- หน้าแรก
- หนูน้อยลูกรักสวรรค์
- บทที่ 12 ไข่กวนกับเพื่อนรัก
บทที่ 12 ไข่กวนกับเพื่อนรัก
บทที่ 12 ไข่กวนกับเพื่อนรัก
บทที่ 12 ไข่กวนกับเพื่อนรัก
ยามตะวันลับขอบฟ้า แสงสลัวสีส้มอมแดงขับเน้นให้หมู่บ้านเล็กๆ เชิงเขาดูงดงามราวกับภาพวาด
ทว่าสำหรับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่นี่มาทั้งชีวิต พวกเขาเคยชินกับมันเสียจนไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย
ผู้คนที่ทำงานหนักมาทั้งวันเดินกลับบ้านกันเป็นกลุ่มเล็กๆ สองสามคนด้วยความเหนื่อยล้า พวกเขาคุ้นเคยกับการทำงานตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจรดพระอาทิตย์ตกดินเป็นอย่างดี
หลินหมิงเสียงเดินกลับบ้านพร้อมกับกลุ่มน้องๆ ด้วยความรู้สึกห่อเหี่ยวเล็กน้อย
เขาใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายตระเวนไปทั่วภูเขา หวังว่าจะได้เจอไก่ป่าหรือกระต่ายป่าอีกสักครั้งเพื่อนำมาเป็นอาหารเสริมของครอบครัว ทว่าเขากลับไม่เห็นแม้แต่ขนไก่ป่าสักเส้น จึงรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง
เมื่อเทียบกับเด็กๆ ที่กำลังห่อเหี่ยวแล้ว พวกผู้ใหญ่กลับมีท่าทีสงบนิ่งกว่ามาก
ท้ายที่สุดแล้ว สัตว์ป่าไม่ได้หาจับกันได้ง่ายๆ หากเด็กแสบพวกนี้สามารถจับพวกมันมาได้ตัวแล้วตัวเล่าต่างหากล่ะที่เรียกว่าผิดปกติอย่างแท้จริง
แม่เฒ่าหลินเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกโล่งใจเป็นพิเศษ
หากครอบครัวของพวกเขาสามารถหาเนื้อมากินได้ทุกวัน มันย่อมไม่ใช่พรประเสริฐใดๆ แต่จะนำปัญหามาให้เสียมากกว่า บนโลกนี้ไม่มีความลับ ดังนั้นการเก็บตัวเงียบและกอบโกยโชคลาภอย่างเงียบๆ จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
เช้าวันรุ่งขึ้น สิ่งแรกที่แม่เฒ่าหลินทำหลังจากตื่นนอนคือการวิ่งไปที่เล้าไก่
เมื่อเธอล้วงไข่อุ่นๆ สี่ฟองออกมาจากรังไก่ รอยยิ้มกว้างก็เบ่งบานบนใบหน้าของแม่เฒ่าหลินทันที
เธอพนมมือเข้าหากัน โค้งคำนับไปทางด้านหน้า และพึมพำกับตัวเองเบาๆ
ด้วยเกรงว่าจะมีใครมาเห็นแล้วเอาไปพูดนินทา แม่เฒ่าหลินจึงไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น เธอเดินถือไข่ทั้งสี่ฟองเข้าไปในห้องครัวด้วยความเบิกบานใจ
จ้าวชุ่ยอิงที่กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารเช้าเห็นเข้าก็รู้สึกดีใจมากเช่นกัน "ตายจริง ไก่ของเราออกไข่มาอีกสี่ฟองแล้ว! เหลือเชื่อไปเลย! ดูเหมือนว่าปีใหม่นี้เราคงฆ่าแม่ไก่แก่พวกนี้ไม่ได้แล้วล่ะค่ะ"
แม่เฒ่าหลินเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ตอนนี้แม่ไก่แก่ทั้งสองตัวนี้คือสมบัติล้ำค่าของเธอ และห้ามฆ่าพวกมันเด็ดขาด
