- หน้าแรก
- จอมวางแผนทะลุมิติ พลิกใต้หล้าสร้างตำนาน
- บทที่ 1 - จักรพรรดิเสด็จเยือนอำเภอเถาหยวน
บทที่ 1 - จักรพรรดิเสด็จเยือนอำเภอเถาหยวน
บทที่ 1 - จักรพรรดิเสด็จเยือนอำเภอเถาหยวน
บทที่ 1 - จักรพรรดิเสด็จเยือนอำเภอเถาหยวน
อำเภอเถาหยวน หอเสวี่ยเยว่
ฟางเจิ้งอีหรี่ตาลง รอบกายมีสาวใช้รูปงามคอยปรนนิบัติ เสียงเจื้อยแจ้วหวานหูดังแว่วมาให้ได้ยิน
"นายท่านฟาง สบายไหมเจ้าคะ?" สาวใช้ที่กำลังบีบนวดไหล่อยู่ด้านหลังกระซิบถามข้างหูของฟางเจิ้งอี
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของฟางเจิ้งอี วันเวลาแบบนี้ช่างน่าสุขใจเสียจริง
"ไม่เลว ตกรางวัล!"
"บ่าวขอบพระคุณนายท่าน!" สาวใช้ที่บีบนวดอยู่ด้านหลังได้ยินก็ดีใจยกใหญ่ ลงน้ำหนักมือเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย
ฟางเจิ้งอีลืมตาขึ้นมาพร้อมกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ "เรียกนายท่านอะไรกัน เรียกนายน้อยสิ!"
สาวใช้รูปงามหัวเราะคิกคัก "เจ้าค่ะ นายน้อย!"
ฟางเจิ้งอีหลับตาลงอีกครั้ง ในใจอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
ในที่สุดอำเภอเถาหยวนก็มีหอนางโลมแห่งแรกเสียที ภายใต้ความพยายามอย่างไม่ลดละของเขา... คิดถึงตอนที่เพิ่งทะลุมิติมาใหม่ๆ เขาลนลานจนแทบทำอะไรไม่ถูก
คนอื่นทะลุมิติมาเป็นองค์ชาย เป็นคุณชาย แต่เขากลับกลายเป็นนายอำเภอยากจนข้นแค้น! แถมยังเป็นแบบที่ไม่มีใครเหลียวแลอีกต่างหาก
เขาใช้เวลาเดินเตร็ดเตร่อยู่ครึ่งค่อนเดือน ถึงพอจะทำความเข้าใจโลกใบนี้ได้คร่าวๆ
ราชวงศ์นี้ไม่เหมือนกับราชวงศ์ใดๆ ในประวัติศาสตร์จีนที่เขาจำได้ ทว่าอารยธรรมกลับคล้ายคลึงกันมาก
ตอนที่เขาทะลุมิติมา เป็นช่วงที่แคว้นเฉียนและแคว้นจิ่งกำลังทำสงครามกันพอดี อำเภอเถาหยวนแห่งนี้โชคดีที่รอดพ้นจากไฟสงครามมาได้เพราะตั้งอยู่ในถิ่นทุรกันดาร
แต่พอฟางเจิ้งอีต้องมารับช่วงต่อซากปรักหักพังนี้ เขาก็ถึงกับอ้าปากค้าง ประชาชนใต้ปกครองมีเพียงสองพันกว่าคน แถมแต่ละคนยังผอมโซ หน้าตาซีดเซียว อดมื้อกินมื้อ
ที่เกินจริงไปกว่านั้นคือ นายอำเภอผู้ช่วยและสมุห์บัญชีถึงกับอดตาย! แม้แต่ครูประจำอำเภอก็ยังวิ่งหนีตามชาวบ้านที่อพยพหนีตายไปแล้ว
ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ที่นี่ไม่มีอุตสาหกรรมหลักอะไรเลย สูญเสียความสามารถในการสร้างรายได้โดยสิ้นเชิง สภาพความเลวร้ายนี้เห็นได้ชัดเจน
ฟางเจิ้งอีต้องแบกรับความโกรธแค้นของประชาชน เขากัดฟันรีดเร้นเสบียงอาหารออกมานิดหน่อย นำไปหมักเป็นเหล้าขาวดีกรีสูงได้สิบกว่าโอ่ง
จากนั้นก็สั่งให้ชาวบ้านไปดักปล้นพ่อค้าเร่จากต่างถิ่น จับมากรอกเหล้าขาวไปไม่น้อย ถึงได้เริ่มเปิดช่องทางทำมาหากินได้!
