- หน้าแรก
- ระบบล้นทะลัก ปฏิบัติการต้มตุ๋นผู้เล่นข้ามมิติ
- บทที่ 31 - ความบกพร่องกำลังแพร่กระจาย
บทที่ 31 - ความบกพร่องกำลังแพร่กระจาย
บทที่ 31 - ความบกพร่องกำลังแพร่กระจาย
บทที่ 31 - ความบกพร่องกำลังแพร่กระจาย
นักพรตชิงเฟิงแทบอยากจะซัดฝ่ามือใส่หัว [หลงซี] ให้รู้แล้วรู้รอด
แต่สุดท้ายเขาก็พยายามข่มใจเอาไว้
เมื่อมองดู [หลงซี] ที่ทำตัวสนิทสนมประหนึ่งคนคุ้นเคย นักพรตชิงเฟิงก็ตกอยู่ในห้วงแห่งความสับสนและตั้งคำถามกับชีวิตอย่างหนัก ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ ดูเหมือนว่าทุกคนที่เขาได้พบเจอจะไม่มีใครปกติเลยสักคน
โลกใบนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
หรือว่าเขาจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียรนานเกินไปกันนะ
"ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์" [หลงซี] ส่งเสียงเรียกนักพรตชิงเฟิงเบาๆ "ยังไม่พอหรือขอรับ ข้ายังชั่วร้ายไม่พออีกหรือขอรับ"
ถึงขั้นจะทรยศอาจารย์ลบล้างสำนักอยู่แล้ว แกยังอยากจะทำอะไรอีกวะ
นักพรตชิงเฟิงสูดหายใจเข้าลึก "เรื่องอื่นยังพอรับได้ แต่ไอ้เรื่องทรยศอาจารย์ลบล้างสำนักนี่ไม่ต้องหรอกนะ"
หลังจากถูกหลินไป๋กลั่นแกล้งจนต้องเก็บเอาความเจ็บใจมานอนคิดทั้งคืน เขาก็สรุปได้ว่า สาเหตุที่เขาสู้หลินไป๋ไม่ได้ เป็นเพราะอาจารย์ของเขาอบรมสั่งสอนมาไม่ดีพอ
นักพรตชิงเฟิงจึงตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยเริ่มจากตัวเขาเองนี่แหละ อย่างน้อยๆ ลูกศิษย์ของเขาก็ต้องไม่เหมือนกับตัวเขา ที่ถูกคนอื่นปั่นหัวหลอกใช้แล้วยังต้องไปก้มหัวขอบคุณเขาอีก
ดังนั้น ในวินาทีที่ [หลงซี] ขอฝากตัวเป็นศิษย์ ตามสัญชาตญาณ เขาก็เลยหยิบยกเอาบุคลิกของหลินไป๋มาตั้งเป็นกฎเกณฑ์ในการรับศิษย์เสียเลย
ใครจะไปคิดล่ะว่า แค่เปิดฉากมา เขาก็ดันมาเจอไอ้บ้าที่เล่นนอกบทแบบนี้เข้า
"ท่านอาจารย์ ก็ข้าแค่อยากจะพิสูจน์ให้เห็นว่าข้ามีความเลวร้ายอยู่ในตัวไงล่ะขอรับ" [หลงซี] หัวเราะแห้งๆ "ต่อให้สำนักมารจะไร้กฎเกณฑ์แค่ไหน พวกเราก็ไม่ควรไปทำเรื่องทรยศอาจารย์ลบล้างสำนักหรอกนะขอรับ ขืนทำแบบนั้น วิชาของสำนักก็สูญหายกันพอดีสิ!"
