เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 คำทำนายยามเที่ยงคืน

บทที่ 1 คำทำนายยามเที่ยงคืน

บทที่ 1 คำทำนายยามเที่ยงคืน


บทที่ 1 คำทำนายยามเที่ยงคืน

ตลาดชิงเหอ เขตสลัมรอบนอก

"อึก..."

โจวว่านเหนียนเบิกตาโพล่ง พยายามกอบโกยอากาศเข้าปอดอย่างหนักหน่วง ความเจ็บปวดเสียดแทงแล่นพล่านไปทั่วทรวงอก ราวกับมีใครบางคนใช้กำลังทั้งหมดบีบเค้นหัวใจของเขาเอาไว้

เพดานที่ไม่คุ้นเคย ขื่อหลังคาที่เต็มไปด้วยหยากไย่ และความทรงจำสองชุดที่สับสนปนเปกำลังหลอมรวมกันในห้วงคำนึงอย่างบ้าคลั่ง

เนิ่นนานชั่วเวลาจิบชาหนึ่งถ้วย โจวว่านเหนียนจึงยันกายลุกขึ้นนั่งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน เขาจำต้องยอมรับความจริงประการหนึ่ง

เขาทะลุมิติมาแล้ว

จากพนักงานบริษัทผู้ตรากตรำบนโลกมนุษย์ กลายมาเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระระดับล่างในตลาดชิงเหอแห่งดินแดนอมตะนามว่า โจวว่านเหนียน

และเจ้าของร่างเดิมเพิ่งจะสิ้นใจไปเมื่อครู่นี้เอง

สาเหตุการตายนั้นแสนเรียบง่าย นั่นคือโกรธจนขาดใจตาย

ในความทรงจำนั้น เจ้าของร่างเดิมเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่ซื่อสัตย์และเรียบง่าย ทว่ามีพรสวรรค์ดาดๆ มีเพียงรากปราณผสมห้าธาตุ หลังจากดิ้นรนอยู่ในตลาดแห่งนี้มาสามปี ใช้ชีวิตอย่างกระเหม็ดกระแหม่แม้แต่ข้าวทิพย์ก็ยังไม่กล้ากิน เขาสามารถเก็บออมศิลาปราณระดับต่ำได้สามสิบก้อน

นี่คือเงินต่อชีวิตของเจ้าของร่างเดิม เป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนวาสนาของตน เขาตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะไปซื้อตำราพื้นฐานการวาดอาคมมาศึกษาเพื่อฝึกฝนวิชาชีพ จะได้ไม่ต้องออกไปเสี่ยงตายในป่าเขารกร้างอีกต่อไป

ทว่าเมื่อวานนี้ หลิวหม่าจื่อ เพื่อนสนิทที่คบกันมาสามปีกลับเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าจริงใจ บอกว่ามีข่าวกรองเรื่องสมุนไพรปราณที่มีตำหนิซึ่งหลุดออกมาจากสำนักในราคาถูก หากนำไปขายต่อจะได้กำไรถึงสองเท่า

เจ้าของร่างเดิมหลงเชื่อ

ศิลาปราณสามสิบก้อนอันเป็นเงินทั้งชีวิตถูกมอบให้หลิวหม่าจื่อไปโดยไม่ระแวงสงสัย

ผลลัพธ์นั้นเป็นไปตามคาด เมื่อได้ศิลาปราณไปแล้ว หลิวหม่าจื่อก็หายเข้ากลีบเมฆ เมื่อเจ้าของร่างเดิมตามไปที่พักของอีกฝ่ายก็พบเพียงความว่างเปล่า เหลือทิ้งไว้เพียงห้องที่เต็มไปด้วยขยะ

ความสิ้นหวัง ความเสียใจ และความโกรธแค้นประดังประเดเข้ามา ประกอบกับความโกรธที่พุ่งขึ้นสูงอย่างกะทันหัน ทำให้เจ้าของร่างเดิมลมหายใจขาดห้วงและวิญญาณหลุดลอยไปสู่ปรโลก ทิ้งร่างไว้ให้โจวว่านเหนียนในปัจจุบัน

