- หน้าแรก
- เดิมทีผมแค่อยากเป็นคนไร้ตัวตน
- บทที่ 20: จะแน่แค่ไหนก็เข้ามาเลย
บทที่ 20: จะแน่แค่ไหนก็เข้ามาเลย
บทที่ 20: จะแน่แค่ไหนก็เข้ามาเลย
บทที่ 20: จะแน่แค่ไหนก็เข้ามาเลย
หลังจากปรับอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง หลินเซิ่งลี่ก็ยิ้มให้เธอ พร้อมกับผายมือออกทั้งสองข้างเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
ในตอนนี้ สีหน้าของฉินหวยหรูดูเลิ่กลั่กเล็กน้อย แต่เธอก็ปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
"ช่างฉิน ขอบคุณในความหวังดีครับ ผมมีเสื้อผ้าไม่เยอะ แล้วก็ซักชุดที่ต้องซักไปหมดแล้ว" หลินเซิ่งลี่ปฏิเสธอย่างชัดเจน
"ถ้างั้น ให้ฉันเอาผ้าปูที่นอนไปซักให้เอามั้ย" แม้ว่าหลินเซิ่งลี่จะปฏิเสธไปแล้ว แต่ฉินหวยหรูก็ยังไม่ยอมแพ้
เธอเห็นประกาศบนบอร์ดของโรงงานรีดเหล็กแล้วว่า หลินเซิ่งลี่ได้เลื่อนเป็นช่างเทคนิคของโรงงาน แถมยังเป็นช่างเทคนิคที่ได้เงินเดือนถึง 55 หยวน
ต้องรู้ไว้ก่อนว่า ช่างเทคนิคในโรงงานรีดเหล็กนั้นถือเป็นระดับหัวหน้างาน หากเธอสามารถผูกมิตรกับเขาได้ และเขาแค่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือนิดๆ หน่อยๆ ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวเธอก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน
ตราบใดที่หลินเซิ่งลี่ยินดีช่วย เธอจะไม่รังเกียจเลยหากเขาจะฉวยโอกาสจากเธอ แม้ว่าจะเป็นการล่วงเกินแบบนั้นก็ตามที!
ที่สำคัญคือ การผูกมิตรกับหลินเซิ่งลี่จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่มากกว่าซาจู้มหาศาล
ยังไงซะ ซาจู้ก็เป็นแค่พ่อครัวมาตั้งหลายปี เงินเดือนก็ไม่สูงเท่าหลินเซิ่งลี่ แต่ประเด็นสำคัญคือหลินเซิ่งลี่ยังหนุ่มและหน้าตาดีกว่ามาก
"ไม่ต้องหรอกครับ ไม่จำเป็นจริงๆ ผ้าปูที่นอนกับของอย่างอื่นของผมก็เพิ่งเปลี่ยนใหม่หมดเลย"
"ช่างฉิน ผมไม่มีอะไรต้องให้ช่วยจริงๆ ครับ ถ้าคุณไม่มีธุระอะไรแล้ว เชิญกลับไปเถอะ"
"นี่ก็ดึกมากแล้ว ถ้ามีคนมาเห็นชายโสดกับหญิงม่ายมายืนอยู่ด้วยกันตรงนี้ มันจะดูไม่ดีเอานะครับ"
"ช่างฉิน คุณคงไม่อยากเสื่อมเสียชื่อเสียงไปโดยเปล่าประโยชน์ใช่ไหมครับ"
ก็แค่วัดกันว่าใครจะมีมารยาตอแหลมากกว่ากัน เรื่องแค่นี้ฉันเจอมาเยอะกว่าเกลือที่เธอเคยกินซะอีก
ในตอนนี้ ฉินหวยหรูแอบหวังลึกๆ ให้มีข่าวลือชู้สาวระหว่างเธอกับหลินเซิ่งลี่แพร่งพรายออกไป 'แค่คุณยอม ฉันก็ไม่กลัวหรอก ชื่อเสียงมันจะสำคัญอะไร ตราบใดที่ได้อยู่กับคุณ ฉันก็ยอมทั้งนั้น'
แต่ฉินหวยหรูก็ทำได้เพียงแค่คิดในใจเท่านั้น
ในยุคสมัยนี้ เรื่องชู้สาวระหว่างชายหญิงถือเป็นข้อห้ามที่ร้ายแรงมาก
การลักลอบมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว สถานเบาอาจถูกประจานให้อับอายและตกงาน สถานหนักอาจถึงขั้นได้กินลูกตะกั่ว
เมื่อรู้สึกว่าหลินเซิ่งลี่ไม่หลงกลมารยาที่เคยใช้ได้ผล ฉินหวยหรูจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเปลี่ยนแผน
"โอยย! ครอบครัวพี่สาวมันลำบากจริงๆ นะ!"
