เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 คุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง

บทที่ 27 คุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง

บทที่ 27 คุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง


บทที่ 27 คุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง

"พ่อครับ อรุณสวัสดิ์"

เช้าวันต่อมา เฉาเหลียงตื่นนอนแล้วถือแก้วเคลือบเดินออกมาล้างหน้าล้างตาที่ลานบ้าน พลางเอ่ยทักทายผู้เป็นพ่อที่นั่งสูบยาสูบอยู่ข้างประตู

เฉาต้าซานพ่นควันยาสูบออกมาแล้วส่งเสียงหึในลำคอ "อรุณสวัสดิ์กะผีอะไรล่ะ แม่แกกับคนอื่นๆ เขาออกไปทำงานตั้งนานแล้ว"

ในระหว่างที่กำลังแปรงฟัน เฉาเหลียงก็เอ่ยขึ้นว่า "พ่อทำไมไม่ให้พวกเขาเลิกไปทำงานล่ะครับ? วันๆ หนึ่งจะหาเงินได้สักกี่มากน้อยกันเชียว ตอนนี้ผมสามารถเลี้ยงดูครอบครัวของเราได้แล้วนะ"

"พูดจาอวดดีจริงนะแก" เฉาต้าซานเลิกคิ้วขึ้นแล้วพ่นลมหายใจ "แกเพิ่งจะล่าสัตว์ได้ไม่กี่วันก็คิดว่าตัวเองเก่งกาจแล้วงั้นเหรอ? แกคิดว่าตัวเองจะมีโชคดีแบบนี้ไปได้ทุกวันจริงๆ หรือไง?"

"ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ?"

เฉาเหลียงอมน้ำไว้ในปาก กลั้วคอสองสามครั้งก่อนจะบ้วนทิ้ง แล้วหัวเราะหึๆ "พ่อครับ ผมไม่เหมือนพ่อนะครับ ที่ขึ้นเขาไปทีไรก็จับได้แต่ของชิ้นเล็กชิ้นน้อย ตัวผมเป้าหมายใหญ่เสมอครับ"

"ไปไกลๆ เลยไอ้ลูกชายตัวแสบ" ผู้เป็นพ่อด่าทอด้วยความโมโห "แกคิดว่าภูเขาหลังหมู่บ้านเป็นสมบัติส่วนตัวของแกหรือไง? คิดอยากจะหยิบฉวยอะไรก็หยิบได้ตามใจชอบงั้นเหรอ?"

"ก็ประมาณนั้นแหละครับ!" เฉาเหลียงพยักหน้ารับอย่างหน้าด้านๆ

ด้วยสมรรถภาพทางกายของเขาในตอนนี้ ประกอบกับทักษะพลแม่นปืน ภูเขาหลังหมู่บ้านก็ไม่ต่างอะไรจากบ้านของเขาเอง

ต่อให้เขาพกไปแค่ปืนล่าสัตว์กระบอกเดียว เขาก็มีความมั่นใจว่าจะสามารถล่าหมูป่าตัวใหญ่กลับมาได้

ส่วนเรื่องอันตรายอื่นๆ น่ะเหรอ!

ลืมไปได้เลย ชายชาตรีไม่ยอมเอาตัวไปเสี่ยงใต้กำแพงที่จวนเจียนจะพังทลายหรอก

เขาไม่มีทางเอาชีวิตตัวเองไปล้อเล่นเด็ดขาด

"เหอะ!" เฉาต้าซานโกรธจนหลุดหัวเราะออกมา

เฉาเหลียงเดินกลับเข้าไปข้างในบ้านเพื่อเก็บแก้วน้ำ จากนั้นก็นั่งลงทานอาหารเช้าที่ห้องโถงหลัก

หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง

ในที่สุดผู้เป็นพ่อก็เอ่ยขึ้นมาว่า "ถ้าแกมีความสามารถขนาดนั้นจริงๆ อีกสองสามวันค่อยไปบอกแม่แกแล้วกัน ขอแค่พวกนางเต็มใจ พ่อก็ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว"

ลูกชายคนนี้โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และรู้จักเป็นห่วงเป็นใยแม่กับภรรยาของตัวเอง ตัวเขาเองย่อมต้องสนับสนุนความคิดนี้อยู่แล้ว

หากดูจากการกระทำในช่วงนี้ของเจ้าลูกชาย มันก็เก่งกาจกว่าเขาในอดีตจริงๆ นั่นแหละ

เรื่องนี้เขาไม่อาจปฏิเสธได้เลย

"รับทราบครับ"

เฉาเหลียงตอบรับ จากนั้นจึงเอ่ยถามว่า "พ่อครับ เนื้อหมูแพ็คใส่กระสอบเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ?"

