- หน้าแรก
- ทะลุมิติสร้างตำนาน เริ่มต้นที่การแต่งงานกับยุวชนสาว
- บทที่ 25 - น้ำท่วมบ้านแม่ม่าย
บทที่ 25 - น้ำท่วมบ้านแม่ม่าย
บทที่ 25 - น้ำท่วมบ้านแม่ม่าย
บทที่ 25 - น้ำท่วมบ้านแม่ม่าย
หากมองในตอนนี้ จี้หยวนไห่และตระกูลหวังยังไม่มีความแค้นต่อกัน
แต่หากมองจากความทรงจำ ความแค้นนี้ช่างใหญ่หลวงนัก!
ในความทรงจำ ขาของจี้หยวนไห่ต้องเป๋ไปเพราะก้อนหินก้อนใหญ่ในคูคลองก้อนนี้เอง และก้อนหินก้อนนี้ก็คือสิ่งที่ตระกูลหวังขนมาทิ้งไว้ พวกเขาไม่ยอมรับผิดแม้แต่น้อยในภายหลัง ทำให้จี้หยวนไห่ไม่เคยรู้เลยตลอดทั้งชีวิตว่าก้อนหินก้อนนี้มาได้อย่างไร
จนกระทั่งตายไป เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าต้นเหตุที่ทำให้ขาเป๋คือใคร
นอกจากนี้ หวังจินฮวาลูกสาวของหวังเหลาเอ้อร์ หลังจากมาเป็นพี่สะใภ้ของจี้หยวนไห่แล้ว ก็ยังกดขี่ข่มเหงและหาประโยชน์จากจี้หยวนไห่มาเกือบครึ่งชีวิต สุดท้ายยังถีบจี้หยวนไห่ที่ยอมเป็นวัวเป็นควายรับใช้บ้านนั้นออกมาจากบ้านอย่างไม่ไยดี โดยไม่ให้อะไรเขาสักอย่างเดียว
เมื่อนึกถึงตรงนี้ แม้จะมีลมเย็นและฝนปรอยพัดผ่านใบหน้า แต่โทสะของจี้หยวนไห่ก็เกือบจะสะกดไว้ไม่อยู่
เสี่ยวซานถุนต่างลือกันว่าแม่ม่ายหลิวเป็นคนทำหวังจินเซิ่งตาย แต่ในสายตาของจี้หยวนไห่ตอนนี้ ตระกูลหวังต่างหากที่เป็นคนทำลายชีวิตของเขาอย่างสิ้นเชิง...
ในยามนี้ จี้หยวนไห่ยังไม่มีอิทธิพลใดๆ ในหน่วยผลิต อีกทั้งก้อนหินก้อนนี้ก็ยังไม่ได้ก่อให้เกิดผลร้ายแรงใดๆ จึงยังไม่เหมาะสมที่จะแสดงท่าทีอะไรกับตระกูลหวัง
ทว่า บัญชีหนังหมาเล่มนี้เขาได้จดบันทึกเอาไว้แล้ว
ไม่ช้าก็เร็วเขาจะต้องเอาคืนจากตระกูลหวังให้ได้
จี้หยวนไห่ครุ่นคิดในใจ พลางจดจำเรื่องนี้เอาไว้
เลขาธิการหน่วยผลิตและสมาชิกคนอื่นๆ ต่างพากันยืนอยู่ที่ขอบคูคลองทั้งสองฝั่ง พลางส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไม่หยุด
อย่างไรเสีย ก้อนหินใต้ผิวน้ำนี้ก็ต้องถูกย้ายออกไป ไม่อย่างนั้นการระบายน้ำย่อมติดขัดไปตลอด
ตอนนี้ฝนเบาลงหน่อยยังพอจัดการได้ แต่ถ้าฝนกลับมาตกหนักอีกครั้ง หากเกิดพายุฝนขึ้นอีก แล้วน้ำระบายไม่ทัน พืชผลทางการเกษตรและบ้านดินในเสี่ยวซานถุนย่อมได้รับความเสียหายอย่างหนัก
"พวกเธอใช้พลั่วเหล็กลองดูอีกทีสิ!"
