได้เห็นคำอธิบายของวิชาตัวเบานี้

ค่าอารมณ์ด้านลบของหลินไป๋ก็แทบจะพุ่งทะลุปรอท

ไอ้วิชาตัวเบาเหินเวหาตอนเช้าที่ว่านี้ ความหมายของมันก็ตรงตัวตามชื่อเลย เวลาในการใช้งานถูกจำกัดไว้อย่างตายตัว ตั้งแต่ช่วงที่แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า ไปจนถึงตอนที่พระอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้าเท่านั้น

ในช่วงเวลานี้ การดึงเอาพลังปราณสีม่วงของแสงเงินแสงทองจากสวรรค์และโลกเข้าสู่ร่างกาย จะสามารถช่วยพยุงให้ร่างกายมนุษย์ลอยขึ้นไปในอากาศได้

แต่เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นสู่ยอดฟ้าแล้ว หากยังขืนฝืนใช้วิชาเหินเวหาตอนเช้าต่อไป พลังแห่งแสงอาทิตย์ก็จะแผดเผาเส้นลมปราณ ทำให้เจ็บปวดรวดร้าวเจียนตาย...

ข้อดีเพียงอย่างเดียวก็คือ มันแทบจะไม่ใช้พลังภายในของตัวเองเลยกระมัง

คนที่คิดค้นวิชาตัวเบาสุดแสนจะไร้ประโยชน์นี้ขึ้นมาได้ก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะเหมือนกันนะ

ใครมันจะบ้ากะเวลาไปมีเรื่องกับคนอื่นตอนเช้าตรู่วะเนี่ย!

ถ้าคิดตามตรรกะนี้แล้ว มันก็ควรจะมีวิชาเหินเวหาตอนกลางวันกับวิชาเหินเวหาตอนกลางคืนด้วยสิ ถึงจะครบเซ็ต

แต่ก็ไม่น่าจะใช่หรอกนะ ถ้ามันสามารถรวมกันเป็นเซ็ตได้สมบูรณ์แบบ มันก็คงไม่ได้มาจากระบบสรรพสิ่งล้วนมีตำหนิหรอก...

[ทำให้คนสามพันคนรู้สึกถึงความบกพร่องของ... รางวัล: กำลังภายใน 7.79 ปี]

ภารกิจต่อเนื่องก็วนกลับมาแจกกำลังภายในอีกครั้ง แต่หลินไป๋ที่เพิ่งจะโดนวิชาเหินเวหาตอนเช้าทำร้ายจิตใจมาหมาดๆ กลับแอบด่าทอแม่ของระบบอยู่ในใจอย่างดุเดือด

กำลังภายใน 4.9 ปี บวกกับ 7.79 ปี ในทางทฤษฎีแล้วมันน่าจะเพียงพอให้เขาสามารถปลดปล่อยสิบขีดฝ่ามือพิชิตมังกรแบบครบชุดได้ถึงสองรอบ

แต่ไอ้คัมภีร์นพสุริยันบ้านั่นดันมีอาการเครื่องรวนเป็นพักๆ นี่สิ!

แบบนี้ใครจะไปทนไหว

ทำไมระบบที่ให้สกิลเอาชีวิตรอดกับเขาถึงต้องเป็นระบบบ้าๆ บอๆ ที่มีแต่ของมีตำหนิแบบนี้ด้วยนะ!

หลินไป๋แอบบ่นอุบในใจเงียบๆ ก่อนจะเริ่มขบคิดถึงเส้นทางที่ต้องเดินต่อไปในอนาคต

ระบบยอดอาจารย์ถูกเปิดใช้งานขึ้นมาแบบงงๆ รางวัลความเข้าใจที่ได้มาก็ดูจะไม่มีประโยชน์อะไรกับเขาสักเท่าไหร่

ก็ไม่รู้ว่าระบบอื่นๆ จะมีของรางวัลอะไรที่มีประโยชน์มอบให้เขาบ้างไหมนะ บางทีเขาควรจะหาทางเปิดระบบตัวอื่นๆ ขึ้นมา เพื่อที่จะได้เอามาช่วยอุดรอยรั่วของเจ้าระบบสรรพสิ่งล้วนมีตำหนินี่สักหน่อย

...