"วางอยู่ข้างประตูนั่นไง"

"ทั้งหมดเลยใช่ไหมครับ?"

"อืม ยกเว้นพวกเครื่องในที่พวกเราเก็บไว้กินเอง ที่เหลือก็แพ็คใส่กระสอบไว้หมดแล้ว"

นั่นเป็นนิสัยปกติของคนเป็นแม่เลย

นางไม่กล้ากินของดีๆ และจะรู้สึกอุ่นใจก็ต่อเมื่อมีธัญพืชเก็บสะสมไว้เท่านั้น

คงเป็นเพราะในอดีตเคยอดอยากมาก่อน

ประกอบกับตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงช่วงก่อนที่เฉาเหลียงจะสร้างตัวได้ในปีนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวก็ยากลำบากมาก จึงไม่แปลกใจเลยที่นางจะมีท่าทางเช่นนั้น

ส่วนเรื่องเครื่องในนั้น ตอนแรกเฉาเหลียงตั้งใจจะบอกให้ภรรยาของเขาทำกินตั้งแต่เมื่อคืนเพื่อเพิ่มกับข้าวให้ครอบครัวสักหน่อย

แต่เนื่องจากมันดึกมากแล้ว และการตระเตรียมเครื่องในก็ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน เขาจึงได้แต่ล้มเลิกความคิดนั้นไปก่อน

เฉาเหลียงเอ่ยว่า "เก็บเนื้อส่วนที่มีมันไว้สักสิบจินเถอะครับ คืนนี้ผมจะเจียวน้ำมันหมูแล้วทำหมูฮ้องให้เด็กหญิงตัวเล็กๆ สองคนนั้นกิน"

พอพูดถึงเรื่องนี้ ผู้เป็นพ่อก็ยิ้มออกมา "แกอยากทำอะไรก็ทำเถอะ ถ้าแกไม่กลัวแม่แกกลับมาตี แกก็เข้าไปวุ่นวายในครัวได้ตามสบายเลย"

"งั้นช่างมันเถอะ คืนนี้งดไว้ก่อนแล้วกันครับ" เฉาเหลียงเปลี่ยนใจทันควัน

เฉาต้าซานเอ่ยประชด "อะไรกัน กลัวแล้วงั้นเหรอ?"

"เปล่าครับ" เฉาเหลียงส่ายหน้า "พอดีคืนนี้ผมวางแผนจะไปเดินดูของที่ตลาดมืดสักหน่อยน่ะครับ"

"จะไปที่นั่นทำไมกัน? ถ้าแกอยากได้อะไร ก็แค่เอาเนื้อไปแลกคูปองกับเล่าซานโหวก็สิ้นเรื่อง"

"ผมรู้ครับ แค่อยากจะไปเดินดูเฉยๆ อาจจะไม่ได้ไปด้วยซ้ำ แค่มาบอกกล่าวไว้ก่อนพวกรุ่นใหญ่จะได้ไม่เป็นห่วง"

"ตามใจแกเถอะ ระมัดระวังตัวด้วยแล้วกัน ถึงแม้ว่าช่วงนี้การกวดขันจะไม่ค่อยเข้มงวดเท่าไหร่ แต่ทางที่ดีอย่าโดนจับได้จะดีที่สุด"

"ผมรู้ครับ เอาเป็นว่าถ้าคืนนี้ผมไม่กลับบ้าน พ่อก็ช่วยบอกแม่กับเม่ยหรูและคนอื่นๆ ด้วยนะครััย"

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ เฉาเหลียงก็เช็ดปากแล้วแบกกระสอบเดินออกจากประตูบ้านไป

เหตุผลที่เขาอยากจะไปตลาดมืด ก็แค่ต้องการไปเช็กราคาเนื้อสัตว์ที่นั่นดูสักหน่อย

แม้ว่าราคาที่เล่าซานโหวเสนอให้จะค่อนข้างดี แต่ถ้าหากราคาที่ตลาดมืดสูงกว่าล่ะ? มันจะขายได้ราคาดีกว่าไหม?