เลขาธิการกล่าวว่า "เดี๋ยวฉันจะพาคนไปแบกเชือกป่านเส้นหนามาสักไม่กี่เส้น แล้วเรียกคนอื่นๆ มาช่วยกัน พวกเรามาช่วยกันย้ายที่ให้หินก้อนนี้กันหน่อย!"
พูดจบ เขาก็ชี้ไปที่จี้หยวนไห่และจี้หยวนซาน "พวกเธอสองคนตามฉันกลับไปที่สำนักงานหน่วยผลิต ไปแบกเชือกป่านมา"
จี้หยวนไห่และจี้หยวนซานขานรับแล้วเดินตามเลขาธิการไป ส่วนคนอื่นๆ ก็ยังคงใช้พลั่วเหล็กออกแรงงัดหินใต้ผิวน้ำต่อไป ดูท่าทางว่าชั่วระยะเวลาสั้นๆ คงจะยังไม่เห็นผลอะไรนัก
เดินไปได้เพียงไม่กี่สิบเมตร จี้หยวนซานก็อดไม่ได้ที่จะจามออกมาอีกครั้ง
จี้หยวนไห่กล่าวว่า "ลุงเจ็ดครับ ให้พี่ผมรีบวิ่งกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแห้งก่อนดีไหมครับ? ร่างกายเปียกโชกไปหมดแล้ว"
เลขาธิการพยักหน้า "แบบนั้นก็ได้"
"หยวนซาน แกวิ่งเร็วๆ หน่อย เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็รีบไปที่สำนักงานหน่วยผลิตนะ"
"เชือกป่านมันทั้งเส้นหนาทั้งหนัก ฉันกับหยวนไห่สองคนแบกไม่ไหวหรอก แกต้องมาช่วยแบกอีกเส้นด้วย"
"ทราบแล้วครับลุงเจ็ด" จี้หยวนซานขานรับ พลางรีบออกวิ่งไปทันที แล้ววิ่งไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็ลื่นล้มลงในน้ำขังอีกครั้ง
เลขาธิการและจี้หยวนไห่ต่างก็อดขำออกมาไม่ได้ จี้หยวนซานรีบลุกขึ้นแล้วหันกลับมาส่งยิ้มอย่างขวยเขิน พลางเกาหัวแล้วออกวิ่งกลับหมู่บ้านต่อไป
"พี่แกนี่ดูจะไม่คล่องแคล่วเท่าแกเลยนะ" ลุงเจ็ดกล่าวกับจี้หยวนไห่
จี้หยวนไห่เองก็ไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่ส่ายหน้าไปมา
พี่น้องคนไหนจะคล่องแคล่วกว่ากันย่อมไม่มีอะไรจะมาวัดได้ การที่ลุงเจ็ดพูดเช่นนั้น จี้หยวนไห่จึงไม่อยากจะโต้แย้งและไม่อยากจะยอมรับตรงๆ สรุปคืออย่าเอามาเปรียบเทียบกันเลยจะดีกว่า
คนทั้งสองเดินลุยน้ำ ผ่านจุดที่เพิ่งจะขุดลอกคูคลองไปเมื่อครู่
หัวหน้าหมู่บ้านถามขึ้นว่า "ทางข้างหน้าเป็นยังไงบ้าง?"
ลุงเจ็ดตอบกลับไปว่า "บ้านหวังเหลาต้ากับหวังเหลาเอ้อร์เอาก้อนหินมาวางทิ้งไว้ จนทำให้คูคลองข้างล่างอุดตันเกือบตาย น้ำแทบจะไม่ไหลเลย"
พูดจบ เขาก็มองไปยังหวังเหลาต้ากับหวังเหลาเอ้อร์ที่อยู่ในฝูงชน พลางกล่าวด้วยโทสะว่า "พวกแกคิดจะทำอะไรกัน!"
"แรงงานทั้งหน่วยผลิตต่างก็ต้องมาหาวิธีงัดหินที่พวกแกขนมาทิ้งไว้!"