"อาตมาไม่ใช่คนของสำนักมาร" กล้ามเนื้อบนใบหน้าอันอวบอิ่มของนักพรตชิงเฟิงกระตุกอย่างรุนแรง เขายิ่งรู้สึกปวดขมับหนักกว่าเดิม
"..." [หลงซี] ทำสีหน้าประหนึ่งรู้เท่าทัน "ท่านอาจารย์ ข้าเข้าใจแล้วขอรับ นี่มันคือการสร้างภาพลักษณ์สินะ ต่อให้ภายในใจจะโสมมแค่ไหน ภายนอกก็ต้องแสดงออกให้คนอื่นเห็นไม่ได้อย่างเด็ดขาด"
"..." นักพรตชิงเฟิงสูดหายใจเข้าลึก เขาอยากจะตบ [หลงซี] ให้ตายคามือเสียจริงๆ แต่พอมานึกดูอีกที เงื่อนไขพวกนี้เขาก็เป็นคนตั้งขึ้นมาเองนี่นา จะไปโทษชายหนุ่มตรงหน้าก็คงไม่ได้
แต่ลูกศิษย์คนนี้ขืนรับไว้คงไม่ดีแน่ เขาเพิ่งจะอ้าปากเตรียมจะปฏิเสธชายหนุ่มจอมกะล่อนคนนี้ แต่จู่ๆ ก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมา ไอ้ท่าทางไหลลื่นเป็นปลาไหลแบบนี้ มันถอดแบบมาจากหลินไป๋เป๊ะๆ เลยไม่ใช่หรือไง
นี่แหละคือลูกศิษย์แบบที่เขาต้องการไม่ใช่หรือ
ถ้าไม่มีลูกศิษย์แบบนี้ เขาจะไปเอาคืนหลินไป๋ได้อย่างไรกัน
หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นักพรตชิงเฟิงก็จ้องมองหลงซี "เจ้าขยับเข้ามาใกล้ๆ ซิ ข้าจะขอจับดูกระดูกของเจ้าหน่อย"
[หลงซี] ก้าวไปข้างหน้าอย่างว่าง่าย
นักพรตชิงเฟิงยื่นมือไปลูบคลำและทุบเบาๆ ไปตามร่างกายของเขา ยิ่งคลำสีหน้าของเขาก็ยิ่งประหลาดใจ ในที่สุด เขาก็คว้าข้อมือของ [หลงซี] แล้วทาบนิ้วลงบนเส้นชีพจร
ผ่านไปครู่หนึ่ง
สีหน้าของเขาก็ราวกับเห็นผี "เส้นชีพจรเปิดทะลุปรุโปร่งทุกเส้นงั้นหรือ"
"ท่านอาจารย์ ข้าเป็นอัจฉริยะใช่ไหมล่ะขอรับ"
[หลงซี] แอบภูมิใจในตัวเอง แค่มีค่าประสบการณ์ก็สามารถอัปเลเวลได้ สกิลอะไรก็สามารถเรียนรู้ได้หมด แน่นอนสิว่าเส้นชีพจรต้องเปิดทะลุปรุโปร่งทุกเส้นอยู่แล้ว ขืนบริษัทเกมมาตั้งข้อจำกัดเรื่องพรสวรรค์ของผู้เล่น แล้วแบบนี้ใครมันจะไปอยากเล่นเกมกันอีกล่ะ
ยิ่งกว่าอัจฉริยะเสียอีก!
ภายในใจของนักพรตชิงเฟิงปั่นป่วนอย่างหนัก เขายิ่งรู้สึกเสียใจกับเงื่อนไขที่เพิ่งตั้งให้กับ [หลงซี] ไปเมื่อครู่นี้ ต้นกล้าชั้นยอดแบบนี้ หากถูกเขาปลุกปั้นให้กลายเป็นจอมมารตัวฉกาจ เขาก็คงต้องกลายเป็นคนบาปแห่งวงการผู้บำเพ็ญเพียรแน่ๆ...
นักพรตชิงเฟิงกระแอมไอแล้วกล่าวว่า "หลงซี ข้าสามารถรับเจ้าเป็นศิษย์ได้ แต่คำพูดที่ข้าเพิ่งกล่าวไปเมื่อครู่นี้ เจ้าจงลืมมันไปให้หมดสิ้นเสียเถิด ผู้บำเพ็ญเพียรพึงต้องรู้จักควบคุมตนเองและปฏิบัติตามจารีตประเพณี..."
"ท่านอาจารย์ ข้าเข้าใจขอรับ!" [หลงซี] ส่งสายตารู้ทันให้นักพรตชิงเฟิง
แกเข้าใจบ้าอะไรของแก!