หากแม่ไก่แก่ทั้งสองสามารถออกไข่ได้วันละสี่ฟองนับจากนี้ไป พอถึงช่วงปีใหม่ก็จะได้จำนวนที่ไม่ใช่น้อยๆ และครอบครัวของพวกเขาก็จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสักหน่อย
"แปลกจัง ทำไมจู่ๆ พวกมันถึงออกไข่ได้เยอะขนาดนี้ล่ะคะ? แม่ไก่พวกนี้ไปกินยาวิเศษมาหรือไง?" จ้าวชุ่ยอิงถามด้วยความสงสัย
แม่เฒ่าหลินพอจะรู้เหตุผล แต่เห็นได้ชัดว่าเธอไม่สามารถพูดมันออกมาได้
"ยาวิเศษอะไรกัน? อย่าไปพูดแบบนี้ข้างนอกเชียวล่ะ เรื่องที่ไก่ของเราออกไข่ก็ห้ามพูดไป เดี๋ยวจะมีคนอิจฉาแล้วมาทำเรื่องมิดีมิร้ายเอาได้" แม่เฒ่าหลินเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
จ้าวชุ่ยอิงพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว "แม่ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันรู้ว่าเรื่องนี้สำคัญแค่ไหน และจะไม่มีวันปริปากพูดเด็ดขาด"
แม่เฒ่าหลินพยักหน้าอย่างพึงพอใจและยื่นไข่ให้เธอ "เอาไข่สี่ฟองนี้ไปทำไข่กวนเป็นมื้อเช้าก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันจะไปถอนต้นหอมที่แปลงผักสักหน่อย"
จ้าวชุ่ยอิงมองไข่เหล่านั้นด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ไข่กวน! เธอไม่ได้กินมันมานานมากแล้ว วันนี้แม่สามีของเธอใจกว้างจริงๆ
ดังนั้น เมื่อหลินหมิงเสียง หลินหมิงอวี่ และคนอื่นๆ ทานอาหารเช้า พวกเขาจึงได้รับความประหลาดใจเล็กๆ นั่นคือไข่กวนสีเหลืองทองหอมกรุ่นชามเล็กๆ
แม้ว่าจะถูกแบ่งให้หญิงสองคนที่เพิ่งคลอดลูก และหลังจากที่ทุกคนคีบไปคนละคำก็แทบจะหมดเกลี้ยงแล้ว แต่ทุกคนก็ยังคงมีความสุขมากและรู้สึกว่าเช้าวันนี้ช่างพิเศษไม่เหมือนใคร
หลินหมิงเสียงเดาะลิ้น ซึมซับรสชาติอันแสนอร่อย "ไข่กวนนี่ก็อร่อยเหมือนกันนะ ถ้าเราได้กินแบบนี้ทุกวันก็คงดี"
"พี่ พี่กำลังฝันอยู่หรือไง" หลินหมิงเฉียงเอ่ยแซว "ทำไมพี่ไม่บอกไปเลยล่ะว่าอยากกินเนื้อทุกวันน่ะ?"
หลินหมิงเสียงยักไหล่ "แบบนั้นมันเป็นไปไม่ได้หรอก แต่เรื่องที่จะได้กินไข่ทุกวันน่ะยังพอมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง"
"เลิกฝันกลางวันแล้วมาคิดดีกว่าว่าวันนี้เราจะไปเล่นที่ไหนกันดี"
หลินหมิงเสียงเอาแต่คิดหมกมุ่นอยากจะกลับไปที่คูน้ำนั่น "พวกเราไปจับปลากันดีไหม..."
ก่อนที่เขาจะพูดจบ เสียงตะโกนก็ดังมาจากข้างนอก "เสียงจื่อ จะไปล่านกไหม? เมื่อวานพวกเราเจอที่ที่มีนกเยอะมาก โก่วต้านจับนกกระจอกได้ตั้งตัวนึงแน่ะ"
เมื่อเผชิญกับคำชวนของเพื่อน หลินหมิงเสียงก็ตอบรับโดยไม่ต้องคิด "ไป! รอฉันด้วย!"
จากนั้นเขาก็วิ่งกลับไปที่ห้องราวกับสายฟ้าแลบ คว้าหนังสติ๊กอันเล็กมาเหน็บไว้ที่ขอบกางเกง แล้ววิ่งออกไป
เด็กเล็กทั้งสามคนรีบวิ่งตามไป เสียงแสดงความรำคาญใจของหลินหมิงเสียงลอยตามลมกลับมา "ซื่อต้าน นายนี่น่ารำคาญจริงๆ จะต้องตามไปทุกที่เลยหรือไง วันนี้อย่ามาขอให้ฉันอุ้มก็แล้วกัน..."
ต้าหยาหันมองแผ่นหลังของพวกเขาที่วิ่งลับตาไป เธอยกตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นสะพายหลังอย่างเงียบๆ และจูงมือน้องสาวตัวน้อยออกไปเกี่ยวหญ้าหมู
เอ้อร์หยาก็เดินตามไปเงียบๆ เช่นกัน
หวังเจาดี้เพิ่งจะถูกด่าทอไปหมาดๆ ดังนั้นเธอจึงไม่กล้าก่อเรื่องอย่างโจ่งแจ้งแน่นอน เธออาศัยโอกาสนี้เพื่อหลีกหนีจากวันเวลาของการเป็นทาสรับใช้
หลังจากที่พวกเด็กๆ ออกไปกันหมด ลานบ้านเล็กๆ ก็ดูเหมือนจะเงียบสงบลงในทันที
เมื่อเก็บกวาดทำความสะอาดเสร็จ แม่เฒ่าหลินก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินเข้าไปในห้องของเสิ่นเซียง
"แม่ มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?" เสิ่นเซียงถามเมื่อเห็นเธอเดินเข้ามา
"ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่มาดู... เด็กหญิงสี่น่ะ" แม่เฒ่าหลินชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมา
เสิ่นเซียงพูดด้วยความลำบากใจเล็กน้อย "แม่คะ เอ่อ... ฉันกับจื้อจวินปรึกษากันแล้วว่า คำว่า 'สี่' มันฟังดูไม่ค่อยเป็นมงคลเท่าไหร่ เราเลยกะว่าจะไม่เรียกแกว่าเด็กหญิงสี่แล้ว แม่เห็นว่ายังไงคะ?"
หลังจากประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง แม่เฒ่าหลินก็เข้าใจ "นี่ลูกสาวของแก แกเป็นคนตัดสินใจน่ะดีแล้ว ตั้งชื่อไว้หรือยังล่ะ?"
"เป่าหยาค่ะ เสี่ยวเป่าหยา" เสิ่นเซียงมองทารกน้อยในอ้อมแขนที่หลับสนิทไปหลังจากกินนมอิ่มด้วยแววตาอ่อนโยน
"เป่าหยาเหรอ? ไม่เลวนี่" แม่เฒ่าหลินพยักหน้า
เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้คือสมบัติล้ำค่าของตระกูลหลินอย่างแท้จริง และเธอเองก็ตั้งตารอคอยว่าจะมีเรื่องเซอร์ไพรส์อะไรตามมาอีกในวันข้างหน้า
หลังจากตรวจดูจนแน่ใจว่าเป่าหยากินอิ่มนอนหลับสบายดี แม่เฒ่าหลินก็เดินออกจากห้องไปอย่างพึงพอใจ
เสิ่นเซียงนั้นแตกต่างจากหวังเจาดี้ เธอให้ความสำคัญกับลูกสาวอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นแม่เฒ่าหลินจึงไม่ต้องกังวลว่าหลานสาวคนนี้จะถูกทอดทิ้งหรือรังเกียจ
เสิ่นเซียงอุ้มลูกสาวต่อไปอีกพักหนึ่งก่อนจะวางแกลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง
จากนั้นเธอก็เริ่มรู้สึกเบื่อ เวลาทำงานเธอมักจะรู้สึกเหนื่อยและคิดอยู่เสมอว่าคงจะดีถ้าได้หยุดพัก แต่พอตอนนี้ไม่ได้ทำงานและต้องมานอนอยู่แต่บนเตียงจริงๆ เธอกลับรู้สึกว่ามันน่าอึดอัดจนแทบทนไม่ไหว
เสิ่นเซียงเปิดหีบใบใหญ่ที่หัวเตียง หยิบหนังสือออกมาสองสามเล่ม แล้วเริ่มตั้งใจอ่าน
"ป้าหลิน ยุ่งอยู่หรือเปล่าคะ?"
แม่เฒ่าหลินกำลังนั่งสานรองเท้าฟางรับแดดอุ่นๆ อยู่ใต้ชายคา ตอนที่เสียงใสๆ ของหญิงสาวดังขึ้นไม่ไกลนัก
เธอเงยหน้าขึ้นและเห็นหญิงสาวคนหนึ่งแต่งตัวสะอาดสะอ้าน รูปร่างอวบอั๋นเล็กน้อย กำลังเข็นรถจักรยานเดินเข้ามา
หญิงสาวมีใบหน้ากลมกลึง คิ้วดกดำ และดวงตากลมโต ซึ่งเป็นลักษณะหน้าตาที่พวกผู้ใหญ่ในยุคนี้ชื่นชอบมากที่สุด
"จินเหมยนี่เอง เข้ามานั่งก่อนสิ" แม่เฒ่าหลินรีบลุกขึ้นไปต้อนรับ
เฉียนจินเหมยจอดรถจักรยาน พูดคุยทักทายกับแม่เฒ่าหลินเล็กน้อย จากนั้นแม่เฒ่าหลินก็เดินนำเธอเข้าไปในห้องของเสิ่นเซียง
เสิ่นเซียงได้ยินเสียงเพื่อนรักของเธอตั้งแต่แรกแล้ว จึงลุกขึ้นนั่งด้วยความตื่นเต้นและเตรียมตัวจะลงจากเตียง
เมื่อเฉียนจินเหมยเห็นแบบนั้นก็รีบเข้าไปห้าม "นี่ ลุกขึ้นมาทำไม? เธอเพิ่งคลอดลูกนะ จะขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ นอนลงไปเลย! จะมาเกรงใจอะไรกับฉันนักหนา?"
"ฉันดีขึ้นมากแล้ว ไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่หรอกน่า" เสิ่นเซียงเถียง แต่เรี่ยวแรงของเธอก็สู้เฉียนจินเหมยไม่ได้ จึงต้องยอมจำนนถูกกดให้นอนลงไปแต่โดยดี
เฉียนจินเหมยถลึงตาใส่ "ยังไงก็ต้องนอนพัก ร่างกายของเธอสำคัญที่สุดนะ"
แม่เฒ่าหลินยิ้ม "คุยกันไปเถอะสาวๆ เดี๋ยวฉันจะไปชงชามาให้"
เฉียนจินเหมยไม่ปฏิเสธตามมารยาท "ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณมากค่ะป้า ฉันปั่นจักรยานมาตลอดทาง หิวน้ำจะแย่แล้ว"
แม่เฒ่าหลินพยักหน้ายิ้มๆ แล้วเดินออกไป
เฉียนจินเหมยแทบรอไม่ไหวที่จะได้พูดคุยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกับเพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันหลายเดือน เธอเดินไปดูเป่าหยาที่นอนอยู่บนหัวเตียงเป็นอันดับแรก "โอ้โห เด็กน้อยหน้าตาน่าชังเชียว น่ารักมากๆ ดูดีกว่าซานต้านซะอีกนะเนี่ย"
จากนั้นเธอก็ไม่อาจควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้และเริ่มห่อเหี่ยวลง
"อาเซียง ฉันอิจฉาเธอจริงๆ เลย เธอมีลูกชายที่ทั้งรู้ความและเอาใจใส่ แถมตอนนี้ยังมีลูกสาวแสนสวยเพิ่มมาอีกคน มีทั้งลูกชายลูกสาวครบถ้วนสมบูรณ์ ชีวิตของเธอช่างมีความสุขจริงๆ ไม่เหมือนฉัน..."