หลินเซิ่งลี่: 'อะไรวะเนี่ย เปลี่ยนจากบทแม่พระผู้แสนดีมาเป็นบทโศก บีบน้ำตาเรียกร้องความสงสารแล้วงั้นเหรอ'
"ตงซวี่ของฉันด่วนจากไปเร็วเกินไป ทิ้งลูก 3 คนกับแม่สามีที่ต้องกินยาทุกวันไว้ข้างหลัง ฉันต้องหาเลี้ยงครอบครัวอยู่คนเดียว"
"เงินเดือนฉันก็ไม่ได้เยอะ มันยากลำบากมากจริงๆ ที่ต้องเลี้ยงดูคนทั้งบ้านแบบนี้"
"เด็กๆ ทั้ง 3 คนก็กำลังอยู่ในวัยกำลังกินกำลังนอน พวกเขาหิวกันทุกวัน เอาแต่บ่นกับฉันว่าหิวข้าว แต่ฉันก็ได้แต่มองดูอย่างหมดปัญญา"
"ฉันรู้สึกว่าตัวเองไร้ความสามารถ ฉันทำให้ตงซวี่ที่จากไปแล้ว รวมถึงลูกๆ ทั้ง 3 คนต้องผิดหวัง"
"ฉันใช้ชีวิตอย่างยากลำบากจริงๆ!"
ฉินหวยหรูพูดด้วยความสะเทือนอารมณ์และน่าเวทนา น้ำตาอาบไหลรินทั่วใบหน้า
หลินเซิ่งลี่มองดูฉินหวยหรูที่อยู่ตรงหน้าพลางคิดในใจ 'เล่นเข้าไป เล่นละครเข้าไปเถอะ มาดูกันซิว่าเธอจะสรรหาบทไหนมาแสดงอีก'
อย่างไรก็ตาม ฉินหวยหรูคนนี้ ซึ่งมีหน้าตาคล้ายคลึงกับอาจารย์แซ่เฮ่าในวัยสาวจากชาติก่อนของเขา ช่างเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!
เขารู้สึกว่าฮอลลีวูดติดหนี้รางวัลออสการ์เธออยู่ตัวหนึ่งเลยทีเดียว
ตั้งแต่ประโยคแรกที่เอื้อนเอ่ย นัยน์ตาของเธอก็คลอไปด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้แต่ก็พร้อมจะหยดแหมะลงมาได้ทุกเมื่อ
ตลอดการพูด เธอผสมผสานท่าทางและสีหน้าต่างๆ เข้าด้วยกัน แสดงอารมณ์ออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวาและสมจริงสุดๆ
พอมาถึงบทสรุปอันแสนดราม่า จุดไคลแม็กซ์ก็มาถึง น้ำตาของเธอไหลพรั่งพรูลงมา ช่างเป็นภาพที่น่าเวทนาและสะเทือนใจอย่างแท้จริง
ตลอดการแสดงไม่มีฉากไหนที่ดูล้นหรือโอเวอร์เกินจริงเลยสักนิด!
จุดเด่นที่สุดของการแสดงของเธอคือความสมจริง!
เสื้อผ้าฤดูร้อนที่บางเบา รัดรูปเผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้า บวกกับท่าทางที่ดูน่าสงสาร โศกเศร้า และอมทุกข์ ซึ่งใครเห็นก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเวทนา...!
