- หน้าแรก
- การ์ดที่ผมสร้างเนี่ย ไม่มีปัญหาจริงจริ๊ง
- 160 จับมาร์ควิสแวมไพร์มาทรมานเล่น
160 จับมาร์ควิสแวมไพร์มาทรมานเล่น
160 จับมาร์ควิสแวมไพร์มาทรมานเล่น
“นายช่วยโชว์สเต็ปเมื่อกี้ให้ดูอีกรอบได้ไหม? หลอกให้เป้าหมายภารกิจที่ 2 โผล่ออกมาด้วยสิ”
มอเรียนปรบมือแปะๆ ด้วยสีหน้าชื่นชม ตอนนี้เหลือแค่เป้าหมายภารกิจที่ 2 เท่านั้นที่ยังอยู่ในสถานะถูกปิดผนึกอยู่
“ไอ้เป้าหมายภารกิจที่ 2 เนี่ย ผมยังเดาไม่ออกจริงๆ ว่ามันคืออะไร แต่ในเมื่อร่องรอยการคืนชีพของบอสลับมันโผล่หางออกมาแล้ว ที่เหลือก็จัดการง่ายนิดเดียว”
ดันเต้สะบัดปลายแขนเสื้อคลุมของบาทหลวงเบาๆ แล้วเอามือไพล่หลังเดินลงมาจากแท่นเทศนา
ถ้าลองเอาคำตอบมาไล่ย้อนกระบวนการดู ก็พอจะเดาได้ว่าเดี๋ยวต้องมีพวกตัวป่วนที่อยากจะปลดปล่อยมาร์ควิสโรเดอริคบุกมาสร้างความวุ่นวายแน่ๆ แต่ทว่า ปรมาจารย์ด้านกับดักอย่างดันเต้ สิ่งที่เขาถนัดที่สุดก็คือการกันบ้านนี่แหละ เรียกได้ว่าเขาเป็นยามเฝ้าป้อมปราการที่ทำให้เพื่อนร่วมปาร์ตี้อุ่นใจได้มากที่สุดเลยก็ว่าได้
ก็แหงล่ะ วีรกรรมที่เมืองทริสตินทำเอาดันเต้ดังเป็นพลุแตก ขนาดบิชอปแห่งการทำลายล้างอีวานส์ยังโดนเขาต้มจนตายคาที่มาแล้ว ในเมื่อมาร์ควิสแวมไพร์อยู่ระดับ 8 ดังนั้น ศัตรูที่จะมาช่วยปลดผนึกก็ไม่น่าจะใช่ระดับมาร์ควิสด้วยกัน เต็มที่ก็คงเป็นแค่เคานต์แวมไพร์ระดับ 7 เท่านั้น
“แล้วนายวางแผนจะทำยังไงต่อ?”
มอเรียนมองแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของดันเต้แล้วเอ่ยถามขึ้น เขาถนัดก็แค่เรื่องต้มตุ๋น หาเงิน แล้วก็ปั่นหัวศัตรูเท่านั้นแหละ พอมาเจอไอเดียของปรมาจารย์นักรื้อถอนอย่างดันเต้ มอเรียนก็เดาไม่ออกจริงๆ เลยว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรต่อไป
“ก็ต้องสั่งสอนมาร์ควิสโรเดอริคที่ถูกผนึกอยู่สักหน่อยไง ให้มันรู้ซะบ้างว่าที่นี่ถิ่นใคร”
ดันเต้แค่นหัวเราะพลางส่ายหน้า
เมื่อได้ยินคำพูดของดันเต้ โคนีเลียก็รู้ใจทันที เธอรีบวิ่งออกไปนอกโบสถ์ ดูเหมือนจะไปยกของบางอย่างมาจากลานกว้างเข้ามาข้างใน
ก่อนหน้านี้ดันเต้เคยถามอาจารย์เรื่องหลักการคลายผนึกของเผ่าแวมไพร์มาแล้ว เนื่องจากวิชาผนึกนี้ถูกคิดค้นโดยศาสนจักรพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน พวกแวมไพร์ก็ย่อมต้องคิดค้นเวทมนตร์คลายผนึกขึ้นมาแก้ทางได้เป็นธรรมดา เพียงแต่เวทมนตร์คลายผนึกของเผ่าแวมไพร์จะถูกแบ่งออกเป็นสองขั้นตอน โดยขั้นตอนแรกคือการทำลายผนึกในระดับพื้นฐานก่อน ส่วนขั้นที่สองก็คือการเริ่มคลายผนึกด้วยการบูชายัญเลือด
และเมื่อถึงขั้นที่สามารถใช้การบูชายัญเลือดคลายผนึกได้แล้ว ก็หมายความว่าผนึกบางส่วนได้ถูกคลายออกไปแล้ว เหมือนกับตอนที่อยู่คฤหาสน์บนเขาที่รกร้าง บอสลับอย่างวิสเคานต์ออกัสตินก็ถูกคลายผนึกระยะแรกไปตั้งแต่เริ่มเข้าสู่โลกเงาแล้ว ทำให้ได้สติกลับมาและเฝ้ารอการคลายผนึกด้วยการบูชายัญเลือดอยู่เงียบๆ
เจ้านั่นสามารถเลือกที่จะหลับไหลต่อไป หรือจะรักษาสติไว้เพื่อลอบสังเกตการณ์ภายในคฤหาสน์ก็ย่อมได้ เพื่อให้แน่ใจว่าตอนที่คลายผนึกได้สำเร็จ ตัวเองจะกุมข้อมูลทุกอย่างไว้ในมือ แน่นอนว่าแวมไพร์ที่อยู่ในสภาพนี้ย่อมไม่ยอมให้ใครจับได้เด็ดขาดว่าตัวเองได้สติกลับมาแล้ว ก็เหมือนกับมาร์ควิสโรเดอริคในตอนนี้ ที่ไม่แน่ว่าอาจจะกำลังแอบสอดแนมพวกเขาสามคนจากใต้แท่นเทศนาอยู่ก็ได้
“ครืดดดดด”
ประตูโบสถ์ถูกผลักออก พร้อมกับที่โคนีเลียลากอุปกรณ์บางอย่างเข้ามาข้างใน ฐานของสิ่งนี้มีลักษณะคล้ายจานหมุน และมีอุปกรณ์สำหรับยึดติด ติดตั้งเอาไว้อยู่รอบๆ นี่คือเครื่องทรมานที่ดันเต้สั่งให้พวกแรงงานฟรีใช้โลหะสร้างขึ้นตามแบบแปลนที่เขาเขียนไว้เมื่อวานนี้ เขาตั้งชื่อมันว่า 'เครื่องปั่นแวมไพร์'
จากนั้นโคนีเลียก็หยิบค้อนเหล็กออกมาแล้วเริ่มทุบเจาะลงไปบนแท่นเทศนา ผ่านไปไม่นาน เธอก็กะเทาะตามขอบโลงศพที่ผนึกมาร์ควิสโรเดอริคเอาไว้ แล้วขุดมันขึ้นมาจากพื้นดินได้สำเร็จ ครู่ต่อมาเธอก็ยกโลงศพขึ้นมาอย่างง่ายดาย จับมันตั้งตรง แล้วติดตั้งลงบนจานหมุน จากนั้นก็ออกแรงดันด้ามจับบนตัวเครื่อง ทำให้โลงศพนั้นหมุนติ้วด้วยความเร็วสูงอย่างบ้าคลั่ง ขอแค่โคนีเลียออกแรงผลักแรงๆ สักทีหนึ่ง แวมไพร์ที่อยู่ข้างในก็โดนปั่นด้วยความเร็วสูงไปหลายร้อยรอบแล้ว ดังนั้นโคนีเลียจึงคอยปั่นโลงศพให้หมุนติ้วอยู่อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ดันเต้กับมอเรียนถอยไปนั่งดูอยู่บนม้านั่งแถวหน้าสุดของโซนเทศนา ในมือของพวกเขาตอนนี้มีทั้งขนมและเครื่องดื่ม แถมยังแบ่งไปป้อนอาจารย์แมวเป็นระยะๆ อีกต่างหาก
เวลาผ่านไปสิบกว่านาที
มอเรียน: “ไอ้หมอนี่น่าจะตื่นแล้วล่ะมั้ง”
ดันเต้: “ตื่นแล้วชัวร์ ผมเดาว่ามันกำลังฝืนทนอยู่ ก็แหงล่ะ เรื่องนี้มันเกี่ยวกับศักดิ์ศรีนี่นา นายลองคิดดูสิ เป็นถึงมาร์ควิสแวมไพร์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ต้องมาร้องโอดโอยเพราะโดนจับปั่นจนเวียนหัว ขืนร้องออกมาก็เสียฟอร์มหมดสิ”
มอเรียน: “ถ้ายังปั่นต่อไปแบบนี้ สมองมันคงได้เหลวเป็นน้ำปั่นแน่ๆ”
ดันเต้: “ไม่ตายหรอกน่า ไม่เป็นไร ข้อดีของพวกแวมไพร์ก็คือตรงนี้แหละ เล่นยังไงก็ไม่พังหรอก”
หลังจากนั้นก็ผ่านไปอีกราวๆ สิบนาที มาร์ควิสโรเดอริคก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะส่งเสียงร้องออกมาเลยแม้แต่น้อย ดันเต้เลยถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา
“โคนีเลีย มาพักก่อนเถอะ”
“โอ้!”
โคนีเลียวิ่งลงมาจากแท่นเทศนา แล้วมานั่งแหมะอยู่ข้างๆ ดันเต้ ส่วนดันเต้ก็ยื่นถุงขนมในมือให้โคนีเลีย ก่อนจะใช้หลังมือตบไหล่มอเรียนที่อยู่ข้างๆ เบาๆ
“รู้แล้วน่า”
ถึงมอเรียนจะรู้สึกว่าดันเต้ทำตัวชั่วร้ายผิดมนุษย์มนาไปหน่อย แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงเข้าใจได้ทันทีว่าดันเต้ต้องการให้เขาทำอะไร จากนั้นมอเรียนก็ทำการเรียก 'ก็อบลินยักษ์' ออกมาหนึ่งตัว
[ก็อบลินยักษ์]
[ประเภท: การ์ดอัญเชิญ]
[ระดับความหายาก: หายากสีม่วง]
[ระดับ: 3]
[เอฟเฟกต์: พละกำลังและความอึดเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อก็อบลินตัวอื่นบนสนามได้รับดาเมจถึงตาย สามารถรับดาเมจแทนได้]
[หมายเหตุ: "ข้าคือพี่ใหญ่ นามว่าก็อบลิน"]
สัตว์อัญเชิญที่มอเรียนใช้เป็นหลักแทบทั้งหมดคือพวกก็อบลิน เนื่องจากสเตตัสพื้นฐานของเขาก็คล้ายๆ กับดันเต้ ซึ่งเป็นสเตตัสแบบสายสนับสนุน ทำให้สัตว์ที่อัญเชิญออกมามีสเตตัสที่ไม่ค่อยสูงนัก ดังนั้นมอเรียนจึงไม่เคยหวังพึ่งพลังต่อสู้ของสัตว์อัญเชิญเลยสักครั้ง เมื่อเทียบกับพลังรบ เขาต้องการแรงงานและฟังก์ชันการใช้งานมากกว่า
ดันเต้: “ดูเหมือนว่านายยังเก็บ 'ก็อบลินมหาโจร' เอาไว้กับตัวอีกเพียบเลยสินะ?”
การ์ดในสายก็อบลินนั้นมีเยอะมาก ถ้าเอามาทำเซ็ตคอมโบกันดีๆ ก็ยังพอที่จะแสดงผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงออกมาได้ อย่างเช่นการ์ด 'ก็อบลินยักษ์' ใบนี้ที่ดันเต้ไม่เคยเห็นมาก่อน มันสามารถแก้ปัญหาที่ก็อบลินมหาโจรชอบโดนตบทีเดียวตายได้อย่างสบายๆ
มอเรียน: “ถ้านายช่วยขยายเด็คการ์ดก็อบลินสายปั่นประสาทให้ผมอีกสักหน่อยก็จะดีมากเลยนะ”
ดันเต้: “หึ ฝันไปเถอะ”
มอเรียน: “เหอะ ไอ้ขี้งก”
มอเรียนไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงอะไรกับดันเต้ให้มากความ เขารีบสั่งให้ 'ก็อบลินยักษ์' ขึ้นไปบนแท่นเทศนาเพื่อรับช่วงต่อจากโคนีเลียทันที ถึงแม้ว่าความเร็วในการหมุนจะลดลงฮวบฮาบเมื่อเทียบกับแรงของโคนีเลียก็ตาม แต่มันสามารถทรมานเหยื่อได้ยาวนานกว่ามาก ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป พวกเขาหมุนสักสามวันสามคืนก็ไม่รู้สึกเหนื่อยหรอก
“......”
ทันใดนั้น บรรยากาศภายในโบสถ์ก็พลันเย็นยะเยือกขึ้นมาหลายส่วน ความหนาวเหน็บที่เสียดแทงกระดูกแผ่กระจายไปตามที่นั่ง กระทั่งแสงที่ลอดผ่านกระจกสีก็ดูจะหม่นหมองลงไปถนัดตา ราวกับว่ามีสิ่งอัปมงคลบางอย่างกำลังจะปรากฏตัวออกมาในที่สุด ทำเอาอาจารย์แมวสะดุ้งโหยงขึ้นมาทันที ขนทั่วตัวของมันพองฟูราวกับจะระเบิดออก
ทว่า...
เมื่อเห็นความเคลื่อนไหวนี้ ทั้งสามคนที่นั่งอยู่บนม้านั่งกลับเผยสีหน้าตื่นเต้นออกมา เหมือนกับหนังที่พวกเขาดูอยู่กำลังจะฉายถึงฉากไคลแม็กซ์ และพวกเขาที่นั่งรอชมอยู่ในโรงก็เฝ้ารอเวลานี้มานานแสนนาน
“ไอ้พวกสวะ!!! ข้าจำกลิ่นอายของพวกแกทั้งหมดเอาไว้แล้ว! ข้าจะไม่มีทางปล่อยพวกแกไปเด็ดขาด!!!”
น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขามและอัดแน่นไปด้วยความโกรธแค้นดังก้องกังวานมาจากทุกทิศทุกทาง ก้องกังวานไปทั่วทั้งโบสถ์ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่านี่คือเสียงของมาร์ควิสโรเดอริค ดูเหมือนมาร์ควิสแวมไพร์จะเริ่มตระหนักถึงความเลวร้ายของสถานการณ์แล้ว เพราะไอ้เด็กเวรสามคนนี้มันมีความอดทนแบบไร้ขีดจำกัดและความดื้อด้านเยี่ยงสัตว์ป่าในการทรมานศัตรู แถมพวกมันยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดมือเลยสักนิด!