- หน้าแรก
- วิถีอมตะ ทำนายชะตาวันละหน เร้นกายสู่การเป็นยอดคนแห่งโลกบำเพ็ญเพียร
- บทที่ 23 ศิลปะการกำจัดของกลาง
บทที่ 23 ศิลปะการกำจัดของกลาง
บทที่ 23 ศิลปะการกำจัดของกลาง
บทที่ 23 ศิลปะการกำจัดของกลาง
ภายในห้องลับ แสงจากหินเรืองแสงค่อนข้างสลัว
โจวว่านเหนียนคว่ำถุงเก็บของสามใบที่ริบมาจากพวกโจรป่าลงบนโต๊ะ เสียงสิ่งของกระทบกันดังเคร้งคร้าง ข้าวของกองพะเนินเป็นภูเขาขนาดย่อม
"ฆ่าฟันชิงทรัพย์นำมาซึ่งความมั่งคั่ง คำโบราณไม่ได้หลอกข้าจริงๆ"
เขาตรวจนับคร่าวๆ ได้ศิลาวิญญาณระดับต่ำสองร้อยสามสิบก้อน อาวุธเวทระดับกลางสามชิ้น (กระบี่บินหนึ่งเล่ม ดาบหัวผีหนึ่งเล่ม กระจกคุ้มใจหนึ่งบาน) อาวุธเวทระดับต่ำอีกหลายชิ้น และขวดยาที่บรรจุยาฟื้นฟูปราณกับยาถอนพิษอีกสิบกว่าขวด
นี่คือกองโชคลาภมหาศาล
ทว่า เมื่อโจวว่านเหนียนมองไปยังอาวุธเวทระดับกลางทั้งสามชิ้น คิ้วของเขากลับขมวดมุ่น
ที่ด้ามกระบี่บินมีอักษรสลักคำว่า ลมดำ ไว้อย่างสะดุดตา บนสันดาบหัวผีก็สลักรูปหัวหมาป่าตาเดียวที่ดุร้าย ซึ่งเป็นอาวุธคู่กายที่เป็นเอกลักษณ์ของชายตาเดียว ส่วนกระจกคุ้มใจใบนั้น ตรงขอบก็มีตราสัญลักษณ์พิเศษของกองโจรติดอยู่
"หากข้าเอาของพวกนี้ไปขายตรงๆ เพียงไม่เกินครึ่งวัน หูตาของค่ายลมดำหรือกองกำลังมือปราบตระกูลเฉินคงตามรอยมาถึงตัวข้าแน่"
ในวงการนี้ อาวุธเวทเปรียบเสมือนใบหน้าใบที่สองของผู้บำเพ็ญเพียร การเอาอาวุธที่มีชื่อเสียงของคนตายมาป่าวประกาศในที่สาธารณะก็ไม่ต่างจากการรนหาที่ตายให้เร็วขึ้น
"ต้องจัดการเสียหน่อย"
โจวว่านเหนียนหยิบกระบี่บินเหล็กกล้าที่สลักคำว่า ลมดำ ขึ้นมา
หากเป็นนักล่าพเนจรทั่วไปที่เจอสถานการณ์นี้ คงไม่ตัดใจทิ้งของก็ต้องเสียเงินก้อนโตไปจ้างช่างหลอมอาวุธให้ช่วยหลอมใหม่
แต่โจวว่านเหนียนมีวิชาเฉพาะตัว
"สหายเก่า คราวนี้ต้องพึ่งเจ้าแล้ว"
เขาหยิบปึก ยันต์ทำความสะอาดฉบับไส้เดือน ออกมาจากอกเสื้อ
ในเมื่อยันต์นี้สามารถดูดซับไอพิษดินในแผ่นค่ายกล และดูดซับไอปีศาจจากไม้พญางิ้วดำได้ เช่นนั้น... การขัดเกลาผิววัสดุวิญญาณบนพื้นผิวอาวุธเวทออกไปสักชั้น ก็ไม่น่าจะมีปัญหาใช่หรือไม่?
"สำแดงเดช!"
โจวว่านเหนียนแปะยันต์ทำความสะอาดลงบนอักษร ลมดำ แล้วโคจรพลังวิญญาณ
วืบบบ—
ลวดลายกงจักรประหลาดบนยันต์สว่างวาบขึ้นทันที พร้อมส่งเสียงจี๊ดๆ คล้ายเสียงหินเจียรที่กำลังขัดโลหะ
แรงดูดหมุนวนอันทรงพลังนั้นไม่ได้ทำเพียงแค่ปัดฝุ่นอย่างอ่อนโยนอีกต่อไป แต่มันเหมือนกับตะไบขนาดเล็กนับไม่ถ้วนที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่งและเฉือนลงบนพื้นผิวของกระบี่บิน
กระบี่บินเหล็กกล้าส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน
เพียงสามอึดใจ
ยันต์ทำความสะอาดก็มอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน
โจวว่านเหนียนเป่าผงโลหะบนพื้นผิวออก เขาเห็นว่าอักษร ลมดำ ที่เคยสลักไว้ลึกตรงด้ามกระบี่ถูกขัดออกจนเหลือเพียงรอยจางๆ ประกายโลหะรอบข้างก็หมองคล้ำไร้แวววาว ราวกับถูกน้ำกรดกัดกร่อน
"ความแรงยังไม่พอ เอาอีกแผ่น"
เพียะ!
ยันต์ทำความสะอาดแผ่นที่สองถูกแปะลงไป
เสียงจี๊ดๆ ดังระงมขึ้นอีกครั้ง
เมื่อยันต์แผ่นนี้เผาไหม้หมดไป พื้นที่ตรงด้ามกระบี่ส่วนนั้นก็บุบลงไปเล็กน้อย ไม่เพียงแต่อักษร ลมดำ จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่ลวดลายเมฆาที่เคยวิจิตรบรรจงก็ถูกขัดจนกลายเป็นผิวเรียบๆ ที่ขรุขระ
กระบี่บินระดับกลางที่เคยเปล่งประกายเย็นวาบ บัดนี้ดูเหมือนของตำหนิที่เก็บมาจากกองขยะ ทั้งสนิมเขรอะและผ่านการขัดอย่างรุนแรง แม้ระดับของมันจะยังคงเป็นระดับกลางอย่างหวุดหวิด แต่รูปลักษณ์ภายนอกนั้นดิ่งลงเหวไปแล้ว
"สมบูรณ์แบบ"
โจวว่านเหนียนสำรวจ กระบี่ใหม่ เล่มนี้ด้วยความพึงพอใจ
"ทีนี้ใครจะจำได้ว่านี่คือกระบี่ของค่ายลมดำ? นี่มันก็แค่เศษเหล็กผุๆ ที่นักล่าพเนจรนิรนามใช้จนเยินชัดๆ"
ในหนึ่งชั่วโมงต่อมา โจวว่านเหนียนก็ใช้วิธีเดียวกันนี้จัดการส่วนที่เหลือ
ดาบหัวผีของชายตาเดียวหรือ? ขัดมันซะ! ขัดหัวหมาป่านั่นจนกลายเป็นก้อนปุ่มนูนโล้นๆ!
กระจกคุ้มใจหรือ? ขัดมัน! ขัดตราสัญลักษณ์จนเรียบเตียน แถมยังทำให้ขอบกระจกบิ่นเว้าแหว่งไปเสียด้วย!
