- หน้าแรก
- วิถีชีวิตหรูหราสุดแสนสำราญ
- บทที่ 5 นอนบนหลังวัวเหลือง
บทที่ 5 นอนบนหลังวัวเหลือง
บทที่ 5 นอนบนหลังวัวเหลือง
บทที่ 5 นอนบนหลังวัวเหลือง
วัวของครอบครัวหลัวเทียนวั่งเป็นวัวเหลืองตัวผู้ที่กำยำและอยู่ในวัยฉกรรจ์ มันมีนิสัยพยศและไม่ยอมให้ใครหน้าไหนเข้าใกล้ เวลาไถนาจึงมีเพียงหลัวเป่าหลินเท่านั้นที่ปราบมันได้อยู่หมัด ตอนที่หลัวเทียนวั่งเริ่มต้อนวัวครั้งแรก เขายังเคยถูกมันขวิดเอาด้วยซ้ำ ทว่าวัวตัวนี้ก็มีความซื่อสัตย์เป็นอย่างยิ่ง เมื่ออยู่ต่อหน้าหลัวเป่าหลิน มันกลับไม่หลงเหลือเค้าความดื้อดึงเลยแม้แต่น้อย
หลัวเป่าหลินจูงวัวเหลืองพลางใช้มืออีกข้างจูงมือหลัวเทียนวั่งเอาไว้ "เด็กดี ถ้าหลานง่วงเมื่อไหร่ก็บอกปู่นะ"
"ตอนนี้ผมยังไม่ง่วงครับ" หลัวเทียนวั่งตอบ
หลัวเป่าหลินรู้สึกว่าวันนี้หลานชายดูแปลกไปสักหน่อย ไม่เพียงแต่จะตื่นเช้ามากๆ เท่านั้น แต่สภาพจิตใจก็ยังดูแจ่มใส แตกต่างไปจากปกติอย่างสิ้นเชิง ชายชราถึงกับไม่มีสมาธิเกี่ยวหญ้าหมู ได้แต่คอยชำเลืองมองหลานชายอยู่เป็นระยะๆ
"ปู่ครับ ให้ผมจูงเจ้าเหลืองเถอะ ปู่จะได้ไปเกี่ยวหญ้าหมู" หลัวเทียนวั่งอาสา
"ไอ้หน้าขนตัวนี้มันดุจะตาย ถ้าหลานจูง มีหวังถูกมันขวิดเอาแน่" หลัวเป่าหลินจะกล้าปล่อยให้หลัวเทียนวั่งต้อนวัวตามลำพังได้อย่างไร หากเด็กคนนี้เผลอหลับไป โดนวัวเหลืองเหยียบเข้าคงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
"ปู่เชื่อผมสิ ตอนนี้ผมไม่ง่วงเลยสักนิด" หลัวเทียนวั่งดึงเชือกจูงวัวมาจากมือของผู้เป็นปู่
วัวเหลืองเงยหน้าขึ้นพร้อมกับปรายตามองหลัวเทียนวั่ง แววตาของมันดูไม่ค่อยเป็นมิตรนัก
"ทำตัวดีๆ หน่อยนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะเชือดแกกินซะ!" หลัวเทียนวั่งเดินเข้าไปตบหัววัวเหลืองเบาๆ
"เฮ้ย ระวัง!" หลัวเป่าหลินตกใจจนแทบสิ้นสติ เขารู้ซึ้งถึงอารมณ์ของวัวเหลืองตัวนี้ดีที่สุด มันเกรี้ยวกราดเป็นอย่างมาก หากไม่ใช่เพราะมันไถนาเก่งและยอมเชื่อฟังเขา เขาคงขายมันทิ้งไปตั้งนานแล้ว ทว่ากลับไม่มีใครหน้าไหนเข้าใกล้ไอ้หน้าขนตัวนี้ได้เลย
ทว่าสิ่งที่ทำให้หลัวเป่าหลินต้องประหลาดใจก็คือ วัวเหลืองตัวนั้นกลับไม่ได้ทำอันตรายใดๆ มันเพียงเงยหน้ามองหลัวเทียนวั่งด้วยสายตาว่างเปล่าเล็กน้อย มันส่ายหัวไปมาและแสดงสีหน้าเพลิดเพลินออกมาให้เห็น ขนาดตอนที่หลัวเป่าหลินเป็นคนจับเห็บหรือปัดแมลงวันให้ด้วยตัวเอง มันยังไม่เคยแสดงท่าทีสุขใจเช่นนี้มาก่อน
"ปู่ดูสิครับ เจ้าเหลืองเชื่องจะตาย ปล่อยให้ผมต้อนมันคนเดียวเถอะ" หลัวเทียนวั่งร้องบอก