ห้าปีต่อมา แคว้นเฉียนล่มสลาย ฮ่องเต้หลี่เช่อแห่งแคว้นจิ่งใช้มาตรการเด็ดขาดรวบรวมแผ่นดินจนได้รับชัยชนะ ใต้หล้าเริ่มกลับสู่ความสงบสุข!
ชีวิตความเป็นอยู่ของฟางเจิ้งอีก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
อุตสาหกรรมต่างๆ ในอำเภอค่อยๆ ฟื้นคืนชีพ ภายในเวลาเจ็ดปี พื้นที่ตัวอำเภอขยายตัวแล้วขยายตัวอีก!
ศาลว่าการถูกสร้างใหม่ บ่อนกาสิโน หอนางโลม และเหลาอาหาร มีครบครัน!
ยิ่งไปกว่านั้น การออกไปใช้อุบายหลอกล่อกึ่งข่มขู่กวาดต้อนผู้ลี้ภัยเข้ามา ก็ทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นถึงหลักหมื่นคน
อำเภอเล็กๆ ที่ไม่มีใครสนใจ เติบโตขึ้นมาจากการทำผิดกฎหมายและฝ่าฝืนระเบียบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนปัจจุบันอำเภอเถาหยวนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นสวรรค์บนดินขนาดย่อมๆ ไปแล้ว
ชีวิตของฟางเจิ้งอีช่างสุขสำราญยิ่งนัก
ตอนนี้เขาไม่ได้ตั้งตารอให้ราชสำนักส่งคนมาค้นพบและเลื่อนขั้นให้เขาเหมือนตอนแรกๆ อีกแล้ว ตรงกันข้าม เขากลับสั่งกำชับอย่างเข้มงวดให้พ่อค้าที่ร่วมธุรกิจด้วยเก็บเรื่องที่นี่ไว้เป็นความลับ!
แน่นอนว่าเมื่อหนึ่งปีก่อน ก็ยังมีขุนนางผู้ตรวจการของราชสำนักเดินทางมาถึงอำเภอเถาหยวนตามหน้าที่
พอมาถึงอำเภอเถาหยวน ขุนนางผู้นั้นก็รีบร้องตะโกนว่าเป็นนิมิตหมายอันดีงาม เตรียมจะรายงานความดีความชอบขึ้นไปเบื้องบนทันที
ฟางเจิ้งอีต้องงัดลูกไม้มาใช้พอสมควร ถึงจะจัดการปิดปากคนผู้นั้นได้!
ตอนนี้เขาแค่หวังว่าจะได้อยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต เป็นฮ่องเต้น้อยๆ ในถิ่นตัวเอง แบบนั้นจะไม่สุขีไปหน่อยหรือ?
ถึงอย่างไรชีวิตชาตินี้เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน กินดื่มไม่ขาดแคลน บ้านช่องหญิงสาว อยากได้อะไรก็มีหมด!
ขณะที่กำลังซาบซึ้งกับชีวิตอันแสนงดงาม จู่ๆ ก็มีคนวิ่งหน้าตั้งเข้ามาจากนอกหอเสวี่ยเยว่
คนผู้นี้หน้าตาธรรมดา สวมชุดขุนนาง มีดาบห้อยอยู่ที่เอว เขาสาวเท้าเข้ามาใกล้ฟางเจิ้งอีแล้วกระซิบเสียงต่ำ "นายน้อย! มีชาวบ้านรายงานว่าพบพ่อค้าต่างถิ่นอยู่ห่างออกไปสิบลี้ บนรถม้าไม่มีตราสัญลักษณ์ของพวกเรา จะให้ปล้นพวกเขาอีกสักรอบไหมขอรับ!"
ฟางเจิ้งอีโกรธจัด ยกขาขึ้นเตะใส่ทันที
"จางเปียว ไอ้สุนัขบัดซบ พวกเราเป็นหน่วยงานราชการ ไม่ใช่โจรภูเขา! วันๆ เอาแต่ปล้นคนมันหมายความว่ายังไงฮะ!"
"ตอนนี้พวกเราต้องทำให้ถูกระเบียบ! ถูกระเบียบ เข้าใจไหม! ถ้าทำให้พวกเขากลัวจะทำยังไง!"
จางเปียวยืนไม่มั่นคง ล้มพับลงไปกองกับพื้นด้วยท่าทางอ้อนแอ้น แล้วโอดครวญอย่างน้อยใจ "แต่ก่อนพวกเราก็ทำกันแบบนี้นี่ขอรับ..."
"ดีล่ะ! ยังกล้าเถียงอีก! เบื่อจะมีชีวิตอยู่แล้วใช่ไหม?"
บรรดาสาวใช้รูปงามรอบด้านหัวเราะกันคิกคัก
ต่อให้อำเภอเถาหยวนจะใหญ่แค่ไหนก็ยังเป็นแค่อำเภอ เวลาหลายปีที่อยู่ร่วมกันมา ทำให้ชาวบ้านในอำเภอเถาหยวนรู้จักนิสัยใจคอของนายอำเภอท่านนี้เป็นอย่างดี
ไม่ต้องพูดถึงบุญคุณอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อชาวอำเภอเถาหยวน นายท่านผู้นี้เป็นคนปากร้ายแต่ใจดี การที่จางเปียวได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ถือว่าเป็นคนสนิทแล้ว ชาวบ้านคนอื่นๆ อิจฉาแทบแย่
จางเปียวลุกขึ้นยืน ยืนรอรับคำสั่งอยู่ข้างๆ ฟางเจิ้งอีอย่างว่าง่าย
ถูกขัดจังหวะความสำราญกะทันหัน ฟางเจิ้งอีก็หมดอารมณ์จะอยู่ต่อแล้ว
หากถามว่าเรื่องอะไรสำคัญที่สุดในอำเภอเถาหยวน ก็ต้องเป็นการดึงดูดการลงทุนจากภายนอกสิ!
ตอนนี้รายได้ของอำเภอยังมาจากช่องทางเดียว จำเป็นต้องเร่งขยายธุรกิจใหม่ๆ เมื่อมีพ่อค้ามาเยือน จะละเลยไม่ได้เด็ดขาด
ฟางเจิ้งอีลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะหลงจู๊ที่อยู่ไม่ไกล
หลงจู๊รีบค้อมตัวคารวะตอบ
"ไปล่ะ! หลงจู๊ วันนี้ถือว่าข้ามาอุดหนุนเปิดหอเสวี่ยเยว่ของเจ้าแล้วนะ!"
"ตั้งใจทำธุรกิจของเจ้าไปให้ดี ข้ารับรองว่าเจ้าจะรวยแน่ แต่ขอบอกไว้ก่อน หากมีการทำผิดกฎหมาย หรือรังแกหญิงชาวบ้านเมื่อไหร่ ข้าจะสั่งรื้อหอเสวี่ยเยว่ของเจ้าทิ้งทันที! เข้าใจไหม?"
หลงจู๊เหงื่อตก หน้าเปื้อนรอยยิ้มประจบประแจง "ขอรับ ขอรับ ขอบพระคุณนายอำเภอที่เมตตาขอรับ!"
"ไป จางเปียว! กลับศาลว่าการ!"
...
"ฝ่าบาท ข้างหน้าเดินทางอีกไม่เกินครึ่งวันน่าจะถึงอำเภอเถาหยวนแล้ว คนจากในวังป่านนี้น่าจะเข้าสู่เส้นทางหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
กัวเทียนหยางประคองแผนที่ด้วยมือทั้งสองอย่างนอบน้อม เบื้องหน้าของเขาคือชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปีเศษ เขาก็คือจิ่งตี้ หลี่เช่อ!