"ช่างเป็น... คนโง่จริงๆ"

โจวว่านเหนียนคลึงหน้าอกที่ยังคงปวดหนึบพลางถอนหายใจด้วยรอยยิ้มขื่น

ทว่าเขาไม่มีเวลามาไว้อาลัยให้เจ้าของร่างเดิมนานนัก เพราะสิ่งที่หลงเหลืออยู่ไม่ใช่เพียงร่างกายนี้ แต่ยังรวมถึงเรื่องยุ่งยากที่กำลังจะระเบิดออกมา

"ปัง! ปัง! ปัง!"

เสียงเคาะประตูอย่างแรงดังขึ้นกะทันหัน พร้อมด้วยเสียงสบถด่าอย่างเกรี้ยวกราด

"เจ้าเด็กโจว! อย่ามาแกล้งตายนะ! ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ในนั้น!"

นั่นคือผู้ดูแลที่เก็บค่าเช่าในเขตสลัมแห่งนี้ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม ผู้ดูแลโจวหน้าเลือด

"พรุ่งนี้ตอนเที่ยงคือวันครบกำหนด! ค่าเช่าเดือนนี้คือศิลาปราณสามก้อน ถ้าเจ้าหามาไม่ได้ก็ไสหัวไปซะ! ตลาดแห่งนี้ไม่เลี้ยงคนขี้เกียจ!"

"ข้าแจ้งศาลเตี้ยเอาไว้แล้ว ถึงตอนนั้นอย่ามาหาว่าข้าไร้น้ำใจก็แล้วกัน!"

เสียงบ่นพึมพำค่อยๆ เงียบหายไป

โจวว่านเหนียนคลำถุงสมบัติที่แฟบฟีบตรงอกเสื้อ เขาพลิกกลับด้านแล้วเขย่าอยู่นาน มีเพียงเศษศิลาปราณหม่นหมองสามชิ้นร่วงหล่นออกมา

เศษศิลาปราณสามชิ้น ไม่พอแม้แต่จะรวมเป็นศิลาปราณระดับต่ำครึ่งก้อนด้วยซ้ำ

ในตลาดชิงเหอแห่งนี้ หากไม่มีศิลาปราณย่อมมิอาจขยับเขยื้อนไปที่ใดได้ หากเขาถูกเตะออกจากเขตอาคมของตลาด ด้านนอกคือป่ารกร้างที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูร ด้วยตบะเพียงระดับหลอมรวมปราณขั้นที่สองท่ามกลางฤดูหนาวที่หนาวเหน็บเช่นนี้ เขาคงไม่อาจมีชีวิตรอดผ่านพ้นคืนแรกไปได้

"ทะลุมิติมาเพื่อตายทันทีเลยงั้นหรือ"

โจวว่านเหนียนสูดลมหายใจเข้าลึก บังคับตนเองให้สงบสติอารมณ์

ในฐานะผู้ทะลุมิติ เขาไม่ได้มีความสิ้นหวังจนตรึกทางตันเหมือนเจ้าของร่างเดิม เขาเคยผ่านมรสุมในสนามการทำงานในชาติก่อนมานับไม่ถ้วน และรู้ดีว่ายิ่งสถานการณ์สิ้นหวังเพียงใด ยิ่งต้องรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ให้มากเท่านั้น

จะหยิบยืมหรือ คนรอบข้างล้วนยากจนข้นแค้น ไม่มีใครมีอาหารเหลือเฟือ

จะปล้นสะดมหรือ นั่นคือการฆ่าตัวตายชัดๆ

จะไปเสี่ยงชีวิตกับหลิวหม่าจื่อหรือ เขายังหาตัวชายผู้นั้นไม่พบ และต่อให้พบ เขาก็ไม่มีปัญญาเอาชนะได้

ดูเหมือนว่านี่จะเป็นทางตัน

ทว่าโจวว่านเหนียนจำได้ลางๆ ว่าก่อนจะทะลุมิติมา เขาเลื่อนมือไปสัมผัสกระดองเต่าทองแดงโบราณที่แผงขายของเก่า... ทันใดนั้นเอง

เสียงหึ่งๆ ที่แปลกประหลาดดังสะท้อนกึกก้องขึ้นจากส่วนลึกในห้วงสำนึกของเขา

ในขณะนั้นเอง หอระฆังใจกลางตลาดก็ตีบอกเวลาสิบสองครั้ง

ยามเที่ยงคืนมาถึงแล้ว เป็นเวลาที่พลังหยินและหยางหมุนเวียนสับเปลี่ยนกัน

โจวว่านเหนียนรู้สึกร้อนผ่าวที่ระหว่างคิ้ว ขณะที่จิตสำนึกของเขาถูกกระชากเข้าไปในห้วงสำนึกอย่างแรง ท่ามกลางความโกลาหลอันกว้างใหญ่ กระดองเต่าทองแดงที่มีรอยแตกร้าวโบราณค่อยๆ ปรากฏขึ้น มันดูเรียบง่ายและไร้การตกแต่ง ทว่ากลับแผ่กลิ่นอายแห่งความเยือกเย็นและเก่าแก่ ราวกับมองทุกสรรพสิ่งเป็นเพียงหุ่นฟาง

กระแสข้อมูลสายหนึ่งหลอมรวมเข้าสู่จิตใจของเขาโดยธรรมชาติ

กระดานลิขิตสวรรค์ ทำนายได้วันละหนึ่งครั้ง

หยั่งรู้โชคเคราะห์ ตัดสินความเป็นตาย เข้าใจในหยินหยาง

สูตรโกงมาแล้ว!

หัวใจของโจวว่านเหนียนเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเขาไม่ได้ส่งเสียงร้องออกมา เขาเพียงแต่กำมุมผ้าห่มเอาไว้แน่น ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กเช่นนี้ ความผิดปกติเพียงเล็กน้อยอาจนำมาซึ่งหายนะ เขาต้องสุขุมเข้าไว้

เขาเร่งย่อยข้อมูลจากกระดองเต่า โอกาสในการทำนายจะเริ่มใหม่ทุกวันในยามเที่ยงคืน ความจริงใจจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ ยิ่งคำถามเฉพาะเจาะจงมากเท่าใด คำทำนายก็จะยิ่งชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น ทว่าด้วยข้อจำกัดจากตบะของผู้ครอบครอง เขาจึงมิอาจทำนายเรื่องราวที่ไกลตัวเกินไปหรือเรื่องที่มีกรรมหนักหนาจนเกินรับไหวได้

"จะอยู่หรือจะตาย ขึ้นอยู่กับการทำนายครั้งนี้แล้ว"

โจวว่านเหนียนหลับตาลง เขาไม่ได้ถามคำถามไร้สาระอย่างเช่น ทำอย่างไรถึงจะสำเร็จเป็นเซียน หรือถามว่า หลิวหม่าจื่ออยู่ที่ไหน ซึ่งเป็นความแค้นที่เขายังไม่มีปัญญาไปสะสางได้ในตอนนี้

เขาถามเรื่องที่ใช้ประโยชน์ได้จริงและเจียมเนื้อเจียมตัวเป็นที่สุด

"ข้าจะผ่านพ้นวิกฤตค่าเช่าในวันพรุ่งนี้ตอนเที่ยงได้อย่างไร"

วิ้ง—

กระดองเต่าทองแดงในห้วงสำนึกสั่นไหวเบาๆ และอักษรโบราณสีทองจางๆ หลายแถวก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในความว่างเปล่า