ให้ตายเถอะ!
มิน่าล่ะ ชายโสดทึนทึกอย่างซาจู้ถึงได้หัวปักหัวปำยอมเธอไปซะทุกอย่าง!
ผู้ชายธรรมดาคนไหนเจอบทนี้เข้าไปก็ยากที่จะต้านทานไหว!
ถ้าเป็นรายการประกวดพรสวรรค์ในยุคหลัง คงต้องมีกรรมการกดปุ่มไฟแล้วตะโกนว่า "ผู้เข้าแข่งขันคนนี้ ฉันขอเลือกคุณ!" ไปแล้วแน่ๆ
แต่น่าเสียดายที่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอคืออาจารย์หลินเซิ่งลี่ ผู้ผ่านการพบเจอผู้หญิงมาแล้วนับไม่ถ้วน
อาจารย์หลินของเราเห็นมาหมดแล้ว ไม่มีอะไรแปลกใหม่หรอก
ไม่ต้องพูดถึงดารานักแสดงมืออาชีพหรอก แค่สตรีมเมอร์สาวในคลิปวิดีโอสั้น มีคนไหนบ้างล่ะที่ไม่มีทักษะแพรวพราวและเต็มไปด้วยลูกไม้
แต่จะไม่แสดงความชื่นชมให้กับผู้เข้าแข่งขันที่อุตส่าห์ทุ่มเทแสดงขนาดนี้ได้ยังไงกันล่ะ แบบนั้นมันก็เสียมารยาทแย่!
หลินเซิ่งลี่ปรับสีหน้าแล้วถอนหายใจยาว "โธ่เอ๊ย~~~!"
"ช่างฉิน คุณใช้ชีวิตได้ลำบากมากจริงๆ"
"ไม่ต้องกังวลไปนะครับ ในเมื่อคุณทำงานหนักขนาดนี้แล้ว ผมคงปล่อยให้คุณมาช่วยทำนู่นทำนี่ไม่ได้เด็ดขาด ผมสัญญาว่าจะไม่รบกวนอะไรคุณเลย"
"ยิ่งไปกว่านั้น ผมจะช่วยเป็นหูเป็นตาบอกเพื่อนบ้านในเรือนซื่อเหอย่วนไม่ให้มารบกวนช่างฉินด้วย ยังไงซะ นอกจากทำงานแล้ว คุณยังต้องดูแลลูกอีกตั้ง 3 คน แถมมีแม่สามีที่ต้องกินยาทุกวันอีก มันหนักหนาสาหัสสำหรับคุณมากจริงๆ แล้วพวกเราจะปล่อยให้คุณไปคอยช่วยทำนู่นทำนี่ให้เพื่อนบ้านในเรือนซื่อเหอย่วนได้ยังไงกัน"
"คุณเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ควรรีบกลับไปพักผ่อนเถอะครับ ตอนนี้ผมก็กำลังรบกวนเวลาพักผ่อนของคุณอยู่ ซึ่งมันไม่เหมาะสมเอาซะเลย"
"ผมจะกลับเข้าห้องไปสำนึกผิดเดี๋ยวนี้เลย และขอสัญญาว่าจะไม่มารบกวนคุณอีกเป็นอันขาด!"
พูดจบ หลินเซิ่งลี่ก็หันหลังเดินกลับเข้าห้องไป พร้อมกับลงกลอนล็อคประตูจากด้านใน
เมื่อเห็นหลินเซิ่งลี่ถอนหายใจและทำหน้าเศร้าสลดราวกับว่าตนเองทำผิดพลาดมหันต์ ฉินหวยหรูก็ถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตก
บ้าไปแล้ว! นี่มันเรื่องอะไรกัน บทไม่ได้เขียนมาแบบนี้นี่นา!