แม้จะมีอายุเพียงสี่สิบกว่าปี แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยร่องรอยของความกรำศึก แววตาเด็ดเดี่ยว ทว่าลึกลงไปในดวงตากลับปรากฏแวววิตกกังวลอยู่เป็นระยะ
ตลอดสองปีที่ผ่านมา แม้แผ่นดินจะรวมเป็นหนึ่งเดียว แต่ภัยธรรมชาติและภัยจากน้ำมือมนุษย์ตามพื้นที่ต่างๆ ก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฎีกานับไม่ถ้วนปลิวว่อนราวกับเกล็ดหิมะส่งมาถึง
จิ่งตี้รู้สึกกดดันอย่างหนัก จึงเกิดความคิดที่จะปลอมตัวเสด็จประพาสต้น ทิ้งจดหมายไว้ฉบับหนึ่งแล้วแอบลอบออกจากวังมา
เมื่อเห็นกัวเทียนหยางประคองแผนที่เข้ามา พระองค์ก็พยักหน้าเบาๆ แล้วตรัสถามขึ้นลอยๆ "กัวป้านป้าน เจ้าเคยได้ยินชื่ออำเภอเถาหยวนบ้างไหม?"
กัวเทียนหยางส่ายหน้า "ทูลฝ่าบาท บ่าวไม่เคยได้ยินพ่ะย่ะค่ะ อำเภอแห่งนี้ตั้งอยู่กลางหุบเขา หนทางก็ขรุขระแสนเข็ญ ถนนหนทางก็คงขาดการซ่อมแซมมานานปี คิดว่าอำเภอแห่งนี้คงจะเล็กเสียจนไม่รู้จะเล็กยังไงแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
จิ่งตี้พยักหน้าอีกครั้ง ก่อนจะหลับตาลงพักผ่อน
กัวเทียนหยางเห็นดังนั้นจึงเก็บแผนที่ลง
ภายในรถม้าตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงล้อรถที่บดทับพื้นถนนดังกอดแอดๆ น่ารำคาญใจ
ผ่านไปก้านธูปหนึ่ง จิ่งตี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาแล้วถอนหายใจ
"พักที่อำเภอเถาหยวนสักวันเถอะ ถนนเส้นนี้มันแย่เกินไปจริงๆ สู้ขี่ม้ามายังจะรู้สึกสบายกว่านี้เสียอีก"
กัวเทียนหยางหัวเราะเจื่อนๆ "ฝ่าบาท ที่นี่ห่างไกลความเจริญมาก ถนนหนทางย่ำแย่ก็อยู่ในความคาดหมายพ่ะย่ะค่ะ รอให้พวกเราไปถึงเมืองเหิงเจียงก็คงจะดีขึ้นแล้ว"
"แต่บ่าวชรากังวลว่าอำเภอเถาหยวนจะเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ฝ่าบาทก็ไม่ได้พาองครักษ์มาด้วย..."
จิ่งตี้แค่นเสียงเย็น "กัวป้านป้าน นับวันเจ้าก็ยิ่งขี้ขลาดตาขาวนะ ตามข้าออกรบมาตั้งหลายปี ตอนนี้แค่ปลอมตัวออกมาตรวจราชการ ทำไมต้องกังวลอะไรมากมายขนาดนี้?"
"ข้าว่า เจ้าคงจะแก่แล้วจริงๆ..."
กัวเทียนหยางลนลาน รีบอธิบาย "ฝ่าบาท บ่าวชรา..."
"ตึง!"
พูดยังไม่ทันจบ รถม้าก็กระตุกอย่างแรง
กัวเทียนหยางกระดอนขึ้นไปสูงลิ่ว หัวโขกเข้ากับหลังคารถม้า
โชคดีที่จิ่งตี้ประทับนั่งอย่างมั่นคง สองมือจับพนักพิงไว้แน่นถึงรอดพ้นจากการบาดเจ็บมาได้
"ออกไปดูสิ!"
กัวเทียนหยางกุมกระหม่อมมุดออกจากรถม้า ชี้หน้าด่าคนขับรถม้าอย่างเกรี้ยวกราด "ไอ้สุนัขบัดซบ! ขับรถไม่ดูทางหรือไง? ทำให้เจ้านายข้าตกใจ ระวังหัวสุนัขของเจ้าจะหลุดจากบ่าเอา!"
คนขับรถม้าตัวสั่นงันงก ชี้มือไปข้างหน้า "นะ... นายท่าน ดูนั่นสิขอรับ!"
(จบแล้ว)