"อะไรกันวะเนี่ย"

[เถาวัลย์มะระ] และ [หนุ่มบ้าคลั่ง] ถึงกับยืนอึ้งเมื่อได้เห็นภาพผู้คนเบียดเสียดกันแน่นขนัดราวกับคลื่นมนุษย์อยู่ด้านหน้าของร้านอาหานเทพทำครัว จากนั้นสายตาของพวกเขาก็ไปหยุดอยู่ที่ [เติ้งหลี่ปู้ตั๋ว]

"ผู้เล่นงั้นหรือ" [เถาวัลย์มะระ] อุทาน

"เรื่องทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเขางั้นหรือ" [หนุ่มบ้าคลั่ง] ถามด้วยความประหลาดใจ บทเพลงล้างสมองและท่าเต้นอันทันสมัย ผสมผสานกับกลยุทธ์การตลาดที่ดูแปลกประหลาด ไม่ว่าจะมองมุมไหนมันก็ไม่น่าใช่ผลงานของคนในโลกเซียนจอมยุทธ์แห่งนี้เลย

"ถ้าทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเขาจริงๆ เขาก็เล่นเกมนี้ได้ทะลุปรุโปร่งกว่าพวกเราเยอะเลย!" [เถาวัลย์มะระ] กล่าว "เมื่อนำไปเทียบกับเขาแล้ว พวกเราดูดาดๆ ไปเลยว่ะ"

"ดันเจี้ยนงั้นหรือ" เสียงของ [จะประนีประนอมไหม] ดังขึ้นจากด้านข้าง ข้างกายเขามี [มะเร็งขี้เกียจระยะไร้ทางรักษา] และผู้เล่นอีกคนที่ชื่อ [ซ่างกวนเถี่ยจู้] ยืนอยู่ด้วย

ท่ามกลางฝูงชน ยังมีผู้เล่นอีกสองคนที่ชื่อ [จิ่งปู้อี๋] และ [ไป๋หยิน] กำลังจับกลุ่มดูเรื่องสนุกอยู่ด้วยเช่นกัน

ความยิ่งใหญ่อลังการของร้านอาหานเทพทำครัวได้ดึงดูดผู้เล่นในช่วงทดสอบระบบในเมืองนี้มาถึงเกือบครึ่งเมือง

ก็นะ เรื่องราวของบ้านผีสิงและนักพรตปราบผี มันดูมีกลิ่นอายของภารกิจดำเนินเนื้อเรื่องมากเกินไปนี่นา

"เดินเข้าไปถามก็รู้เรื่องแล้วนี่" [มะเร็งขี้เกียจระยะไร้ทางรักษา] มองตรงไปยัง [เติ้งหลี่ปู้ตั๋ว] ด้วยสายตาเป็นประกายวาววับพลางเอ่ยขึ้น "พวกนาย ดูเหมือนว่าเกมนี้จะใช้วิธีการเล่นแบบเดิมๆ ไม่ได้แล้วล่ะ ถ้าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเติ้งหลี่ปู้ตั๋ว เงินที่เขาหาได้แค่วันเดียว คงมากพอให้พวกเราตายเกิดใหม่รวมกันได้สิบกว่ารอบเลยมั้ง บางทีพวกเราอาจจะเดินผิดทางแล้วก็ได้ การหาประโยชน์จากช่องโหว่มันก็เป็นแค่วิธีการตื้นๆ เท่านั้นแหละ..."

พูดปุ๊บก็ทำปั๊บ

พวกเขากลุ่มหนึ่งแหวกฝูงชนเดินตรงไปหา [เติ้งหลี่ปู้ตั๋ว] ทันที

ผู้เล่นมักจะไม่ค่อยสนใจผลที่จะตามมาในการลงมือทำอะไรสักอย่าง โดยเฉพาะเมื่อ [เติ้งหลี่ปู้ตั๋ว] ได้แสดงให้เห็นถึงแนวทางการเล่นเกมรูปแบบใหม่ พวกเขาก็ยิ่งร้อนใจอยากจะเข้าไปขอคำปรึกษาจากรุ่นพี่คนนี้ให้เร็วที่สุด

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 31 - ความบกพร่องกำลังแพร่กระจาย

คัดลอกลิงก์แล้ว