การทำนายวันนี้: เป็นมงคล

ทิศทางแห่งวาสนา: ทิศตะวันตก ตำแหน่งขาม หอสุราเซียนเมามาย

คำทำนาย: หลิวหงอี้ หัวหน้านักปรุงยาแห่งศาลาสมุนไพรพันชนิด ทำสัตว์เลี้ยงปราณหายเนื่องจากความผิดพลาดในการควบคุมไฟ ขณะนี้ มิงค์อัคคีระดับหนึ่ง ซึ่งชอบดื่มสุราปราณเป็นชีวิตจิตใจ กำลังหลบซ่อนและนอนหลับอยู่ในไหเหล้าเก่าใบที่สามในตรอกหลังหอสุราเซียนเมามายในเขตตะวันตกของตลาด

ตัวอักษรคงอยู่ชั่วเวลาสามลมหายใจแล้วจึงสลายไป

โจวว่านเหนียนลืมตาโพล่ง ประกายตาเฉียบคมวาบขึ้น

ศาลาสมุนไพรพันชนิด! หลิวหงอี้!

นี่คือบุคคลสำคัญในตลาดชิงเหอ ศาลาสมุนไพรพันชนิดผูกขาดการค้าโอสถถึงสามส่วนของตลาด และหลิวหงอี้ก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่ยิ่งใหญ่ในระดับหลอมรวมปราณขั้นที่เก้าบริบูรณ์ อีกเพียงครึ่งก้าวก็จะเข้าสู่ระดับสร้างรากฐาน มีฐานะสูงส่งเป็นอย่างยิ่ง

"มิงค์อัคคีระดับหนึ่ง..." โจวว่านเหนียนพึมพำกับตนเอง

แม้สัตว์อสูรชนิดนี้จะมีระดับเพียงขั้นที่หนึ่งและพลังการต่อสู้ไม่สูงนัก ทว่ามันเป็นสมบัติล้ำค่าสำหรับนักปรุงยาในการช่วยควบคุมไฟ ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล

หากเขาสามารถนำมันไปคืนได้... โจวว่านเหนียนเหลือบมองความมืดมิดนอกหน้าต่าง

เขาจะรอจนถึงเช้าไม่ได้

เมื่อรุ่งเช้ามาถึงย่อมมีคนพลุกพล่าน หากมีใครคนอื่นไปถึงก่อน หรือหากเจ้ามิงค์ตื่นขึ้นมาแล้วหนีไป เขาคงต้องพบทางตันอย่างแท้จริง

เขารีบสลัดผ้าห่มทิ้ง เมินเฉยต่อความหนาวเย็นที่เสียดแทง แล้วสวมชุดนักพรตสีเทาซีดที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งเขาก็ควานหาใต้เตียงจนพบกริชเหล็กขึ้นสนิมสำหรับป้องกันตัวแล้วซ่อนไว้ในแขนเสื้อ สุดท้ายจึงหยิบขนมปังข้าวทิพย์แข็งๆ ที่เจ้าของร่างเดิมไม่กล้ากินขึ้นมาซุกไว้ในอกเสื้อ

เขาผลักประตูแล้วก้าวออกไป

ลมหนาวพัดแรงราวกับใบมีด โจวว่านเหนียนห่อไหล่เดินและใช้ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเลือกเดินตามตรอกมืดและแคบ เขาเดินอย่างช้าๆ และเงียบเชียบ ราวกับหนูที่ระแวดระวังภัย คอยหลบเลี่ยงศาลเตี้ยที่ลาดตระเวนอยู่บนถนนสายหลัก

ครึ่งชั่วโมงต่อมา

เขตตะวันตกของตลาด ตรอกด้านหลังหอสุราเซียนเมามาย

ที่นี่เป็นสถานที่ทิ้งขยะจากห้องครัว กลิ่นเหม็นเปรี้ยวชวนคลื่นเหียนปะทะเข้าหาเขาก่อนจะไปถึงเสียอีก กลิ่นน้ำล้างจาน กลิ่นเครื่องในเน่าเสีย และกลิ่นเครื่องสำอางราคาถูกปนเปกันจนโจวว่านเหนียนแทบจะสำลัก

ทว่าเขาอดทนต่อความสะอิดสะเอียนนั้นแล้วย่อตัวลง ซ่อนกายเข้าไปในความมืด

ด้วยแสงสลัวจากโคมไฟที่อยู่ไกลออกไป เขาพอมองเห็นสภาพภายในตรอกได้

ถังขยะใบใหญ่หลายใบวางอยู่อย่างระเกะระกะ รายล้อมด้วยเศษไหและหม้อที่แตกหัก

"ไหเหล้าเก่าใบที่สาม..."

โจวว่านเหนียนท่องคำทำนายในใจ สายตาจับจ้องไปยังกองขยะที่มุมห้อง

เจอแล้ว!

ไหกระเบื้องเคลือบลายครามขนาดใหญ่ซึ่งเดิมทีใช้ใส่สุราแรงจัด นอนเอียงอยู่ในดินโคลน

โจวว่านเหนียนกลั้นหายใจและไม่ผลีผลามเข้าไปใกล้

แม้จะเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับหนึ่ง ทว่ามิงค์อัคคีโดยธรรมชาติแล้วมักมีนิสัยดุร้าย หากเขามือไวใจเร็วถูกมันกัดเข้า พิษไฟที่มีอยู่แต่กำเนิดก็เพียงพอที่จะทำให้คนไร้ค่าระดับหลอมรวมปราณขั้นที่สองอย่างเขาต้องพบกับความลำบาก

เขาค่อยๆ หยิบขนมปังข้าวทิพย์ออกจากอกเสื้อ บี้ให้เป็นผงแล้วโรยเบาๆ ใกล้ปากไห

จากนั้นเขาจึงถอดเสื้อตัวนอกออกมา ถือกางออกด้วยมือทั้งสองข้างราวกับตาข่ายผืนใหญ่ แล้วค่อยๆ ขยับเข้าไปบดบังปากไหอย่างเงียบเชียบ

"ฟี้... ฟี้..."

เสียงกรนเบาๆ ดังออกมาจากไห พร้อมกับกลิ่นกำมะถันจางๆ

มันกำลังหลับอยู่จริงๆ!

ดวงตาของโจวว่านเหนียนหรี่ลง ร่างกายเกร็งแน่นราวกับคันศรที่ถูกง้างจนสุด

เขากำลังรอ

รอให้ลมหนาวพัดมาอีกระลอกเพื่อกลบเสียงการเคลื่อนไหวของเขา

ฟิ้ว—

ลมพัดแรงขึ้น

โจวว่านเหนียนลงมือทันที!

เขาพุ่งตัวไปข้างหน้า ใช้พละกำลังทั้งหมดกดเสื้อตัวนอกลงไป ปิดปากไหเอาไว้อย่างแน่นหนา!

"จี๊ด?!"

เสียงร้องแหลมดังมาจากในไห ตามด้วยการดิ้นรนอย่างรุนแรงภายใต้เนื้อผ้า ความรู้สึกราวกับมีก้อนถ่านที่กำลังลุกไหม้พุ่งพล่านไปมา อุณหภูมิที่ร้อนระอุนั้นสัมผัสได้แม้ผ่านเนื้อผ้าชุดนักพรตที่หนาเตอะ

"อยู่นิ่งๆ!"

โจวว่านเหนียนกัดฟัน โคจรพลังปราณอันน้อยนิดไปที่แขน เขาดึงเสื้อให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ มัดปากไหเอาไว้อย่างมั่นคงแล้วรีบผูกปมตายทันที

นับว่ายังโชคดีที่มิงค์อัคคีกำลังเมามายและเฉื่อยชา ประกอบกับการที่มันไม่สามารถขยับตัวได้ในไหที่แคบ การดิ้นรนของมันจึงค่อยๆ สงบลงหลังจากนั้นครู่หนึ่ง เหลือเพียงเสียงครางอย่างไม่พอใจ

"เฮ้อ..."

โจวว่านเหนียนทรุดตัวลงนั่งกับพื้นโคลน เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายจนเปียกโชกไปทั่วแผ่นดิน

เขากอดไหเหล้าที่ห่อด้วยเสื้อผ้าเอาไว้ราวกับห่อขนมจีบ เหมือนกับว่าเขากำลังกอดรักษาชีวิตของตนเองเอาไว้

เขาชนะเดิมพันแล้ว

ทว่าเขาไม่ได้จากไปในทันที เขากลับมองหามุมที่กำบังลมและเฝ้ารอจนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มสว่างจางๆ... ในยามเช้า ตลาดก็เริ่มตื่นขึ้น

ศาลาสมุนไพรพันชนิดตั้งอยู่บนถนนสายหลักที่รุ่งเรืองที่สุดของตลาด ดูโอ่อ่าตระการตาเป็นอย่างยิ่ง

ในขณะนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรที่ตื่นแต่เช้าจำนวนมากมาชุมนุมกันที่หน้าทางเข้าศาลาสมุนไพรพันชนิด ต่างพากันชี้ชวนและวิพากษ์วิจารณ์ประกาศที่ปิดอยู่บนประตูสีชาด

โจวว่านเหนียนที่ห่อตัวอยู่ในชุดนักพรตมอซอ กลมกลืนไปกับฝูงชนที่ขอบนอก ดูไม่เป็นที่สะดุดตา

เขาเงยหน้าขึ้นมอง ประกาศนั้นเปล่งประกายด้วยพลังปราณ

ประกาศรางวัลนำจับ

นักปรุงยาหลิวหงอี้ทำสัตว์เลี้ยงปราณระดับหนึ่ง "มิงค์อัคคี" หายไปโดยอุบัติเหตุ ลักษณะเด่น: มีขนสีแดงเพลิงทั้งตัวและมีขนสีขาวกระจุกหนึ่งที่ปลายหาง ผู้ใดพบและนำมาคืนจะได้รับรางวัลเป็นศิลาปราณระดับต่ำยี่สิบก้อน!

"ศิลาปราณยี่สิบก้อน!"

"จิ๊ๆ นักปรุงยาหลิวช่างมั่งคั่งและใจกว้างเหลือเกิน"

ดวงตาของผู้บำเพ็ญเพียรอิสระโดยรอบเต็มไปด้วยความโลภ ในสถานที่ซึ่งผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อเศษศิลาปราณเพียงไม่กี่ชิ้น ศิลาปราณยี่สิบก้อนถือเป็นขุมทรัพย์มหาศาลที่อาจจูงใจให้เกิดอาชญากรรมได้

โจวว่านเหนียนรู้สึกหนาววาบในใจ

เขากระชับห่อของในอ้อมแขนให้แน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณ

หากเขาเดินเข้าไปอย่างผ่าเผยแล้วตะโกนว่า "ข้าพบมันแล้ว" เขาคงจะได้รับรางวัลและถูกสายตาเยี่ยงหมาป่านับไม่ถ้วนจ้องมองตามหลังทันทีที่ก้าวพ้นศาลาสมุนไพรพันชนิด สุดท้ายแม้แต่กระดูกก็คงไม่เหลือ

กฎข้อแรกของวิถีแห่งการเร้นกาย: อย่าโอ้อวดความมั่งคั่ง จงสร้างความร่ำรวยอย่างเงียบเชียบ

โจวว่านเหนียนก้มหน้าลง หลบเลี่ยงสายตาของฝูงชน แทนที่จะเข้าทางประตูหน้า เขาเดินอ้อมไปยังประตูข้างของศาลาสมุนไพรพันชนิด

นั่นเป็นทางผ่านสำหรับเสบียงและคนรับใช้ของศาลาสมุนไพรพันชนิด ที่นั่นมีเพียงยามสองคนในระดับหลอมรวมปราณขั้นที่สามกำลังยืนสนทนากันอยู่

โจวว่านเหนียนสูดลมหายใจลึกและปรับสีหน้าให้ดูเหมือนคนรับใช้ที่นอบน้อม

เขาก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็ว และก่อนที่ยามจะทันตะโกนใส่ เขาชิงก้มศีรษะลงก่อนแล้วลดเสียงให้เบาลง น้ำเสียงนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง

"พี่ชายทั้งสอง ข้าขอคุยด้วยเป็นการส่วนตัวสักครู่ได้หรือไม่"

ยามคนหนึ่งขมวดคิ้ว มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วโบกมือไล่อย่างรังเกียจ "เจ้าขอทานคนนี้มาจากไหนกัน? ที่นี่ไม่ใช่โรงทาน ไสหัวไปซะ!"

โจวว่านเหนียนไม่ได้โกรธเคือง เขาเพียงก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกครึ่งก้าวแล้วเปิดมุมผ้าห่อของในอ้อมแขนออกเล็กน้อย

ประกายขนสีแดงเพลิงและกลิ่นกำมะถันที่เป็นเอกลักษณ์เล็ดลอดออกมาทันที

ดวงตาของยามเบิกกว้างขึ้นมาในพริบตา

นั่นคือสมบัติที่นักปรุงยาหลิวตามหาอย่างบ้าคลั่งตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา!

โจวว่านเหนียนรีบปิดห่อของทันที น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาจนได้ยินกันเพียงสามคน "ข้าโชคดีไปพบเจ้าบรรพบุรุษน้อยตัวนี้ในตรอกหลังร้าน ข้าไม่กล้าไปรบกวนคนข้างหน้าเพราะเกรงว่าจะมีปัญหา ข้าเพียงอยากขอให้พี่ชายทั้งสองช่วยพาข้าเข้าไปข้างใน เพื่อที่ข้าจะได้ส่งมันให้ถึงมือนักปรุงยาหลิวด้วยตนเอง"

เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาหยุดเว้นจังหวะแล้วกล่าวเสริมด้วยความเฉลียวฉลาด "หลังจากเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว นักปรุงยาหลิวคงจะให้รางวัล ข้าไม่กล้าเก็บไว้คนเดียวทั้งหมดแน่นอน และยินดีที่จะแบ่งส่วนหนึ่งเป็น 'ค่าจิบชา' ให้กับพี่ชายทั้งสองด้วย"

ยามทั้งสองมองหน้ากัน ต่างเห็นประกายแห่งความประหลาดใจและยินดีในดวงตาของอีกฝ่าย

นี่คือผลงานที่มาเกยถึงหน้าประตู! อีกทั้งเจ้าเด็กนี่ก็รู้ความ นอกจากจะไม่ไปเข้าทางประตูหน้าเพื่อแย่งผลงานแล้ว ยังยินดีที่จะแบ่งเงินให้อีกด้วย

"เจ้าช่างรู้กฎดีนักนะเจ้าหนู"

สีหน้าของยามคนก่อนหน้านี้ผ่อนคลายลงทันที เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสังเกตเห็น เขาจึงรีบเปิดประตูข้าง "เข้ามาสิ หุบปากให้สนิทแล้วอย่าก่อเรื่องล่ะ"

"ขอรับๆ ข้าเข้าใจแล้ว"

โจวว่านเหนียนพยักหน้าถี่ๆ ราวกับนกกระทาที่ตื่นตกใจ เขากอดไหเหล้าเอาไว้แน่นแล้วรีบแทรกตัวผ่านประตูเข้าไป

เมื่อประตูข้างค่อยๆ ปิดลง ตัดขาดจากเสียงรบกวนภายนอก ความตึงเครียดที่แผ่นหลังของโจวว่านเหนียนจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลงเล็กน้อย

ก้าวแรก สำเร็จแล้ว

จบบทที่ บทที่ 1 คำทำนายยามเที่ยงคืน

คัดลอกลิงก์แล้ว