- หน้าแรก
- ขโมยพรสวรรค์ระดับเอสของฉันไปหรือตอนนี้แกต้องหวาดกลัวเมื่อฉันกลายเป็นเทพสงคราม
- บทที่ 46 ทีม 'ภักดี' ที่น่าสมเพช
บทที่ 46 ทีม 'ภักดี' ที่น่าสมเพช
บทที่ 46 ทีม 'ภักดี' ที่น่าสมเพช
ทันทีที่ได้ยินคำพูดของจางเหอ
บรรดาเจ้าหน้าที่ในศูนย์บัญชาการต่างพากันประหลาดใจ
ที่เขาบอกว่า "พูดเหมือนกันเป๊ะ" หมายความว่ายังไง?
ผู้ช่วยของหวังหลงเฉิงรีบสะกิดเตือน
"ท่านผู้บัญชาการครับ ดูเหมือนว่าก่อนที่ท่านจะออกคำสั่งจบ"
"ทีมนี้ก็ได้ตั้งขบวนป้องกันไปเรียบร้อยแล้วครับ"
ความจริงหวังหลงเฉิงสังเกตเห็นเรื่องนี้ก่อนแล้ว
เพียงแต่ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าหลี่มู่อยู่ในทีมนี้ด้วย
ตอนที่เขาออกคำสั่ง มีเพียงสี่ถึงห้าทีมเท่านั้นที่ตั้งขบวนป้องกันโดยไม่ควบม้าหนีเตลิดไปทั่ว
ทีมที่เหลือส่วนใหญ่ตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน ทั้งคนทั้งม้าล้มระเนระนาด
พอล้มมอนสเตอร์ได้ พวกเขาก็คิดแต่จะควบม้าหนีลูกเดียว
เห็นได้ชัดว่าพวกที่คิดจะใช้ม้าหนีน่ะ ไม่มีความรู้เรื่อง "เขตแดนกระดูกอสูร" เลยสักนิด
นี่เป็นเรื่องปกติ
บางคนที่ไม่อยาก "เสียเวลาวัยเยาว์" ในโรงเรียน พอปลุกพรสวรรค์ได้ก็ลาออกมาเข้ากองทัพเลย อย่างน้อยพวกนี้ก็ยังเคยเรียนมาบ้างสองสามปี
แต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่มีเงินเรียนหนังสือ พออายุถึงเกณฑ์ก็ปลุกพรสวรรค์ขึ้นมาเองตามธรรมชาติ
แล้วบังเอิญว่าเป็นพรสวรรค์สายต่อสู้พอดีเลยเข้าป่าเข้ากองทัพมา
พวกนี้แทบจะอ่านเขียนไม่ได้ด้วยซ้ำ
เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะรู้เรื่องลึกๆ อย่างเขตแดนกระดูกอสูร ซึ่งถือว่าเป็นเนื้อหาเฉพาะทางในตำราเรียนเสียด้วยซ้ำ
"ดึงบันทึกภาพของทีมแนวหน้าตอนที่หมอกเริ่มลงมาให้ฉันดูหน่วย"
หวังหลงเฉิงสั่งการ
หน้าที่ของผู้นำคือการรวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่มีให้เร็วที่สุด
ยิ่งข้อมูลละเอียดเท่าไหร่ การตัดสินใจก็จะยิ่งแม่นยำขึ้นเท่านั้น
ไม่นานนัก เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับทีมแนวหน้าก็ปรากฏบนหน้าจอสำรอง
เริ่มจากม้าศึกถูกโจมตีจนต้องถอย
สมาชิกหลายคนหันกลับไปช่วยกัน แต่แล้วม้าทั้งหมดก็เริ่มติดหล่มหมอก
เกิดการโต้เถียงกันระหว่างหัวหน้าทีมม้าเดิมกับหลี่มู่ จนหลี่มู่ตัดสินใจเข้าควบคุมทีมโดยอ้างสิทธิ์จากคะแนนผลงานที่สูงกว่า
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก!
ตามมาด้วยคำสั่งอันฉับไวของหลี่มู่
ตั้งขบวนป้องกัน, ออกจากพื้นที่สังหารเดิม, ตรวจสอบสัญญาณสื่อสารและพิกัด
ชุดคำสั่งถูกพ่นออกมาอย่างเป็นระบบระเบียบ
เจ้าหน้าที่ในศูนย์บัญชาการทุกคนถึงกับอึ้ง
นี่มันความเร็วในการตอบสนองระดับตำราเรียนชัดๆ!