นักพรตชิงเฟิงดูออกทะลุปรุโปร่งถึงความคิดของเขา เขารู้สึกหงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก ใจหนึ่งก็อยากจะปฏิเสธ แต่ก็ตัดใจทิ้งต้นกล้าชั้นดีที่มีเส้นชีพจรเปิดทะลุปรุโปร่งแบบนี้ไปไม่ได้
รนหาที่ตายแท้ๆ!
ไม่สิ!
ต้องโทษหลินไป๋ต่างหาก!
ถ้าไม่ใช่เพราะมัน เขาจะมีดคติความคิดที่น่ากลัวแบบนี้ได้อย่างไร
เมื่อนึกถึงหลินไป๋ นักพรตชิงเฟิงก็กลับรู้สึกว่านิสัยของ [หลงซี] แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ลูกศิษย์ที่มีเส้นชีพจรเปิดทะลุปรุโปร่งทุกเส้นแบบนี้ การบำเพ็ญเพียรย่อมต้องราบรื่นไร้อุปสรรค ในภายภาคหน้าจะต้องสร้างชื่อเสียงอันโด่งดังในยุทธภพได้อย่างแน่นอน
บางทีความเจ็บแค้นที่เขาได้รับจากหลินไป๋ อาจจะใช้ลูกศิษย์คนนี้ไปชำระแค้นคืนมาก็ได้ การจะรับมือกับคนเลวอย่างหลินไป๋ จะใช้คนดีไปสู้ก็คงไม่ได้ผลแน่
รับ!
ลูกศิษย์คนนี้ต้องรับให้ได้
การเปลี่ยนแปลงของอารามหวนมังกรควรจะเริ่มต้นที่ตัวเขา
ในที่สุด หลังจากลังเลไปมาอยู่นาน นักพรตชิงเฟิงก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด "หลงซี เจ้าตามอาจารย์เข้ามาข้างใน มากราบไหว้ปรมาจารย์ และทำพิธีฝากตัวเป็นศิษย์เสีย วันนี้อาจารย์จะนำพาเจ้าก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรเอง"
...
"เธอรักฉัน ฉันรักเธอ ร้านอาหานเทพทำครัวยินดีต้อนรับ"
เด็กๆ กลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งเล่นกันไปมาอยู่บนลานกว้าง พวกเขากระโดดโลดเต้นและหัดร้องเพลงตาม [เติ้งหลี่ปู้ตั๋ว]
ในขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากกำลังมุงดูการแสดงเชิดสิงโตอยู่บริเวณหน้าประตูร้าน
ปัจจุบัน หลินไป๋มีเงินทุนหนาแน่น เขาเหมาคณะเชิดสิงโตมาแสดงต่อเนื่องถึงเจ็ดวันรวด โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งแสดงอยู่หน้าประตูร้าน ส่วนอีกกลุ่มก็ชูป้ายเดินแห่ไปตามท้องถนนเพื่อช่วยเขาโปรโมตร้าน
มีเงินจ้างผีโม่แป้งก็ยังได้
เมื่อทุ่มเงินลงไปไม่อั้น
สิงโตในคณะเชิดสิงโตก็ล้วนแต่กลายเป็นสิงโตพิการไปเสียหมด บางตัวก็ไม่มีหาง บางตัวก็หูแหว่งไปข้างหนึ่ง หรือไม่ก็คนเชิดข้างในเดินกะเผลกไปกะเผลกมา...