บทที่ฉันแสดงออกถึงความน่าสงสารจนใครเห็นก็ต้องเวทนา มันควรจะไปกระตุ้นสัญชาตญาณความเป็นผู้นำของคุณ ทำให้คุณอยากจะปกป้องดูแลฉัน แล้วอาจจะเสนอเงินให้สักหน่อยไม่ใช่หรือไง
แต่หลินเซิ่งลี่คนนี้มันยังไงกัน จู่ๆ ก็เดินหนีไปดื้อๆ ซะงั้น
ท่าไม้ตายที่เคยใช้ได้ผลชะงัดของเธอ ล้มเหลวไปได้ยังไงกัน
ถึงแม้ว่านาย หลินเซิ่งลี่ จะเป็นแค่เด็กหนุ่มอายุ 18-19 แต่ก็ยังเป็นผู้ชายไม่ใช่หรือไง
สัญชาตญาณความเป็นผู้นำปกป้องอยู่ไหน ความเห็นอกเห็นใจในฐานะผู้ชายล่ะหายไปไหน
คำพูดที่แสดงความห่วงใยก็พูดมาตั้งยืดยาว แต่ยิ่งฟังมันก็ยิ่งทะแม่งๆ นะ!
ฉินหวยหรูก้มมองมือเปล่าๆ ของตัวเอง เริ่มเกิดความสงสัยในชีวิตขึ้นมาตงิดๆ
เมื่อจ้องมองประตูที่ปิดสนิท ฉินหวยหรูก็รู้สึกอยากจะเคาะประตูห้องของหลินเซิ่งลี่อีกสักรอบ
แต่เคาะแล้วควรจะพูดอะไร จะทำตัวยังไง หรือจะแสดงท่าทีแบบไหนดี นี่ถือเป็นปรัชญาอีกข้อหนึ่งเลยทีเดียว
หลังจากคิดอยู่เป็นเวลานาน ฉินหวยหรูก็ได้แต่รำพึงว่า 'หม่อมฉันทำไม่ได้เพคะ!'
ยังไงซะ เธอก็งัดเอามารยาทั้งหมดของนางชาเขียวดอกบัวขาวออกมาใช้จนหมดไส้หมดพุงแล้วนี่นา!
ฉินหวยหรู ผู้ซึ่งมักจะไร้เทียมทานในโรงงานรีดเหล็กและในเรือนซื่อเหอย่วน ต้องมาพบกับความพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกด้วยน้ำมือของหลินเซิ่งลี่ คนที่เธอมองว่าเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่ม
เมื่อตั้งสติได้ เธอคิดในใจว่า 'ไม่เป็นไร วันหน้าค่อยสู้กันใหม่ หลินเซิ่งลี่ เรายังมีเวลาอีกถมเถ' นั่นคือสิ่งที่ฉินหวยหรูคิด
ทันทีที่ฉินหวยหรูเดินคอตกกลับถึงบ้านด้วยความพ่ายแพ้ เธอก็ต้องเผชิญกับคำเยาะเย้ยถากถางอย่างไม่ปรานีจากเจี่ยจางซื่อ
"ไงล่ะ ดูสภาพแกสิ กลับมามือเปล่าใช่ไหมล่ะ ทำท่ากระตือรือร้นประจบประแจงไปก็เปล่าประโยชน์ ไม่เห็นจะได้อะไรเลย! แกมันก็แค่คนร่านที่ชอบเสนอหน้าไปอ่อยคนอื่นไปทั่ว" เจี่ยจางซื่อเยาะเย้ยอย่างสะใจขณะนั่งเย็บผ้า
ฉินหวยหรูตวัดสายตามองเจี่ยจางซื่อ "แม่ หมายความว่ายังไงคะ"
"ฉันก็แค่พยายามจะผูกมิตรกับหลินเซิ่งลี่ เพื่อที่เขาจะได้คอยช่วยเหลือครอบครัวเราไม่ใช่หรือไง"
เจี่ยจางซื่อกลอกตาใส่ฉินหวยหรู "เขาก็แค่เด็กหนุ่ม แกหัดดูสารรูปตัวเองบ้างสิ อย่าลืมนะว่าแกเป็นแม่ลูกสามแล้ว วันๆ อย่าเอาแต่คิดเรื่องไร้สาระให้มันมากนักเลย"