กว่าจะจัดการอาวุธเวทที่มีตำหนิโดดเด่นจน สะอาด หมด บนโต๊ะก็มีกองผงโลหะเพิ่มขึ้นมาอีกกอง พร้อมกับของอีกไม่กี่ชิ้นที่มีสภาพน่าเวทนาจนดูเหมือน เศษเหล็ก
แม้การทำเช่นนี้จะทำให้มูลค่าของอาวุธเวทลดลงไปอย่างน้อยสามส่วน แต่มันแลกมาด้วยความปลอดภัยอันสมบูรณ์
"นี่เขาเรียกว่า... การฟอกของ"
โจวว่านเหนียนเก็บอาวุธเวทเหล่านี้ไว้ ส่วนสิ่งของเบ็ดเตล็ดอื่นๆ ที่ระบุตัวตนได้ง่าย (เช่น เสื้อผ้าของโจรป่า ป้ายประจำตัว ฯลฯ) เขาจัดการเผาจนเป็นเถ้าถ่านด้วยไฟเพียงกองเดียวแล้วชำระล้างลงท่อระบายน้ำไป
เมื่อจัดการเรื่องทั้งหมดนี้เสร็จสิ้น ก็เข้าสู่ยามจือพอดี
โจวว่านเหนียนล้างมือ จุดธูปสงบจิตใจ แล้วเรียกวงล้อสวรรค์ออกมา
จัดการของเสร็จแล้ว ต่อไปคือการหาช่องทางที่ปลอดภัยในการเปลี่ยนพวกมันเป็นเงินสด
"ขอกล่าวถามความลับสวรรค์ วันพรุ่งนี้ข้าควรไปขายอาวุธเวทที่ ผ่านการแปรรูป เหล่านี้ที่ใด จึงจะหลบเลี่ยงหูตาของค่ายลมดำและการตรวจสอบของตระกูลเฉินได้ ทั้งยังได้ราคาที่ยุติธรรม?"
กระดองเต่าทองเหลืองหมุนวนอย่างช้าๆ ในทะเลแห่งความรู้ ก่อนจะหยุดนิ่งลง
คำทำนายวันนี้: มงคลเล็กน้อย
ทิศแห่งโชคลาภ: เขตใต้ของตลาดตรอกหลัง ร้านช่างเหล็กเฒ่า
เป้าหมายการค้า: ช่างหลอมอาวุธพเนจรที่มีฉายาว่า เตาหลอม คนผู้นี้มีนิสัยประหลาด เชี่ยวชาญการรับซื้ออาวุธเวทที่ชำรุดและเศษวัสดุวิญญาณต่างๆ เพื่อนำไปสกัดเอาวัตถุดิบตั้งต้น สนใจเพียงตัววัสดุ ไม่สนใจที่มา
ทางแก้: อย่าขายในนาม อาวุธเวท ให้ขายรวมเป็นห่อในนาม เศษเหล็กสำหรับหลอมใหม่ แม้ราคาจะต่ำกว่าเล็กน้อย แต่ข้อดีคือขายได้จำนวนมากและไร้ปัญหาตามมาภายหลัง
"ขายเป็นเศษเหล็กงั้นหรือ?"
เมื่อเห็นผลคำทำนาย โจวว่านเหนียนก็ได้แต่หัวเราะขื่นๆ
การขายอาวุธเวทระดับกลางเป็นเศษเหล็ก คงเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นไม่กี่ครั้งในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร แต่นี่แหละที่เหมาะกับเขาที่สุด การขายอาวุธเวทนั้นง่ายต่อการถูกจดจำเพราะคุณลักษณะของมัน แต่การขายเศษเหล็ก... ใครจะไปจำได้ว่ากองเศษเหล็กกองหนึ่งหน้าตาเป็นอย่างไร?
...วันรุ่งขึ้น ยามบ่าย
เขตใต้ของตลาด ตรอกหลังที่เต็มไปด้วยกลิ่นควันถ่านและเสียงค้อนตีเหล็ก
ชายหลังค่อมในชุดสั้นสีเทา ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นถ่าน แบกถุงกระสอบใบหนักพลางเคาะประตูหลังของร้านช่างเหล็กที่ดูทรุดโทรม
คนผู้นี้คือโจวว่านเหนียนที่ปลอมตัวมา เพื่อให้เข้ากับบทบาท คนขายเศษเหล็ก เขาจงใจทำให้ผิวคล้ำกร้าน และถึงขั้นยัดดินดำไว้ใต้เล็บ
"ใครน่ะ?"
ประตูเปิดออก ชายชราที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ผมขาวโพลนทว่ายังดูแข็งแรงกระฉับกระเฉงโผล่หัวออกมา ในมือยังถือค้อนเหล็กอันใหญ่
"รับซื้อเศษเหล็กไหม?"
เสียงของโจวว่านเหนียนแหบพร่า เขาพาดถุงกระสอบลงบนพื้นดัง ตึ้ง
ชายชราปรายตามองถุงกระสอบ จมูกกระดิกเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นโลหะผสมกับวัสดุวิญญาณ
"เข้ามา"
ชายชราเบี่ยงตัวให้เขาผ่านไป
เมื่อเข้ามาในลานบ้าน ภายในนั้นเต็มไปด้วยไอร้อนระอุ ใจกลางมี เตาหลอม ขนาดใหญ่ที่คอยพ่นลมหายใจเป็นไฟดินออกมา
"เทออกมาดูสิ" ชายชราขี้ไปที่พื้น
เคร้งคร้าง
โจวว่านเหนียนยกก้นถุงแล้วเทของข้างในออกมา
กระบี่บินและดาบเล่มใหญ่หลายเล่มที่ถูกขัดจนจำสภาพเดิมไม่ได้ พร้อมกับเศษโลหะไม่ทราบที่มาอีกไม่กี่ชิ้น กลิ้งตกลงไปบนพื้น
ชายชรานั่งยองๆ ลงแล้วหยิบดาบหัวผีที่เดิมทีเป็นของชายตาเดียวขึ้นมา ตอนนี้สันดาบถูกขัดจนบุบเบี้ยวไม่เท่ากัน และมีรอยบิ่นอยู่หลายแห่งบนคมดาบ (ซึ่งโจวว่านเหนียนจงใจทำขึ้น)
"อืม... เหล็กชั้นดีผสมทรายทองดำ วัสดุพื้นฐานใช้ได้"
ชายชราใช้นิ้วดีดใบดาบเพื่อฟังเสียง เขาไม่สนใจรูปทรงเดิมของดาบเลยแม้แต่น้อย และไม่ได้ถามว่าทำไมสันดาบถึงถูกขัดจนเยินเช่นนั้น
ในสายตาของเขา นี่เป็นเพียงก้อนเหล็กที่รอการถูกหลอมเท่านั้น
"ส่วนนี่ กระจกคุ้มใจ ใช้เงินอ่อนและเหล็กนิล"
ชายชราแยกสิ่งของบนพื้นอย่างคล่องแคล่ว สุดท้ายเขาก็หยิบตาชั่งออกมาปอน้ำหนัก
"รวมทั้งหมดสี่สิบสามจิน"
ชายชราแจ้งตัวเลข "ตามราคาขยะรีไซเคิล ข้าให้เจ้าหกสิบศิลาวิญญาณ นั่นเป็นเพียงค่าวัสดุเท่านั้น"
หกสิบศิลาวิญญาณ
ต้องรู้ก่อนว่า เพียงแค่กระบี่บินระดับกลางเล่มเดียวนั้น หากอยู่ในสภาพสมบูรณ์สามารถขายได้ถึงแปดสิบศิลาวิญญาณ! มูลค่ารวมเดิมของของสามชิ้นนี้อย่างน้อยก็ต้องสองร้อย
ตอนนี้มันลดลงไปมากกว่าสามเท่าตัว
แต่โจวว่านเหนียนกลับไม่รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย เขากลับพยักหน้าตกลงอย่างรวดเร็ว "ตกลง จ่ายเงินมา"
สำหรับเขา นี่คือการค้าที่ไม่มีต้นทุน ศิลาวิญญาณหกสิบก้อนนี้ก็ได้มาฟรีๆ และที่สำคัญคือมันเป็นเงินที่ สะอาด อย่างที่สุด
ชายชราไม่พูดมากเช่นกัน เขาสะบัดถุงศิลาวิญญาณออกมา จากนั้นต่อหน้าต่อตาโจวว่านเหนียน เขาใช้คีบคีบดาบหัวผีขึ้นมาแล้วโยนลงไปในเตาหลอมที่กำลังลุกโชนโดยตรง
จี๊ด—
เปลวไฟลุกพุ่งขึ้นมา
เมื่อเห็นอาวุธที่เคยเปี่ยมไปด้วยไอสังหารค่อยๆ อ่อนตัว เสียรูปทรง และในที่สุดก็กลายเป็นของเหลวสีแดงฉานในไฟที่โหมกระหน่ำ ความกังวลสุดท้ายในใจของโจวว่านเหนียนก็มลายหายไปดุจควันไฟ
ในโลกใบนี้ จะมีวิธีทำลายหลักฐานใดที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปกว่าการกลายเป็นเหล็กหลอมอีกล่ะ?