นี่คือตัวอย่างที่สามารถเอาไปใช้เป็นคู่มือการสอนรับมือเหตุการณ์พิเศษในกองทัพเจิ้นหยวนได้เลย!
และยังไม่หมดแค่นั้น
ขณะที่ทีมเริ่มเคลื่อนที่ หลี่มู่ยังอธิบายสถานการณ์ที่พวกเขากำลังเจอให้เพื่อนร่วมทีมฟัง
ซึ่งมันตรงกับสิ่งที่หวังหลงเฉิงประกาศสั่งการทุกประการ
นี่มันยิ่งกว่าการปฏิบัติงานตามตำราแล้ว
เจ้าเด็กนี่มันคือ "ตำราเดินได้" ชัดๆ!
หลังจากดูจบ หวังหลงเฉิงก็ลิสต์ชื่อทีมของหลี่มู่ไว้ในรายการ "ทีมที่ไว้ใจได้มากที่สุด" ทันที
จากนั้นเขาจึงหันไปให้ความสนใจกับทีมอื่นๆ ต่ออย่างเด็ดขาด
ในขณะเดียวกัน ครูฝึกก็ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคบันทึกวิดีโอนี้แยกไว้
พวกเขาตั้งใจจะเอาไปส่งที่แผนกข้อมูลในภายหลัง เพื่อทำเป็นสารคดีเพื่อการศึกษาสำหรับสาธารณะ
"ท่านผู้บัญชาการครับ ระบุพิกัดทีมแรกได้แล้ว!"
เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิครีบซูมภาพไปที่ทีมหนึ่ง
หวังหลงเฉิงกดปุ่มสื่อสารทันที เสียงของเขาดังผ่านนาฬิกายุทธวิธีไปถึงสมาชิกทุกคนในทีมนั้น
"ทีมภักดี! พวกคุณถูกระบุตำแหน่งแล้ว!"
"อย่าตื่นตระหนก พวกคุณอยู่ตรงขอบเขตของกลุ่มหมอกพอดี รักษาความสงบไว้"
"เปิดแผนที่แล้วถอยร่นไปที่พิกัด 2371, 975!"
"มีหน่วยกู้ภัยรอรับพวกคุณอยู่ที่นั่น"
ท่ามกลางหมอกหนา
ทีมภักดี... ทีมเดียวกับที่เพิ่งปฏิเสธหลี่มู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ภารกิจ
ตอนนี้เหลือรอดอยู่เพียงสามคน กำลังวิ่งหนีตายอย่างลนลาน
ประกอบด้วยกัปตันทีม, หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าคนสวยนามว่าโจวชิง และเพื่อนร่วมทีมชายอีกหนึ่งคน
โจวชิงร้องไห้ออกมาอย่างคุมสติไม่อยู่ เธอหวาดกลัวสุดขีด
เธอคือทหารเจนศึกที่ผ่านภารกิจมาเป็นสิบครั้ง
แต่ความรู้สึกสยดสยองจากสิ่งที่ไม่เห็น และภัยคุกคามจากมอนสเตอร์ที่พร้อมจะพุ่งออกมาจากหมอกทุกเมื่อ ทำให้ประสาทของเธอแทบคลั่ง
แถมภาพที่เพื่อนร่วมทีมสองคนถูกมอนสเตอร์สี่ห้าตนฉีกร่างกัดกินต่อหน้าต่อตา ยิ่งทำให้สติของเธอขาดผึง
ความคิดแรกของพวกเขาคือการบดขยี้หินเคลื่อนย้ายกลับ
ถึงแม้พลังงานรอบตัวจะปั่นป่วนจนต้องใช้เวลาถึงสิบนาทีในการเปิดค่ายกล
แต่ถ้าพวกเขายอมยืนหยัดสู้ในที่เดียวให้ครบสิบนาที พวกเขาก็คงรอดกลับไปได้
แต่น่าเสียดาย พวกเขาบดหินไปสามก้อนรวด
ทว่าไม่มีร่องรอยของวงเวทย์ค่ายกลปรากฏขึ้นเลยสักนิด
ทั้งสามคนสู้ไปวิ่งไป พอได้ยินคำสั่งของหวังหลงเฉิง พวกเขาก็รู้สึกเหมือนเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