"หินนั่นมันมีประโยชน์บ้าบออะไรกัน!"
หวังเหลาเอ้อร์มีสีหน้าอับอาย "ผมแค่คิดว่าหินก้อนนั้นมันดูดีน่ะครับ เอามาล้อมคอกหมูคงจะเข้าท่า"
เขายังแก้ตัวอีกว่า "ผมไม่ได้โยนลงไปในคูคลองนะ! แค่เอามาวางไว้ข้างๆ คูเอง ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ครับ!"
"ฝนตกหนักขนาดนี้ น้ำก็ไหลเชี่ยวซะขนาดนั้น มีหรือหินมันจะไม่โดนพัดตกลงไป!" ลุงเจ็ดด่าออกมาด้วยความไม่พอใจอีกครั้ง "ดูแกทำเข้าสิ! รอฝนหยุดเถอะ เดี๋ยวฉันจะใช้ลำโพงหน่วยผลิตประกาศตำหนิแกให้หนัก!"
หวังเหลาเอ้อร์หน้าเสีย "เลขาธิการครับ... ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะครับ..."
"ไม่ได้ตั้งใจแล้วเรื่องมันจะจบงั้นเหรอ?"
ลุงเจ็ดดูเหมือนจะโกรธจัด แต่สุดท้ายก็ยังเห็นแก่หน้าตากันอยู่บ้าง "หวังเหลาต้า หวังเหลาเอ้อร์ ตามฉันไปที่สำนักงานหน่วยผลิตแบกเชือกป่านมา! วันนี้ต้องหาวิธีใช้เชือกย้ายหินนั่นออกไปให้ได้!"
"ทุกคนต้องออกแรงให้เต็มที่ ห้ามอู้งานเด็ดขาดนะ!"
"แน่นอนครับ แน่นอน!" หวังเหลาต้าและหวังเหลาเอ้อร์รีบวิ่งออกมา แล้วเดินตามลุงเจ็ดและจี้หยวนไห่มุ่งหน้ากลับเข้าหมู่บ้านไป
จี้หยวนไห่ปรายตามองคนทั้งสอง ในใจกลับยังคงนิ่งสงบ
พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ จดบัญชีหนังหมาไว้ก็พอ
ตอนนี้ยังไม่เกิดผลร้ายแรง ขาของจี้หยวนไห่ก็ยังไม่บาดเจ็บ ตระกูลหวังถูกลุงเจ็ดดุด่าไปยกใหญ่ เรื่องการตำหนิหรือตักเตือนในภายหลังย่อมมีแน่นอน
แต่เรื่องนี้ย่อมไม่ถือว่าเป็นการ "ทวงหนี้" ในบัญชีของจี้หยวนไห่แน่นอน
วันหน้าค่อยๆ ดูกันไปก็แล้วกัน
เช่นว่า จะลองช่วยหาบ้านสามีดีๆ ให้หวังจินฮวาดูก่อนดีไหม?
