- หน้าแรก
- ขอเกาะหนึบบอสหนุ่มเพื่อนวัยเด็กไม่ยอมปล่อย
- บทที่ 22 รูปร่างของเจียงเยว่ดีขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?
บทที่ 22 รูปร่างของเจียงเยว่ดีขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?
บทที่ 22 รูปร่างของเจียงเยว่ดีขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?
บทที่ 22 รูปร่างของเจียงเยว่ดีขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?
เมื่อเห็นเช่นนั้น ซูอิงก็ยื่นมือออกไปประคองเจียงเยว่ตามสัญชาตญาณ ทว่าเรี่ยวแรงของเธอกลับสู้เขาไม่ได้เลย นอกจากจะพยุงเขาไว้ไม่อยู่แล้ว เธอยังถูกดึงล้มลงไปกองกับพื้นด้วยกันอีกต่างหาก
และที่แย่ไปกว่านั้นคือ เธอดันล้มทับลงไปบนตัวของเจียงเยว่เต็มๆ
ในวินาทีนั้น สมองของซูอิงขาวโพลนไปหมด สองมือพยายามยันพื้นเพื่อยันตัวขึ้นตามสัญชาตญาณ แต่กลับกลายเป็นว่าไปกดทับลงบนขาข้างที่บาดเจ็บของเจียงเยว่เข้าอย่างจัง
"ซี๊ด..."
เมื่อได้ยินเสียงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่จากคนใต้ร่าง ใบหน้าของซูอิงก็ซีดเผือดลงในทันที
เจียงเยว่เองก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ ขณะที่พยายามจะลุกขึ้น เขาเงยหน้าขึ้นมาและเห็นซูอิงนอนทับอยู่บนอก ร่างกายของทั้งสองแนบชิดติดกัน
เสื้อเชิ้ตบนอกของเขาถูกซูอิงดึงจนเปิดกว้างยิ่งกว่าเดิม กระทั่งกระดุมยังหลุดกระเด็นไปเม็ดหนึ่ง
"เจียงเยว่... นายไม่เป็นไรใช่ไหม" ซูอิงเอ่ยถาม พยายามยันตัวลุกขึ้น
ช่วงนี้เป็นฤดูร้อน เสื้อผ้าที่สวมใส่จึงบางเบาอยู่แล้ว ซูอิงสวมชุดกระโปรง และบังเอิญว่าคอเสื้อนั้นค่อนข้างกว้างและหลวม ตอนที่เธอยันตัวลุกขึ้น เจียงเยว่จึงเผลอมองทะลุลงไปในคอเสื้อของเธออย่างไม่ได้ตั้งใจ
ทันใดนั้น ใบหน้าของเขาก็แดงก่ำขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
เจียงเยว่รีบหันหน้าหนี ซูอิงที่ยังคงทาบทับอยู่บนอกเขาสามารถสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่รุนแรงและรวดเร็ว เมื่อได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วขึ้นเรื่อยๆ สีหน้าของเธอก็ยิ่งฉายแววกังวลหนักกว่าเดิม
"เจียงเยว่ ทำไมหัวใจนายเต้นแรงขนาดนี้ล่ะ รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า" ซูอิงรีบผุดลุกขึ้นยืน จากนั้นก็ย่อตัวลงเพื่อช่วยพยุงเจียงเยว่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใยขณะเอ่ยถาม
จะดีกว่านี้หากซูอิงไม่พูดอะไรออกมา คำพูดของเธอทำเอาใบหน้าของเจียงเยว่แดงก่ำยิ่งกว่าเดิม ความร้อนผ่าวลามไปถึงหลังใบหู
"อะแฮ่ม... แค่กๆ... อิงอิง ฉันไม่เป็นไร" เจียงเยว่กระแอมไอ พยายามกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนในใจ
แม้ว่าคืนนั้นพวกเขาจะลึกซึ้งกันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่ตอนนั้นเขาอาศัยความกล้าจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ไปไม่น้อย