พวกเขารีบปรับทิศทางแล้วใส่เกียร์หมามุ่งหน้าไปยังพิกัดเป้าหมาย
"โฮก!~"
เสียงหอนโหยหวนดังขึ้น มอนสเตอร์ตนหนึ่งพุ่งออกมาจากด้านข้าง ตะปบเพื่อนร่วมทีมชายจนล้มคว่ำลงทันที
กระดูกอสูรตนนี้คือสุนัขปฐพีที่กลายพันธุ์
ขนาดตัวของมันขยายใหญ่ขึ้น หัวของหมาลูกผสมตกลงมาอยู่ที่หน้าอก
หลังของมันปริแตกออกราวกับจักจั่นลอกคราบ
กระดูกสันหลังทั้งแถบโก่งนูนออกมาจากหลัง และมีหัวกะโหลกที่ดูไม่เหมือนทั้งหมาและมนุษย์ โผล่ออกมาจากตำแหน่งที่เป็นท้ายทอยเดิมของมัน
มันดูน่าขนลุกและทรงพลัง ท่วงท่าการกัดกินดุดันและโหดเหี้ยมเป็นพิเศษ
เพื่อนร่วมทีมชายพยายามใช้มีดแทงสวนกระดูกอสูร
แต่เจ้าอสูรกลับไม่สะทกสะท้าน มันกัดเข้าที่ต้นขาของเขาอย่างบ้าคลั่งแล้วเหวี่ยงเขากระแทกพื้น
ทันทีหลังจากนั้น ตัวที่สองก็พุ่งออกมาจากหมอก รุมทึ้งกัดกินเขาอย่างโหดเหี้ยม
"อ๊ากกก!! ช่วยด้วย! ช่วยผมด้วย!!"
เพื่อนร่วมทีมชายแผดร้องด้วยความเจ็บปวดเจียนตาย
กัปตันทีมภักดีหยุดกะทันหันแล้วหันหลังกลับมา สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
แต่โจวชิงพอมองเห็นภาพนั้น เธอไม่ลังเลเลยแม้แต่วินาทีเดียว!
เธอใส่เกียร์หมาวิ่งหนีต่อไปทันที!
กัปตันทีมกัดฟันกรอด หันมองเพื่อนร่วมทีมที่กำลังถูกฉีกร่าง สลับกับมองโจวชิงที่วิ่งไปไกลแล้ว สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจกระทืบเท้าวิ่งตามโจวชิงไป
ความหวังในการรอดชีวิตอยู่ตรงหน้าแล้ว
เพื่อนร่วมทีมที่ไร้ค่าพวกนั้นน่ะเหรอ?
ก็แค่ตัวถ่วงในการเอาชีวิตรอดเท่านั้นแหละ!
"ไอ้พวกสารเลว!!"
เสียงกรีดร้องของเพื่อนร่วมทีมชายที่อยู่ข้างหลังดังก้องราวกับเสียงปีศาจจากขุมนรก
เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและอาฆาตพยาบาทอย่างถึงที่สุด
พวกเขามีสามคน! มอนสเตอร์มีสองตัว!
ถ้าทั้งสองคนหันกลับมาช่วย การจัดการมอนสเตอร์ที่กำลังรุมกินโต๊ะอยู่น่ะไม่ใช่เรื่องยากเลย
เขาเคยทำทุกอย่างเพื่อช่วยโจวชิงตอนที่เธอถูกล้อม
แต่ตอนนี้ที่เขากำลังลำบาก พวกเขาไม่แม้แต่จะหันหัวกลับมามอง!
ภาพเหตุการณ์นี้แน่นอนว่าถูกเห็นโดยทุกคนในศูนย์บัญชาการ
โดยเฉพาะหวังหลงเฉิง ที่ตอนนี้ใบหน้าดำทะมึนน่ากลัวสุดขีด!
เมื่อเห็นการกระทำของโจวชิงและกัปตันทีม
แม้แต่ชื่อทีมที่ตั้งว่า "ภักดี" ก็ดูจะกลายเป็นการประชดประชันที่บาดตาบาดใจที่สุด!
ขยะพวกนี้มันคืออะไรกัน?
ถ้าทหารใหม่ของกองทัพเจิ้นหยวนเป็นแบบนี้หมด...
เพื่อนร่วมทีมจะกล้าฝากหลังไว้ให้กันได้อย่างไร?