"ไปละ"
โจวว่านเหนียนรับเงินแล้วจากไป... กลับสู่ตรอกไผ่เขียว
โจวว่านเหนียนเทศิลาวิญญาณหกสิบก้อนที่เพิ่งแลกมา รวมกับที่มีอยู่เดิมทั้งหมดลงบนเตียง
"ตอนนี้ข้ามีศิลาวิญญาณอยู่ในมือเกือบสี่ร้อยก้อนแล้ว"
"นี่ถือเป็นเงินก้อนโตทีเดียว"
"แต่เงินที่อยู่นิ่งๆ คือเงินที่ตายแล้ว มันต้องถูกเปลี่ยนเป็นความแข็งแกร่ง"
ตบะในตอนนี้ของเขาเพิ่งจะทะลวงเข้าสู่ขั้นฝึกปราณระดับสี่ (แม้ภายนอกจะพรางตาไว้) ในระยะสั้นเขาไม่จำเป็นต้องซื้อโอสถ ส่วนเรื่องอาวุธเวท เขาก็ไม่ได้ขาดแคลน (เพราะเขาสามารถวาดเขียนยันต์เองได้และมีค่ายกลป้องกันอยู่แล้ว)
"ถึงเวลาเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันเชิงรุกให้กับ ฐานที่มั่นแห่งวิถีเอาตัวรอด เสียที"
โจวว่านเหนียนมองออกไปทางลานบ้าน
เรือนหมายเลข 16 ในตอนนี้มีพลังป้องกันที่เพียงพอแล้ว (ค่ายกลพรางตา + ค่ายกลเมฆา) แต่วิธีการโจมตีกลับมีเพียงรูปแบบเดียว คือต้องพึ่งพาให้เขาคอยซัดยันต์ออกไปด้วยมือตนเอง
จะเกิดอะไรขึ้นหากวันหนึ่งเขาต้องกักตนบำเพ็ญเพียร หรือถูกพัวพันจนไม่สามารถละมือออกมาได้?
"หากข้าสามารถรวมยันต์เข้ากับค่ายกลได้..."
"ทำให้ยันต์เป็นส่วนหนึ่งของจุดเชื่อมต่อค่ายกล เพื่อที่ว่าเมื่อค่ายกลถูกกระตุ้น ยันต์ก็จะทำงานโดยอัตโนมัติ?"
ในใจของโจวว่านเหนียนนึกถึงบันทึกเรื่อง การเชื่อมโยงจุดตาค่ายกล จากตำราค่ายกลเบื้องต้น และยังนึกถึงหลักการกระตุ้นยันต์จากคัมภีร์ยันต์ว่างเปล่า
"การเปิดใช้งานยันต์ต้องใช้พลังวิญญาณเป็นตัวนำ"
"ส่วนค่ายกลเองก็มีพลังวิญญาณไหลเวียนอยู่แล้ว"
"หากข้าสามารถวาดเขียนยันต์พิเศษชนิดหนึ่ง ที่ชนวนของมันไม่ได้ถูกจุดด้วยคน แต่ถูกกระตุ้นด้วยความผันผวนของพลังวิญญาณจากค่ายกล..."
ดวงตาของโจวว่านเหนียนยิ่งมายิ่งสว่างไสว
นี่มันเท่ากับการติดตั้งเซนเซอร์ให้กับกับระเบิดชัดๆ!
"ยันต์ระเบิดหน่วงเวลา... หรือยันต์ระเบิดตรวจจับ!"
เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ไม่รอช้า
โจวว่านเหนียนเก็บศิลาวิญญาณ หยิบปึกกระดาษยันต์และกองวัสดุธงค่ายกลที่พังแล้วซึ่งกู้ฟานเคยมอบให้เขาออกมา แล้วเริ่มการ วิจัยและพัฒนา รอบใหม่ของเขา
ครั้งนี้ สิ่งที่เขาต้องการประดิษฐ์ขึ้นมา คืออาวุธลับสุดเล่ห์เหลี่ยมที่คู่ควรกับ ผู้บำเพ็ญเพียรสายเอาตัวรอด อย่างแท้จริง