ทว่าตอนนี้ นอกจากเขาจะมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนแล้ว ยังเป็นตอนกลางวันแสกๆ อีกด้วย
ในหัวของเขาถูกครอบงำด้วยภาพที่เพิ่งเห็นไปเมื่อครู่จนหมดสิ้น ทำให้คำพูดคำจาตะกุกตะกักไปบ้าง "ฉะ... ฉัน... อิงอิง พวกเรา... รีบกลับบ้านกันเถอะ"
ซูอิงยังคงเป็นห่วงอาการของเขา เมื่อเห็นว่าเขาไม่เป็นอะไรจริงๆ ในที่สุดเธอก็เบาใจลงและช่วยพยุงเขาเดินออกจากโรงพยาบาล
ที่หน้าประตูโรงพยาบาล เพื่อนของเจียงเยว่หารถเข็นมาได้คันหนึ่ง พวกเขาช่วยกันเข็นเขาไปส่งจนถึงเขตบ้านพักก่อนจะขอตัวกลับไป
ซูอิงประคองเขาเดินเข้าไปข้างใน เมื่อถึงบ้าน พวกเขาก็เห็นประตูบ้านของครอบครัวจ้าวหงเหมยปิดสนิท
ช่วงสองสามวันมานี้ เจียงเยว่ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน เมื่อกลับมาถึงตอนนี้ เขาจึงเพิ่งตระหนักว่าจ้าวหงเหมยได้จ้างคนมากั้นแบ่งพื้นที่บ้านหลังเดิมไปเสียแล้ว
ห้องสองห้องของเจียงเยว่ยังคงมีสภาพทรุดโทรมและมีข้าวของเครื่องใช้เพียงหยิบมือเหมือนเดิม ไม่มีแม้กระทั่งพื้นที่สำหรับทำอาหารอย่างเป็นสัดส่วน
เมื่อเห็นว่าครอบครัวของจ้าวหงเหมยกลั่นแกล้งเขากันถึงขนาดนี้ ซูอิงก็อยากจะไปเคาะประตูเอาเรื่องพวกเขาสักตั้ง ทว่าเจียงเยว่กลับคว้าแขนเธอไว้เพื่อห้ามปราม
"อิงอิง ขอโทษนะ ต่อจากนี้เธอคงต้องทนอยู่ในห้องสองห้องนี้ไปก่อน ลุงกับป้าอาจจะปฏิบัติกับฉันไม่ค่อยดีนัก แต่หลายปีมานี้ พวกเขาก็เลี้ยงดูฉันมาเพราะเห็นแก่แม่ บุญคุณที่เลี้ยงดูมานั้นยิ่งใหญ่ดั่งฟ้า อย่าไปทะเลาะกับพวกเขาเลยนะ"
เจียงเยว่รู้ดีว่าต่อให้ซูอิงไปเผชิญหน้ากับพวกเขา สุดท้ายก็คงกลายเป็นการทะเลาะเบาะแว้งและไม่อาจแก้ปัญหาอะไรได้อยู่ดี
เขาไม่อยากให้ซูอิงต้องมาทนรับความคับข้องใจเช่นนี้เพราะเขา
"เชื่อฉันนะ ในอนาคตฉันจะทำให้เธอได้อยู่ในบ้านหลังใหญ่ให้ได้" เจียงเยว่กล่าว พลางมองซูอิงด้วยแววตาจริงจังถึงขีดสุด
เมื่อเห็นเจียงเยว่พูดแบบนั้น ซูอิงจึงตัดสินใจปล่อยครอบครัวของจ้าวหงเหมยไปก่อนในตอนนี้
แน่นอนว่าเธอเชื่อมั่นในความสามารถของเจียงเยว่ เมื่อเขาเรียนจบจากโรงเรียนนายร้อย เขาจะได้เป็นนายทหารโดยตรง และอาจจะเป็นนายทหารที่อายุน้อยที่สุดในกองทัพเลยก็ว่าได้
อนาคตที่สดใสเบอร์นี้ เธอต้องจับเขาไว้ให้อยู่หมัดเสียแล้ว
เธอช่วยเก็บกวาดห้องของเจียงเยว่เล็กน้อย พับเสื้อผ้าของเขาอย่างเป็นระเบียบและวางไว้ด้านข้าง จากนั้นก็ต้มน้ำร้อนให้เขา
"ตอนนี้นายพักอยู่ที่นี่ไปก่อนนะ ถ้าต้องการอะไรก็ไปหาฉัน พักผ่อนให้เต็มที่ล่ะ เดี๋ยวตอนเย็นฉันจะเอาข้าวเย็นมาให้"
ซูอิงประคองเจียงเยว่ไปที่เตียง ถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่ากระดุมเสื้อเชิ้ตตรงหน้าอกของเขาหายไปหนึ่งเม็ด มันหลุดไปตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย?
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าคงเป็นตอนอยู่ที่โรงพยาบาลเมื่อครู่นี้ เธอจึงยื่นมือออกไปถอดเสื้อเชิ้ตของเขาออกโดยตรง
"กระดุมเสื้อนายหายไปเม็ดนึง ถอดออกมาก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันเอาไปเย็บซ่อมที่ร้านตัดเสื้อให้ แล้วนายค่อยเอามาใส่ใหม่นะ"
เจียงเยว่กำลังจะอ้าปากบอกว่าไม่จำเป็น แต่เมื่อโดนซูอิงจ้องมองแบบนั้น เขาก็พูดไม่ออกว่าจะบอกว่าตัวเองเขิน
หากผู้หญิงอย่างซูอิงยังไม่รู้สึกเขินอาย ชายชาตรีอย่างเขาที่มาทำท่าทีขวยเขินก็คงจะดูน่าขันเกินไป
ซูอิงเป็นคนตรงไปตรงมาโดยธรรมชาติจึงไม่ได้คิดอะไรมาก จนกระทั่งเจียงเยว่ถอดเสื้อเชิ้ตออกและยืนเปลือยท่อนบนอยู่ตรงหน้า เธอถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าบางทีพวกเขากำลังใกล้ชิดกันมากเกินไปหรือเปล่า?
แม้ว่าคืนนั้น... แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นรูปร่างของเขาเต็มๆ ตา
แต่ไม่นาน ซูอิงก็พบว่าตัวเองถูกเรือนร่างของเจียงเยว่ดึงดูดเข้าอย่างจัง
เธอรู้มาว่าปกติเจียงเยว่มักจะออกกำลังกาย แต่ไม่คาดคิดเลยว่ากล้ามเนื้อของเขาจะสมส่วนและดูดีขนาดนี้
ไหล่กว้าง เอวสอบ ไร้ซึ่งไขมันส่วนเกินแม้แต่น้อย กล้ามอกที่แข็งแกร่งและเส้นสายของกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ชัดเจนสมบูรณ์แบบ เพียงชั่วพริบตา กลิ่นอายของฮอร์โมนเพศชายก็พลันแผ่ซ่านคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
รูปร่างของเจียงเยว่นั้นคือแบบฉบับของนายแบบสุดคลาสสิก ดูผอมเพรียวเมื่อสวมเสื้อผ้า แต่กลับมีกล้ามเนื้ออัดแน่นเมื่อถอดออก ซูอิงรู้สึกได้เลยว่าใบหน้าของเธอเห่อร้อนและหัวใจเต้นแรงขณะที่จ้องมอง
เธอคิดในใจ รูปร่างของเจียงเยว่ดีกว่าร่างผอมกะหร่องแห้งเหี่ยวเป็นไม้เสียบผีของเสิ่นหย่งซานตั้งไม่รู้กี่เท่า ก่อนหน้านี้เธอตาบอดไปแล้วหรือยังไงกัน?
"เอ่อ... ฉันกลับบ้านก่อนนะ นายก็หาเสื้อตัวอื่นมาเปลี่ยนซะล่ะ เดี๋ยวตอนเย็นฉันมาใหม่" พูดจบ ซูอิงก็คว้าเสื้อเชิ้ต หมุนตัว และรีบจ้ำพรวดออกไปทันที
เธอไม่รู้ว่าเจียงเยว่จะสังเกตเห็นไหม แต่ใบหน้าของเธอตอนนี้ร้อนผ่าวราวกับคนเป็นไข้
เธอวิ่งออกมาข้างนอกและใช้เวลาอยู่นานกว่าจะสงบอารมณ์ลงได้
น่าอายเสียจริง ตาบ้าเจียงเยว่คงกำลังแอบขำเธออยู่ในใจแน่ๆ
เมื่อเห็นซูอิงวิ่งออกไปพร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำ เจียงเยว่ก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปาก
เขารู้ว่าซูอิงเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย แต่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเธอก็มีมุมเขินอายกับเขาด้วย
ข่าวเรื่องอาการบาดเจ็บของเจียงเยว่แพร่สะพัดไปทั่วเขตบ้านพักอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนเริ่ม แต่ข่าวลือกลับถูกตีไข่ใส่สีจนเกินจริงไปมาก ไม่นานทุกคนก็ลือกันให้แซดว่าขาของเขาพิการและไม่สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยได้อีกต่อไป
หากซูอี้ไม่ได้กลับมาบอกเล่าเรื่องราวที่บ้านก่อน ครอบครัวซูก็คงจะพลอยเป็นกังวลไปตามๆ กัน
"อิงอิง ขาของเจียงเยว่ไม่เป็นอะไรจริงๆ ใช่ไหมลูก" แม้ซูอิงจะบอกไปแล้วว่าขาของเจียงเยว่ไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่หลี่อวี้หลานก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นซูอิงกลับมา
"แม่คะ ไม่ต้องห่วงหรอก ขาเขาแค่มีรอยถลอกกับเคล็ดนิดหน่อย ไม่ได้ร้ายแรงอะไรเลย พักสักสองสามวันเดี๋ยวก็หายแล้วค่ะ"
เมื่อได้ยินซูอิงพูดเช่นนั้น ในที่สุดหลี่อวี้หลานก็คลายความกังวลลง
ตกเย็น หลังจากหลี่อวี้หลานทำกับข้าวเสร็จ ซูอิงก็นำอาหารไปให้เจียงเยว่
ระหว่างทางที่เธอกำลังเดินกลับจากการส่งอาหาร เธอก็บังเอิญได้ยินจ้าวหงเหมยกำลังป่าวประกาศกับใครต่อใครว่าขาของเจียงเยว่พิการจนไม่สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยได้อีกต่อไปแล้ว
"ใช่แล้วล่ะ ครอบครัวซูคิดว่าลูกสาวตัวเองได้ของดีไป ถุย! ตอนนี้คนเขารู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้วว่าขาของเจียงเยว่พิการ มีแต่ซูอิงคนเดียวแหละที่ยังโง่ถูกปิดหูปิดตาอยู่"
"ถ้าเจียงเยว่เข้าโรงเรียนนายร้อยไม่ได้ นั่นไม่เท่ากับว่าเขาหมดอนาคตแล้วหรอกเหรอ"
"อย่าว่าแต่โรงเรียนนายร้อยเลย ป่านนี้เขาคงเข้าทำงานที่โรงงานของเราไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉันเกรงว่าชีวิตเขาคงจบเห่แค่นี้แหละ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซูอิงก็แค่นหัวเราะเยาะในใจ
ผู้คนนับไม่ถ้วนในเขตบ้านพักต่างพากันอิจฉาตาร้อนที่เจียงเยว่สอบติดโรงเรียนนายร้อย พวกเขาก็แค่รอคอยและหวังให้เขาพบเจอกับความล้มเหลว
แม้กระทั่งจ้าวหงเหมยก็ยังเป็นไปกับเขาด้วย เดิมทีซูอิงเก็บคำพูดของเจียงเยว่มาใส่ใจ โดยคิดว่าในฐานะป้าที่เลี้ยงดูเขามาตลอดหลายปี เธอคงจะมีความละอายใจอยู่บ้าง ใครจะไปคิดล่ะว่าจิตใจของหล่อนจะมืดบอดได้ถึงเพียงนี้
แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เธอก็ไม่มีทางปล่อยให้จ้าวหงเหมยใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้อีกต่อไป