ยังไม่ทันจะเข้าหมู่บ้าน ทั้งหมดก็มองเห็นคนสองคน ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ต้นใหญ่จากที่ไกลๆ ใต้ต้นไม้ยังมีเครื่องนอน กะละมัง หม้อ และถ้วยชามวางอยู่
แม่ม่ายหลิวและหวังเสี่ยวหงลูกสาวของเธอ
เมื่อมองไปยังบ้านของสองแม่ลูกที่อยู่ไม่ไกล น้ำได้ท่วมสูงจนถึงระดับเอวแล้ว — เพราะตระกูลหวังรังเกียจสองแม่ลูก ทั้งสองจึงต้องอาศัยอยู่ในบ้านดินหลังเล็กนอกหมู่บ้าน
เดิมทีบ้านหลังนั้นถูกทิ้งร้างย่อมเป็นเพราะมีข้อบกพร่อง นั่นคือพื้นที่มันต่ำกว่าปกติ ทำให้น้ำท่วมขังได้ง่าย
ยามเมื่อพายุฝนมาเยือน สถานการณ์จึงเห็นได้ชัดเจนยิ่งนัก
สองแม่ลูกไร้ที่ซูบหัวนอนเสียแล้ว
"เอ๊ะ หวังเหลาเอ้อร์ นั่นไม่ใช่ลูกสะใภ้กับหลานสาวแกเหรอ?" ลุงเจ็ดถาม "ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ? ตอนที่พวกเราเดินผ่านเมื่อกี้ยังไม่อยู่เลย"
หวังเหลาเอ้อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงอัปมงคลว่า "สองคนกาลกิณีเนี่ย วันนี้วิ่งไปที่บ้านผม บอกว่าไม่มีที่อยู่ ขนข้าวของมาซะครบเชียว"
ลุงเจ็ดเบะปากกล่าว "บ้านแกนี่นะ... น้ำท่วมหนักขนาดนี้ ยังจะขับไสไล่ส่งสองแม่ลูกเขากลับมาอีกเหรอ? แล้วเขาจะอยู่กันยังไง? แกต้องให้เขามีทางรอดบ้างนะ"
"จะรอดหรือไม่รอดก็เรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับบ้านผม!" หวังเหลาเอ้อร์กล่าว "เธอมันตัวซวยที่ทำกิมเซิ่งลูกชายคนโตผมตาย ตอนนั้นเธอก็หย่ากับกิมเซิ่งไปแล้ว ไม่ใช่คนตระกูลหวังของเราอีกต่อไป"
"อย่าหวังว่าจะมาขอข้าวขอน้ำที่บ้านตระกูลหวังเชียว!"
"ฉันขอเตือนแกนะ อย่ามาพูดเรื่อง 'กาลกิณี' หรือเรื่อง 'ตัวซวย' ต่อหน้าฉัน ทางคอมมูนเขาไม่อนุญาต" ลุงเจ็ดเตือน
หวังเหลาเอ้อร์ยิ้มประจบ "ครับๆ เลขาธิการ ผมจะไม่พูดอีกแล้วครับ"
"ผู้หญิงคนนี้ทำตัวไม่เหมาะสม เดี๋ยวก็คงมีคนรับเลี้ยงเธอเองแหละ พวกเราไม่ต้องไปเป็นห่วงหรอกครับ!"
ลุงเจ็ดมองดูหวังเหลาต้าและหวังเหลาเอ้อร์ เห็นชัดว่าคนตระกูลหวังต่างก็อยากให้แม่ม่ายหลิวตายไปเสียเร็วๆ และไม่มีแม้แต่เยื่อใยแห่งความผูกพันให้กับเด็กหญิงตัวน้อยอย่างหวังเสี่ยวหงเลย
เรื่องนี้มันยากที่จะเข้าไปก้าวก่าย สาเหตุหลักก็มาจากชื่อเสียงของแม่ม่ายหลิว และพวกคนตระกูลหวังพวกนี้... หากทำไม่ดี หน่วยผลิตจะพากันลือว่าเขาเองก็ทำตัวไม่เหมาะสมในวัยชรา แบบนั้นจะลำบากเอาได้
กลุ่มคนเดินเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ แววตาของแม่ม่ายหลิวก็เริ่มมีประกายแห่งความหวังขึ้นมาบ้าง เธอรีบจูงมือหวังเสี่ยวหงวิ่งเข้ามาหา
"เลขาธิการคะ บ้านฉันโดนน้ำท่วมจนอยู่ไม่ได้แล้ว!"
ลุงเจ็ดไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว "เอ่อ... เรื่องนั้นก็ต้องหาวิธีแก้กันไป... หวังเหลาเอ้อร์..."
เมื่อเห็นท่าทีของเลขาธิการเช่นนี้ ใจของแม่ม่ายหลิวก็พลันเย็นวาบไปครึ่งหนึ่ง เธอจึงมองไปยังหวังเหลาเอ้อร์ด้วยความหวังเฮือกสุดท้าย
"คุณพ่อคะ ฉันกับเสี่ยวหงไม่มีที่ไปแล้ว ขออนุญาตกลับไปอยู่บ้านสักสองสามวันได้ไหมคะ?"
(จบแล้ว)