โจวชิงและกัปตันจงอี้วิ่งฝ่าหมอกออกมาได้อย่างรวดเร็ว และได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยกู้ภัยขั้นสามสองนาย
โจวชิงทรุดลงกับพื้นทันที หอบหายใจด้วยความโล่งอก
ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่รอดชีวิตมาได้แบบหวุดหวิด
ส่วนกัปตันทีมกลับยืนขมวดคิ้วด้วยความเจ็บปวดในใจ
เสียงกรีดร้องโหยหวนของเพื่อนชายคนนั้นยังคงดังกึกก้องอยู่ในหัวของเขา
หวังหลงเฉิงพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา ตัดสัญญาณภาพนั้นทิ้ง แล้วเปลี่ยนไปดูทีมอื่นแทน
ในขณะเดียวกัน ครูฝึกก็แอบสั่งเจ้าหน้าที่เทคนิคเบาๆ
บอกให้บันทึกวิดีโอของทีมจงอี้ไว้ด้วย
เพื่อเอาไปส่งแผนกจดหมายเหตุในภายหลัง เพื่อทำเป็นวิดีโอประชาสัมพันธ์
'เราต้องเอาเรื่องนี้มาใช้เป็นบทเรียนสอนใจทีหลัง มันจะเป็นตัวอย่างด้านลบที่ยอดเยี่ยมที่สุด'
เวลาผ่านไปสิบกว่านาที
ทีมแล้วทีมเล่าภายใต้การนำทางของหวังหลงเฉิง ต่างทยอยถอนตัวออกมาได้อย่างเป็นระเบียบ
มีหลายทีมที่เจอสถานการณ์คล้ายกับทีมภักดี
คือเพื่อนร่วมทีมถูกโจมตีระหว่างถอยร่น
แต่เกือบจะไม่มีทีมไหนเลยที่ทอดทิ้งเพื่อน ทุกทีมเลือกที่จะหันกลับไปสู้และฆ่ามอนสเตอร์เพื่อช่วยชีวิตเพื่อน
สุดท้ายพวกเขาก็รอดออกมาได้ครบโดยไม่บาดเจ็บสาหัส
เพียงชั่วพริบตา ทีมสิบหกจากยี่สิบสองทีมก็ได้ถอนตัวออกมาเรียบร้อยแล้ว
อีกสี่ทีมคาดว่าน่าจะถูกกำจัดไปจนหมดสิ้น
ส่วนอีกสองทีมที่เหลือ ติดอยู่ลึกเกินไปท่ามกลางหมอกหนาจนระบุพิกัดไม่ได้
หนึ่งในนั้นคือทีมแนวหน้าของหลี่มู่
ในตอนนี้ ลึกเข้าไปในม่านหมอก
สมาชิกทีมแนวหน้าทุกคนต่างอาบไปด้วยเลือด
ตลอดสิบกว่านาทีที่ผ่านมา พวกเขาทำการสังหารแทบจะไม่หยุดพัก!
พวกเขาไม่สามารถผ่อนคลายได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
หลี่มู่เพิ่งจะเหวี่ยงพลองผกาหนามบดขยี้หัวของกระดูกอสูรตนหนึ่งจนแหลก
จากนั้นเสียงของหวังหลงเฉิงก็ดังมาจากนาฬิกา
"หลี่มู่! นี่คือหวังหลงเฉิง!"
เมื่อได้ยินเสียงจากนาฬิกา
หลี่มู่และคนอื่นๆ ก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที
ผ่านไปสิบกว่านาทีแล้วตั้งแต่หวังหลงเฉิงสั่งการครั้งแรก
การที่เขาติดต่อกลับมาอีกครั้งหมายความว่าเขาระบุตำแหน่งของพวกเขาได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม ประโยคถัดมากลับทำให้หัวใจของพวกเขาหล่นวูบ
"พวกคุณอยู่ลึกเกินไป ระบุพิกัดที่แน่นอนได้ยาก หาทางเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวอย่างรวดเร็ว!"
"รับทราบครับ!"
หลี่มู่ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องนำทีมมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวเพื่อฝ่าวงล้อมออกมา
แต่ในวินาทีนั้นเอง
เสียงคำรามดังกึกก้องจนแผ่นดินสะเทือนสะท้อนออกมาจากหมอกหนาทึบที่อยู่ตรงหน้าพอดี!
หลี่มู่และคนอื่นๆ รู้สึกหูอื้อจนต้องรีบยกมือขึ้นปิดหู
คลื่นเสียงที่น่ากลัวนั้นพัดพาเอาหมอกหนาให้ม้วนตัววนไปมา
ท่ามกลางกลุ่มหมอกที่หมุนวนนั้น ปรากฏอสูรกระดูกขนาดยักษ์ ใหญ่โตราวกับภูเขาขนาดย่อม พุ่งทะยานออกมาจู่โจม
มันมีความสูงถึงหกเมตรเต็มๆ...