"ก็ได้" ตอนนั้นหลัวเป่าหลินก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่ ถึงได้เผลอตอบตกลงตามคำขอของหลานชายไปอย่างง่ายดาย ทันทีที่หลุดปากออกไป เขาก็รู้สึกนึกเสียใจขึ้นมาตงิดๆ ด้วยเกรงว่าหลานชายจะได้รับอันตราย ระหว่างที่เกี่ยวหญ้าหมูอยู่ริมคันนา เขาจึงคอยชำเลืองมองสถานการณ์ของหลัวเทียนวั่งอยู่ตลอดเวลา โชคดีที่เขาไม่เห็นว่าเกิดเรื่องร้ายใดๆ ขึ้นกับหลัวเทียนวั่ง ชายชราจึงค่อยๆ เบาใจลง พลางคิดว่าคราวนี้อาการป่วยของเทียนวั่งอาจจะหายขาดแล้วจริงๆ ก็เป็นได้ ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านต่างก็ต้องเกี่ยวหญ้าหมู และหญ้าหมูริมคันนาก็อ่อนนุ่ม ใครๆ ต่างก็หมายปอง ด้วยเหตุนี้ หญ้าหมูตามริมคันนาจึงมีค่อนข้างบางตา หลังจากก้มหน้าก้มตาเกี่ยวไปได้สักพัก หลัวเป่าหลินก็เดินห่างออกไปไกลโดยไม่ทันรู้ตัว
ตอนที่หลัวเทียนวั่งตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เขาก็รู้สึกว่าวันนี้ตัวเองมีเรี่ยวแรงเต็มเปี่ยม ราวกับว่าจะไม่มีอาการง่วงหลับไปอีก ทว่าหลังจากจูงวัวเดินตามคันนาไปได้สักพัก ความง่วงงุนระลอกหนึ่งก็จู่โจมเข้ามา หลัวเทียนวั่งอดไม่ได้ที่จะหาววอด เขามองไปรอบๆ คันนาในยามเช้าเต็มไปด้วยน้ำค้าง ทั้งอากาศก็ยังเย็นเยียบ ไม่มีที่ไหนให้ล้มตัวลงนอนได้เลย หลัวเทียนวั่งจึงเบนสายตาไปที่แผ่นหลังของวัวเหลืองแทน เขาเดินเข้าไปหามันแล้วตบหัวมันเบาๆ
สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ วัวเหลืองตัวนั้นยอมคุกเข่าหมอบลงแต่โดยดี หลัวเทียนวั่งสั่งกำชับว่า "ห้ามแอบกินข้าวเชียวนะ!" จากนั้นก็ปีนขึ้นไปบนหลังวัว ล้มตัวลงนอน และผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว
วัวเหลืองลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคงบนคันนาและเล็มหญ้าต่อไป ทุ่งนาแถบนี้ปลูกข้าวเอาไว้ แม้ว่ารวงข้าวจะออกเมล็ดจนหนักอึ้งและรอการเก็บเกี่ยวในอีกไม่ถึงหนึ่งเดือน แต่ต้นข้าวก็ยังคงเขียวขจี สำหรับวัวแล้ว ต้นข้าวเหล่านี้คือสิ่งยั่วใจชั้นยอด ในอดีต ขอเพียงเจ้าของเผลอ วัวเหลืองตัวนี้ก็จะฉวยโอกาสแอบงับต้นข้าวเพื่อสนองความตะกละของมันเสมอ แต่วันนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำพูดของหลัวเทียนวั่งหรือเปล่า วัวเหลืองถึงได้ทำตัวว่านอนสอนง่ายและไม่ยอมแอบกินข้าวเลยแม้แต่คำเดียว
"เป่าหลิน! เทียนวั่งหลานนายไปนอนอยู่บนหลังวัวนู่นแล้ว!" ผู้เฒ่าหลัวกวงฟู่จากหมู่บ้านเดียวกันตะโกนบอก
หลัวเป่าหลินหันขวับไปมอง เหงื่อเย็นเยียบแตกพลั่กขึ้นมาทันที เขาไม่สนแม้กระทั่งตะกร้าไม้ไผ่ใส่หญ้าหมู ทิ้งทุกอย่างแล้ววิ่งเท้าเปล่าตรงดิ่งไปยังคันนาที่หลัวเทียนวั่งต้อนวัวอยู่ เดิมทีเขาคิดว่าวัวเหลืองคงจะก่อเรื่องเข้าให้แล้วในวันนี้ และไม่รู้เลยว่าจะต้องชดใช้ค่าเสียหายที่มันไปกินข้าวของคนอื่นอย่างไร แต่ใครจะไปรู้ว่าเมื่อเขาไปถึง กลับพบว่าวัวเหลืองกำลังก้มหน้าก้มตาเล็มหญ้าอยู่บนคันนาอย่างเอาจริงเอาจัง โดยไม่แตะต้องต้นข้าวเลยแม้แต่รวงเดียว สิ่งนี้ทำให้หลัวเป่าหลินรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง
"เทียนวั่ง เทียนวั่ง เด็กคนนี้ ทำไมถึงไปนอนบนหลังวัวได้ล่ะเนี่ย" หลัวเป่าหลินอุ้มหลัวเทียนวั่งลงมา แต่เด็กน้อยก็ยังคงหลับสนิท