มนุษย์เราย่อมมีความโลภเป็นธรรมดา

หากราคาที่ตลาดมืดสูงกว่าและขายดีกว่า เฉาเหลียงย่อมต้องเลือกนำเนื้อไปขายที่นั่นอย่างแน่นอน

ส่วนเรื่องจดหมายแนะนำตัวนั้น เขาไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากถามเลยด้วยซ้ำ เพราะเฉาต้าซานผู้เป็นพ่อได้เดินทางไปหาหัวหน้ากองพลเพื่อจัดการเรื่องนี้ให้เขาตั้งนานแล้ว

หนึ่งชั่วโมงต่อมา

เฉาเหลียงเดินทางมาถึงตรอกเฉาหยางในซื่อจิ่วเฉิง

"พี่โหว อยู่บ้านไหมครับ?"

เฉาเหลียงเอ่ยเรียกพลางเคาะประตูบ้าน

"อยู่จ้า ใครน่ะ?"

"ผมเองครับ เฉาเหลียง"

หลังจากประตูเปิดออก เล่าซานโหวก็ยิ้มทักทาย "เป็นแกนี่เองไอ้หนู วันนี้ได้ของดีอะไรมาล่ะ?"

เฉาเหลียงเปิดปากกระสอบให้ดู "ยังคงเป็นหมูป่าครับ แต่ตัวนี้ใหญ่กว่าตัวก่อนหน้านิดหน่อย หลังจากชำแหละแล้วน้ำหนักน่าจะเกินหนึ่งร้อยจิน"

"เก่งมากไอ้หนู ฝีมือของแกนี่เหนือกว่าพ่อของแกไปค่อนข้างมากเลยนะ!"

เล่าซานโหวชูนิ้วโป้งให้พลางกวักมือเรียก "งั้นจะรออะไรอยู่ล่ะ? รีบเข้ามาข้างในแล้วเอาขึ้นตาชั่งเร็วเข้า"

"ได้ครับ!"

เฉาเหลียงแบกกระสอบเดินตามเขาเข้าไปข้างในบ้าน

เล่าซานโหวไปหยิบตาชั่งออกมาแล้วเอ่ยถามว่า "ราคาเดิมเหมือนคราวก่อน ไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?"

"ไม่มีปัญหาครับ"

เฉาเหลียงส่ายหน้า

"มาช่วยยกหน่อย"

เล่าซานโหวทำการชั่งน้ำหนัก "อืม ทั้งหมดหนึ่งร้อยหกสิบแปดจิน ปัดเศษให้เป็นตัวเลขกลมๆ แล้วกัน คิดเป็นหนึ่งร้อยเจ็ดสิบจิน!"

"พี่โหวใจกว้างจริงๆ ครับ"

เฉาเหลียงส่งบุหรี่ให้เล่าซานโหวตามมารยาท พลางเอ่ยถามว่า "พี่โหว ที่นี่พอจะมีคูปองผ้าบ้างไหมครับ?"

ตอนแรกเขาตั้งใจจะซื้อคูปองนุ่น แต่เห็นว่าช่วงนี้สภาพอากาศเริ่มอบอุ่นขึ้นแล้ว เสื้อผ้าบุนุ่นคงจะหมดความจำเป็นในไม่ช้า

ซื้อคูปองผ้าธรรมดาๆ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

"มีสิ อยากได้เท่าไหร่ล่ะ?"

"ผมอยากจะตัดเสื้อผ้าให้คนในครอบครัวคนละชุดครับ ในบ้านมีทั้งหมดหกคน พี่ช่วยคำนวณให้หน่อยได้ไหมครับว่าต้องใช้ผ้าประมาณเท่าไหร่?"

เล่าซานโหวครุ่นคิดครู่หนึ่ง "เสื้อผ้าหนึ่งตัวใช้ผ้าประมาณสองฟุต หกตัวก็ประมาณสิบสองฟุต งั้นฉันจัดให้แกไปสิบห้าฟุตเลยแล้วกัน!"

"ตกลงครับ"

เฉาเหลียงพยักหน้า จากนั้นก็เอ่ยเสริมว่า "แล้วก็ขอคูปองเหล้ากับคูปองธัญพืชให้ผมด้วยนะครับ"

ในเวลาต่อมา เฉาเหลียงก็เดินออกจากบ้านของเล่าซานโหวด้วยความพึงพอใจ

เนื้อหมูในครั้งนี้ขายได้เงินทั้งหมดห้าสิบเก้าหยวนห้าเหมา หลังจากหักเงินที่นำไปแลกคูปองแล้ว เขายังเหลือเงินสดอยู่อีกประมาณห้าสิบหยวน

แน่นอนว่าผลเก็บเกี่ยวจากการล่าสัตว์ในคราวก่อนของเขายไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ในพื้นที่จัดเก็บของระบบ เขายังมีหมูป่าที่หนักเกือบสามร้อยจินอยู่อีกหนึ่งตัว รวมไปถึงกระต่ายและไก่ป่าอีกจำนวนหนึ่ง

เขาแค่ต้องการเก็บสิ่งเหล่านั้นไว้เพื่อไปทดลองตลาดมืดดู

ต่อให้ขายไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะเวลาในพื้นที่จัดเก็บของระบบนั้นหยุดนิ่งอยู่แล้ว

ต่อให้เขาเก็บมันไว้ในนั้นตลอดไป มันก็ไม่มีวันเน่าเสีย อย่างแย่ที่สุดคราวหลังเขาก็แค่เอามาขายให้เล่าซานโหว

หลังจากนั้น เฉาเหลียงก็ไปที่สหกรณ์จัดซื้อและจัดจำหน่ายเพื่อซื้อผ้าและสิ่งของอื่นๆ อีกเล็กน้อย จากนั้นก็ไปที่สถานีธัญพืชเพื่อซื้อธัญพืช แล้วจึงเริ่มเดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว

ตอนนี้ยังเช้าอยู่ ปกติแล้วตลาดมืดจะไม่เปิดจนกว่าจะถึงช่วงค่ำ

เขาจึงยังต้องรอต่อไป

หลังจากเดินเตร็ดเตร่ไปได้สักพัก เฉาเหลียงก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย

ดังนั้น เขาจึงเอ่ยปากถามทางจากคุณตาคนหนึ่งเพื่อไปยังทะเลหลังบ้าน โดยตั้งใจจะไปนั่งดูคนตกปลา

ในชาติก่อนเขาเป็นคนที่ชอบตกปลาอย่างมาก ทว่าปกติแล้วเขาต้องทำงานหนักราวกะโคกระบือ จึงไม่ค่อยมีเวลาว่างเท่าไหร่นัก

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเวลาว่าง เขาก็จะไม่ยอมออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนเลย แต่จะมุ่งหน้าไปที่ริมแม่น้ำเพื่อตกปลาทันที

ทะเลหลังบ้านมีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่าสือช่าไห่ หลังจากเดินเท้ามานานกว่ายี่สิบนาที เฉาเหลียงก็มาถึงทะเลหลังบ้าน

แม้ว่าจะถูกเรียกว่าทะเล แต่ในความเป็นจริงแล้วมันคือทะเลสาบ เพียงแต่เป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่โตมากเท่านั้นเอง

ที่ริมฝั่งก็ไม่ได้มีคนมาตกปลามากมายนัก มีเพียงคนไม่กี่กลุ่มที่นั่งกระจายตัวกันอยู่

ตอนนี้ยังไม่ถึงปีที่เกิดภัยแล้ง เมื่อเกิดภัยแล้งในปี 1960 ขอแค่ผู้คนมีเวลาว่าง พวกเขาก็จะพากันมาตกปลาที่นี่เพื่อนำไปจุนเจือครอบครัวกันทั้งนั้น

เฉาเหลียงกวาดสายตามองไปรอบๆ จากนั้นก็เดินตรงไปยังชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีอายุราวๆ ยี่สิบกว่าปี

"สวัสดีครับพี่ชาย ตกปลาได้บ้างไหมครับ?"

ชายหนุ่มคนนั้นซึ่งแต่งกายด้วยชุดจงซานหันหน้ากลับมามอง และเฉาเหลียงก็อุทานขึ้นมาในใจว่า "คุณพระช่วย"

เส้นผมของชายคนนั้นดูเหมือนจะถูกชโลมด้วยน้ำมันแต่งผมในปริมาณที่มากจนเกินพอดี มันวาววับเป็นประกายเลื่อมพราย

เมื่อมองไปที่ใบหน้านั้น เฉาเหลียงรู้สึกว่ามันคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง แต่ในเวลานั้นเขากลับนึกไม่ออกจริงๆ ว่าเคยเห็นที่ไหน

จบบทที่ บทที่ 27 คุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง

คัดลอกลิงก์แล้ว