สอดรับกับป้ายชื่อร้านอาหารที่แหว่งวิ่นได้อย่างลงตัว
ไม่ว่ายุคสมัยไหน การเปย์เงินก็คือทางลัดสู่ความสำเร็จที่ง่ายดายที่สุด
คณะเชิดสิงโตพิการเดินแห่ขบวนไปรอบเมืองสองรอบ
ภารกิจทำให้คนหนึ่งพันคนได้สัมผัสถึงความบกพร่อง... ก็สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี หลินไป๋ได้รับวิชาเหินเวหาตอนเช้ามาครอบครองเป็นที่เรียบร้อย
หลังจากนั้น
เมื่อได้เห็นคำอธิบายของวิชาตัวเบานี้
ค่าอารมณ์ด้านลบของหลินไป๋ก็แทบจะพุ่งทะลุปรอท
ไอ้วิชาตัวเบาเหินเวหาตอนเช้าที่ว่านี้ ความหมายของมันก็ตรงตัวตามชื่อเลย เวลาในการใช้งานถูกจำกัดไว้อย่างตายตัว ตั้งแต่ช่วงที่แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า ไปจนถึงตอนที่พระอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้าเท่านั้น
ในช่วงเวลานี้ การดึงเอาพลังปราณสีม่วงของแสงเงินแสงทองจากสวรรค์และโลกเข้าสู่ร่างกาย จะสามารถช่วยพยุงให้ร่างกายมนุษย์ลอยขึ้นไปในอากาศได้
แต่เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นสู่ยอดฟ้าแล้ว หากยังขืนฝืนใช้วิชาเหินเวหาตอนเช้าต่อไป พลังแห่งแสงอาทิตย์ก็จะแผดเผาเส้นลมปราณ ทำให้เจ็บปวดรวดร้าวเจียนตาย...
ข้อดีเพียงอย่างเดียวก็คือ มันแทบจะไม่ใช้พลังภายในของตัวเองเลยกระมัง
คนที่คิดค้นวิชาตัวเบาสุดแสนจะไร้ประโยชน์นี้ขึ้นมาได้ก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะเหมือนกันนะ
ใครมันจะบ้ากะเวลาไปมีเรื่องกับคนอื่นตอนเช้าตรู่วะเนี่ย!
ถ้าคิดตามตรรกะนี้แล้ว มันก็ควรจะมีวิชาเหินเวหาตอนกลางวันกับวิชาเหินเวหาตอนกลางคืนด้วยสิ ถึงจะครบเซ็ต
แต่ก็ไม่น่าจะใช่หรอกนะ ถ้ามันสามารถรวมกันเป็นเซ็ตได้สมบูรณ์แบบ มันก็คงไม่ได้มาจากระบบสรรพสิ่งล้วนมีตำหนิหรอก...
[ทำให้คนสามพันคนรู้สึกถึงความบกพร่องของ... รางวัล: กำลังภายใน 7.79 ปี]
ภารกิจต่อเนื่องก็วนกลับมาแจกกำลังภายในอีกครั้ง แต่หลินไป๋ที่เพิ่งจะโดนวิชาเหินเวหาตอนเช้าทำร้ายจิตใจมาหมาดๆ กลับแอบด่าทอแม่ของระบบอยู่ในใจอย่างดุเดือด
กำลังภายใน 4.9 ปี บวกกับ 7.79 ปี ในทางทฤษฎีแล้วมันน่าจะเพียงพอให้เขาสามารถปลดปล่อยสิบขีดฝ่ามือพิชิตมังกรแบบครบชุดได้ถึงสองรอบ
แต่ไอ้คัมภีร์นพสุริยันบ้านั่นดันมีอาการเครื่องรวนเป็นพักๆ นี่สิ!
แบบนี้ใครจะไปทนไหว
ทำไมระบบที่ให้สกิลเอาชีวิตรอดกับเขาถึงต้องเป็นระบบบ้าๆ บอๆ ที่มีแต่ของมีตำหนิแบบนี้ด้วยนะ!
หลินไป๋แอบบ่นอุบในใจเงียบๆ ก่อนจะเริ่มขบคิดถึงเส้นทางที่ต้องเดินต่อไปในอนาคต
ระบบยอดอาจารย์ถูกเปิดใช้งานขึ้นมาแบบงงๆ รางวัลความเข้าใจที่ได้มาก็ดูจะไม่มีประโยชน์อะไรกับเขาสักเท่าไหร่
ก็ไม่รู้ว่าระบบอื่นๆ จะมีของรางวัลอะไรที่มีประโยชน์มอบให้เขาบ้างไหมนะ บางทีเขาควรจะหาทางเปิดระบบตัวอื่นๆ ขึ้นมา เพื่อที่จะได้เอามาช่วยอุดรอยรั่วของเจ้าระบบสรรพสิ่งล้วนมีตำหนินี่สักหน่อย
...
"อะไรกันวะเนี่ย"
[เถาวัลย์มะระ] และ [หนุ่มบ้าคลั่ง] ถึงกับยืนอึ้งเมื่อได้เห็นภาพผู้คนเบียดเสียดกันแน่นขนัดราวกับคลื่นมนุษย์อยู่ด้านหน้าของร้านอาหานเทพทำครัว จากนั้นสายตาของพวกเขาก็ไปหยุดอยู่ที่ [เติ้งหลี่ปู้ตั๋ว]
"ผู้เล่นงั้นหรือ" [เถาวัลย์มะระ] อุทาน
"เรื่องทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเขางั้นหรือ" [หนุ่มบ้าคลั่ง] ถามด้วยความประหลาดใจ บทเพลงล้างสมองและท่าเต้นอันทันสมัย ผสมผสานกับกลยุทธ์การตลาดที่ดูแปลกประหลาด ไม่ว่าจะมองมุมไหนมันก็ไม่น่าใช่ผลงานของคนในโลกเซียนจอมยุทธ์แห่งนี้เลย
"ถ้าทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเขาจริงๆ เขาก็เล่นเกมนี้ได้ทะลุปรุโปร่งกว่าพวกเราเยอะเลย!" [เถาวัลย์มะระ] กล่าว "เมื่อนำไปเทียบกับเขาแล้ว พวกเราดูดาดๆ ไปเลยว่ะ"
"ดันเจี้ยนงั้นหรือ" เสียงของ [จะประนีประนอมไหม] ดังขึ้นจากด้านข้าง ข้างกายเขามี [มะเร็งขี้เกียจระยะไร้ทางรักษา] และผู้เล่นอีกคนที่ชื่อ [ซ่างกวนเถี่ยจู้] ยืนอยู่ด้วย
ท่ามกลางฝูงชน ยังมีผู้เล่นอีกสองคนที่ชื่อ [จิ่งปู้อี๋] และ [ไป๋หยิน] กำลังจับกลุ่มดูเรื่องสนุกอยู่ด้วยเช่นกัน
ความยิ่งใหญ่อลังการของร้านอาหานเทพทำครัวได้ดึงดูดผู้เล่นในช่วงทดสอบระบบในเมืองนี้มาถึงเกือบครึ่งเมือง
ก็นะ เรื่องราวของบ้านผีสิงและนักพรตปราบผี มันดูมีกลิ่นอายของภารกิจดำเนินเนื้อเรื่องมากเกินไปนี่นา
"เดินเข้าไปถามก็รู้เรื่องแล้วนี่" [มะเร็งขี้เกียจระยะไร้ทางรักษา] มองตรงไปยัง [เติ้งหลี่ปู้ตั๋ว] ด้วยสายตาเป็นประกายวาววับพลางเอ่ยขึ้น "พวกนาย ดูเหมือนว่าเกมนี้จะใช้วิธีการเล่นแบบเดิมๆ ไม่ได้แล้วล่ะ ถ้าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเติ้งหลี่ปู้ตั๋ว เงินที่เขาหาได้แค่วันเดียว คงมากพอให้พวกเราตายเกิดใหม่รวมกันได้สิบกว่ารอบเลยมั้ง บางทีพวกเราอาจจะเดินผิดทางแล้วก็ได้ การหาประโยชน์จากช่องโหว่มันก็เป็นแค่วิธีการตื้นๆ เท่านั้นแหละ..."
พูดปุ๊บก็ทำปั๊บ
พวกเขากลุ่มหนึ่งแหวกฝูงชนเดินตรงไปหา [เติ้งหลี่ปู้ตั๋ว] ทันที
ผู้เล่นมักจะไม่ค่อยสนใจผลที่จะตามมาในการลงมือทำอะไรสักอย่าง โดยเฉพาะเมื่อ [เติ้งหลี่ปู้ตั๋ว] ได้แสดงให้เห็นถึงแนวทางการเล่นเกมรูปแบบใหม่ พวกเขาก็ยิ่งร้อนใจอยากจะเข้าไปขอคำปรึกษาจากรุ่นพี่คนนี้ให้เร็วที่สุด
[จบแล้ว]