"เฮ้อ!" หลัวเป่าหลินนึกว่าอาการของหลานชายหายเป็นปกติแล้ว ไม่คาดคิดเลยว่าจะเป็นเพียงการดีใจเก้อ ชายชรารู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างมาก
หลัวเป่าหลินจูงวัวเข้าไปในชายป่า ผูกเชือกไว้กับต้นไม้ จากนั้นก็แบกหลัวเทียนวั่งขึ้นหลังพากลับบ้าน
"ทำไมถึงหลับไปอีกแล้วล่ะ" เซียวชุนซิ่วเองก็รู้สึกผิดหวังอย่างมากเมื่อเห็นหลัวเทียนวั่งหลับอยู่บนหลังของหลัวเป่าหลิน
"เฮ้อ ดูเหมือนว่าจะยังไม่หายดีหรอกนะ ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป อนาคตเด็กคนนี้จะใช้ชีวิตยังไงล่ะเนี่ย!" เมื่อไหร่ก็ตามที่หลัวเป่าหลินนึกถึงเรื่องนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลใจ
"ฉันว่าวันนี้เทียนวั่งก็ดูดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากแล้วนะ อีกไม่นานก็คงจะหายดีนั่นแหละ" เซียวชุนซิ่วอุ้มหลานชายลงจากหลังของผู้เป็นสามี แล้วพาเข้าไปนอนบนเตียงในห้อง
ในความฝัน หลัวเทียนวั่งเอาแต่เล่นสนุกอยู่กับจุดแสงเหล่านั้นมาโดยตลอด บัดนี้ มีจุดแสงเกาะอยู่รอบๆ ตัวเขามากขึ้นเรื่อยๆ และแม้แต่จุดแสงสีทองที่ซุกซนที่สุดก็เริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ
คราวนี้หลัวเทียนวั่งหลับไปได้ไม่นานก็ตื่นขึ้น เขาไม่ได้กินอะไรเลยมาตลอดทั้งเช้า เมื่อลุกขึ้นนั่ง ท้องของเขาก็ส่งเสียงร้องโครกครากด้วยความหิวโหย ทันทีที่ได้กลิ่นหอมของข้าวลอยโชยมาจากในครัว เขาก็รีบเดินตรงเข้าไปทันที
หลังจากพาหลัวเทียนวั่งมาส่งที่บ้าน หลัวเป่าหลินก็ออกไปข้างนอกอีกครั้งและยังไม่กลับมา ส่วนเซียวชุนซิ่วก็ไปเก็บต้นกระเทียมในสวนผัก ฟืนในเตาไฟยังคงลุกไหม้ ข้าวในหม้อเหล็กกำลังเดือดปุดๆ และส่งควันฉุย ข้าวเพิ่งจะเริ่มสุก หลัวเทียนวั่งรู้สึกหิวเล็กน้อย จึงคว้าแตงกวาขาวจากโต๊ะกินข้าวมาเช็ดกับเสื้อผ้า แล้วเริ่มกัดกินคำโตดังกร้วมๆ
หลังจากกินแตงกวาไปหนึ่งลูก เขาก็คลายความหิวลง หลัวเทียนวั่งเหลือบไปเห็นกระดองเต่าที่เขางมขึ้นมาจากแม่น้ำเมื่อวันก่อนวางอยู่ตรงมุมครัว กระดองเต่าอันนี้หลัวเป่าหลินเป็นคนเก็บกลับมาในวันนั้น และเขาก็ดูไม่ออกเลยว่ามันคืออะไร แม้แต่หลัวเจิงไฉเองก็ยังบอกไม่ได้ว่าของสิ่งนี้คืออะไรกันแน่
หลัวเป่าหลินไม่รู้ว่ากระดองเต่านี้มีประโยชน์อันใด แต่เพราะมันเกี่ยวข้องกับอาการป่วยของหลานชาย เขาจึงไม่ได้โยนมันทิ้ง และเก็บซ่อนเอาไว้ในห้องครัว
เมื่อหลัวเทียนวั่งหยิบกระดองเต่าขึ้นมาถือไว้ในมือ มันก็ราวกับมีหลอดไฟสว่างวาบขึ้นมา ตัวอักษรที่ก่อตัวจากจุดแสงสีเขียวปรากฏขึ้นบนกระดองเต่า ตัวอักษรนั้นดูคล้ายกับอักษรจารึกกระดูกสัตว์ ซึ่งหลัวเทียนวั่งไม่รู้เลยว่ามันคือตัวอักษรอะไร ทว่าเขากลับรู้สึกคุ้นเคยกับสีเขียวนี้เป็นอย่างมาก ใช่แล้ว นี่มันไม่ใช่สีของจุดแสงสีเขียวที่เขาเห็นในความฝันหรอกหรือ?
หลัวเทียนวั่งใช้นิ้วชี้ลากไปตามตัวอักษรนั้น ทันใดนั้นตัวอักษรก็สว่างวาบขึ้นมาแล้วหายวับไปในพริบตา ราวกับว่ามันไม่เคยปรากฏขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย