เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 เจ้าของป้ายก่อตั้งกิลด์

บทที่ 39 เจ้าของป้ายก่อตั้งกิลด์

บทที่ 39 เจ้าของป้ายก่อตั้งกิลด์


บทที่ 39 เจ้าของป้ายก่อตั้งกิลด์

มู่หลิงเสวี่ยนั่งหน้าเครียดอยู่บนโซฟา ขณะที่เฉินเวยซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ กำลังดูละครน้ำเน่าในทีวีไปยิ้มไป

"นี่พี่เวย ฉันเป็นห่วงจะแย่อยู่แล้วนะ พี่ยังมีอารมณ์มาขำอยู่อีก"

"โทรไปก็ไม่รับ ไม่รู้ป่านนี้เป็นไงบ้างแล้ว"

มองดูสีหน้าอมทุกข์ของมู่หลิงเสวี่ย เฉินเวยก็เสนอว่า:

"งั้นไปเล่นเกมไหมล่ะ ตอนนี้กิลด์ใหญ่ๆ กำลังรับคนกันให้ควั่ก เราก็อาศัยชื่อเสียงจากการได้เฟิร์สคิล ดึงเด็กใหม่เข้ากิลด์เยอะๆ ไง"

จู่ๆ เฉินเวยก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา หน้าจอโชว์ข้อความบางอย่าง เธอเหลือบมองประตูห้องข้างหลังแวบหนึ่ง ก่อนจะยื่นให้มู่หลิงเสวี่ยดู

"นี่ไง เงินทุนเข้าแล้วนะ"

แทนที่จะดีใจ มู่หลิงเสวี่ยกลับทำหน้าซังกะตาย

"เรื่องนี้รบกวนพี่เวยจัดการแทนฉันหน่อยแล้วกัน ตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์ทำอะไรเลย"

เฉินเวยเห็นแบบนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ

"งั้นเธอรออยู่ตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวฉันไปจัดการเรื่องก่อตั้งกิลด์ในเกมก่อน"

"รบกวนด้วยนะพี่เวย!"

เฉินเวยเขกหัวมู่หลิงเสวี่ยเบาๆ อย่างเอ็นดู

"รู้ว่าฉันเหนื่อยก็รีบมาช่วยกันสิ"

มู่หลิงเสวี่ยลูบหัวปอยๆ แล้วยิ้มร่า:

"เดี๋ยวรอเสี่ยวอิ่งกลับมาก่อน ฉันจะรีบออนไลน์ไปช่วยเลย"

"งั้นฉันขึ้นไปล่ะนะ"

"อืม"

เฉินเวยขึ้นไปได้ไม่นาน จางซินอิ่งก็หิ้วถุงกระดาษกลับมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

พอเห็นดังนั้น มู่หลิงเสวี่ยก็เด้งตัวขึ้นจากโซฟาทันที

"เสี่ยวอิ่ง กลับมาแล้วเหรอ!"

แล้วมู่หลิงเสวี่ยก็สังเกตเห็นของที่จางซินอิ่งถือมา ตาเป็นประกายวาววับ

"ข้าวต้มหูฉลามร้านอวี้ติ่งจี้นี่นา!"

จากนั้นก็กระโดดกอดจางซินอิ่งแน่นโดยไม่เปิดโอกาสให้พูดอะไร:

"เธอดีกับฉันที่สุดเลยเสี่ยวอิ่ง ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์เป็นห่วงตั้งนาน!"

ตอนที่มู่หลิงเสวี่ยกำลังจะยื่นมือไปรับถุงกระดาษ ก็เห็นจางซินอิ่งยิ้มแหยๆ

มู่หลิงเสวี่ยเหมือนจะเดาอะไรได้

"อย่าบอกนะเสี่ยวอิ่ง ว่านี่ไม่ได้ซื้อมาให้ฉัน?"

แต่พอนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเพิ่งกินข้าวไปเมื่อกี้ ก็เลยไม่ได้สนใจอะไร

"ช่างเถอะ ฉันกำลังลดหุ่นอยู่ ดีนะที่ไม่ได้ซื้อมาฝากฉัน"

พอเห็นมู่หลิงเสวี่ยพูดแบบนั้น จางซินอิ่งก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที

"ขอโทษนะเสี่ยวเสวี่ย"

"ไม่เป็นไรน่า เราสองคนใครเป็นใครล่ะ?"

"ไม่เป็นไรจริงๆ นะ?"

มู่หลิงเสวี่ยแสร้งทำเป็นใจกว้าง:

"แน่นอนสิ เห็นฉันเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยหรือไง?"

สิ้นเสียง จางซินอิ่งก็ถามโพล่งขึ้นมา:

"แล้วเธอเห็นหลิน... เอ้ย อี้หลิงกลับมาหรือยัง?"

เงียบกริบ!

"หมายความว่าไง?"

มู่หลิงเสวี่ยมองเพื่อนรักอย่างอึ้งๆ

"เธอพูดว่าอะไรนะ? พูดอีกทีซิ!"

จางซินอิ่งยัดถุงกระดาษใส่มือมู่หลิงเสวี่ยดื้อๆ

"ฝากให้เขาหน่อยนะ ขอบใจจ้า ฮิฮิ~"

"เพล้ง!"

วินาทีนั้นมู่หลิงเสวี่ยเหมือนได้ยินเสียงอะไรแตกสลายอยู่ในอก

………………

"ปังๆๆ!"

หลินอี้ที่กำลังจะเตรียมตัวเข้าเกม จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังลั่น

"อี้หลิง ไอ้บ้าบอ คลานออกมาเดี๋ยวนี้นะ"

หลินอี้งงเป็นไก่ตาแตก นี่ไปเหยียบตาปลาใครเข้าเนี่ย?

พอหลินอี้เปิดประตูออกมา ก็เห็นมู่หลิงเสวี่ยยัดถุงกระดาษใส่มือ แล้วเดินกระแทกส้นเท้าปึงปังจากไป พลางบ่นงึมงำ:

"ไอ้คนเห็นผู้ชายดีกว่าเพื่อน เหอะ!"

"เอ่อ นี่มัน..."

มองดูข้าวต้มหูฉลามที่ยังอุ่นๆ อยู่ในอ้อมแขน หลินอี้ก็อึ้งไปเลย

หลินอี้ไม่คิดหรอกว่านี่คือของที่มู่หลิงเสวี่ยซื้อมาให้

ในบ้านหลังนี้ คงมีแค่คนเดียวเท่านั้นแหละที่จะซื้อของกินมาให้เขา

มองดูประตูห้องที่ปิดสนิทบานนั้น หรือว่าเธอจะจำเขาไม่ได้จริงๆ?

"คงไม่หรอกมั้ง"

หลินอี้ส่ายหน้า ทั้งสองครั้งเขาปิดบังใบหน้ามิดชิด เธอจะจำเขาได้ยังไงกันล่ะ

และที่เธอซื้อเจ้านี่มาให้ คงเป็นเพราะอยากตอบแทนที่เขาช่วยเธอไว้ล่ะมั้ง

หลินอี้ยิ้มขื่น หันหลังปิดประตูห้อง แล้วเปิดกล่องอาหารที่แพ็กมาอย่างดี

กลิ่นหอมกรุ่นก็โชยเตะจมูกทันที

"โครกคราก~"

หลินอี้เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ตั้งแต่เช้ายันห้าโมงเย็น เขายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนี่หว่า

เขาหัวเราะเบาๆ หยิบช้อนขึ้นมา นี่คงเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในรอบหลายปี (ก่อนเกิดใหม่) เลยก็ว่าได้

………………

นั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งวัน แต่ภาพสะท้อนในกระจกครั้งนี้ กลับมีรอยยิ้มที่สดใสเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งรอย

จางซินอิ่งเปิดลิ้นชัก หยิบเครื่องสำอางที่เคยโยนทิ้งไปออกมาทีละชิ้น แล้วจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ พลางบ่นงึมงำกับตัวเอง:

"นายคิดว่าปิดหน้าปิดตาแล้วฉันจะจำนายไม่ได้หรือไง ไอ้บ้าเอ๊ย!"

บางอย่างต่อให้ไม่ต้องมอง ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาอยู่ดี

แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา แต่สำหรับจางซินอิ่งแล้ว เรื่องพวกนั้นไม่สำคัญเลย

ขอแค่คนคนนั้นเป็นเขาก็พอแล้ว

มองดูตัวเองในกระจก รอยยิ้มบนใบหน้าของจางซินอิ่งค่อยๆ จางหายไป

"หลินอี้ ฉันว่าฉันขาดนายไม่ได้จริงๆ"

………………

หลังจากกินของอร่อยจนอุ่นท้อง หลินอี้ก็ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย

มองดูตู้เสื้อผ้าที่ว่างเปล่า ก็คิดในใจว่าคืนนี้ออฟไลน์มาคงต้องไปซื้อของใช้ส่วนตัวกับเสื้อผ้าสักหน่อยแล้ว

ตอนที่หลินอี้ล็อกอินเข้าเกม เขาไม่รู้เลยว่าการชิงเฟิร์สคิลดันเจี้ยนปาร์ตี้ไปได้ จะสร้างความฮือฮาในเว็บบอร์ดเกมขนาดไหน

สรุปง่ายๆ แบ่งเป็น 2 ประเด็น

หนึ่งคือการพูดคุยเกี่ยวกับกลไกของดันเจี้ยน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้หลินอี้ชิงเฟิร์สคิลมาได้ ทำให้ชาวเน็ตแห่เข้ามาวิจารณ์กันอย่างดุเดือด

ในขณะที่ทุกคนคิดว่าหลินอี้ใช้ฝีมือล้วนๆ ในการชิงเฟิร์สคิล แต่กลับไม่มีใครคาดคิดเลยว่าจะมีกลไกแบบนี้ซ่อนอยู่ และเขาก็อาศัยช่องโหว่นี้แหละ

คนที่โกรธแค้นเรื่องนี้ที่สุดคงหนีไม่พ้นกิลด์ใหญ่ทั้งหลาย เพราะในขณะที่พวกเขากำลังอาบเลือดต่อสู้กันแทบตายในดันเจี้ยน หลินอี้กลับเดินชิลๆ เหมือนมา 'เที่ยวเล่น' แถมยังชิงรางวัลเฟิร์สคิลที่พวกเขาหมายปองไปได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

เรื่องนี้ขอละไว้ก่อน ส่วนอีกประเด็นที่คนพูดถึงกันให้แซดก็คือ เจ้าของป้ายก่อตั้งกิลด์คนต่อไป

แทบทุกคนต่างคาดเดากันไปต่างๆ นานา ว่าป้ายก่อตั้งกิลด์ของเฟิงหัวจะตกไปอยู่ในมือใคร

และกิลด์ไหนจะได้เป็นกิลด์แรกที่สร้างฐานที่มั่นกิลด์ในเกม 《เทพเกียรติยศ》 สำเร็จ

ผู้ท้าชิงอันดับหนึ่งก็ต้องเป็นราชวงศ์เซิ่งซื่ออยู่แล้ว ตามมาด้วยหมิงเหมินของหมิงเหมินหล่อลากดิน และเมืองมายาน้ำแข็งหิมะของฮ่วนเฉิงเซี่ยไห่ถัง

ยังไงซะ สองคนนี้ก็ร่วมเป็นร่วมตายลงดันเจี้ยนชิงเฟิร์สคิลมาด้วยกัน หลินอี้อาจจะเห็นแก่ความสัมพันธ์แล้วขายป้ายก่อตั้งกิลด์ให้พวกเขาก่อนก็เป็นได้

ฝั่งหลินอี้ พอออนไลน์ปุ๊บ ข้อความก็เด้งรัวๆ แทบถล่มทลาย

ในรายชื่อเพื่อนของหลินอี้มีอยู่ไม่กี่คนหรอก

พอหลินอี้กดดูก็พบว่าข้อความที่เยอะที่สุดมาจากหมิงเหมินหล่อลากดิน

รองลงมาคือฮ่วนเฉิงเซี่ยไห่ถัง แม้เนื้อหาข้อความจะต่างกัน แต่จุดประสงค์หลักคือเรื่องเดียวกัน:

ป้ายก่อตั้งกิลด์จะเป็นของใคร!

จังหวะนั้นเอง หมิงเหมินหล่อลากดินก็ส่งคำขอคุยด้วยเสียงมาพอดี

พอหลินอี้กดรับ ก็ได้ยินเสียงตื่นเต้นของหมิงเหมินหล่อลากดินดังมาตามสาย:

"ลูกพี่เฟิง ในที่สุดนายก็ออนไลน์สักที ร้อนใจแทบแย่แล้ว"

หลินอี้แกล้งถามพร้อมเสียงหัวเราะ:

"มีอะไรเหรอ?"

หมิงเหมินหล่อลากดินรู้ว่าหลินอี้แกล้งแหย่ เพราะข้อความที่ส่งไปตั้งเยอะแยะ เขาจะมองไม่เห็นได้ยังไง

ดังนั้นหมิงเหมินหล่อลากดินจึงไม่อ้อมค้อม:

"ป้ายก่อตั้งกิลด์นั่น นายเสนอราคามาเลย"

แต่สิ่งที่ทำให้หมิงเหมินหล่อลากดินประหลาดใจคือ หลินอี้ปฏิเสธทันควัน:

"ป้ายก่อตั้งกิลด์อันนี้ ข้าให้พวกนายไม่ได้"

หมิงเหมินหล่อลากดินแปลกใจมาก

"ขอถามเหตุผลได้ไหม?"

แล้วเขาก็รีบเสริมต่อว่า:

"พวกเขาให้เท่าไหร่ ฉันสู้ราคาให้มากกว่าจนกว่านายจะพอใจเลย"

หลินอี้ส่ายหน้ายิ้มๆ

"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเงินหรอก"

หลินอี้หยิบ 'ป้ายก่อตั้งกิลด์' ที่ทำจากวัสดุพิเศษออกมาจากกระเป๋า

"ของชิ้นนี้ สำหรับบางคนมันคือของล้ำค่า แต่สำหรับหมิงเหมินของพวกนาย มันคือเผือกร้อนชัดๆ ไม่จำเป็นต้องเสียเงินไปฟรีๆ หรอก"

พูดไปพูดมา รอยยิ้มแฝงนัยก็ปรากฏบนใบหน้าของหลินอี้

"และข้าก็รู้ด้วยว่ามีคนต้องการมันมากกว่านาย"

ตั้งแต่เกมเปิดเซิร์ฟมา หมิงเหมินหล่อลากดินก็นับถือเฟิงหัวคนนี้สุดๆ

ในเมื่อหลินอี้พูดมาขนาดนี้ หมิงเหมินหล่อลากดินก็ไม่ดึงดันอีก

"ถ้าอย่างนั้น ฉันไปเปลี่ยนอาชีพลับก่อนนะ"

"เดี๋ยวก่อน"

หมิงเหมินหล่อลากดิน:

"มีเรื่องอะไรอีกเหรอ?"

หลินอี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง

"ข้าอยากให้นายช่วยอะไรหน่อย"

หมิงเหมินหล่อลากดินที่อยู่นอกเมืองมังกรฟ้า พอได้ยินแบบนั้นก็หูผึ่งทันที

การที่เฟิงหัวติดหนี้บุญคุณ มันมีค่ามากกว่าป้ายก่อตั้งกิลด์เป็นไหนๆ อย่างน้อยในสายตาของหมิงเหมินหล่อลากดินก็คิดแบบนั้น

หมิงเหมินหล่อลากดินรับปากทันทีโดยไม่ต้องคิด:

"ลูกพี่เฟิงว่ามาเลย จะให้ฉันทำอะไร"

หลังจากฟังเรื่องที่เฟิงหัวไหว้วาน หมิงเหมินหล่อลากดินก็ตบหน้าอกรับรอง:

"สบายใจได้ เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง"

หลังจากวางสาย หมิงเหมินหล่อลากดินก็หาชื่อหมิงเหมินฉันไม่ร้องไห้ในรายชื่อเพื่อน

"วางมือจากเรื่องที่ทำอยู่เดี๋ยวนี้ แล้วไปทำธุระให้ฉันหน่อย นายต้องไปจัดการด้วยตัวเองนะ!"

…………

ทันทีที่วางสายจากหมิงเหมินหล่อลากดิน หลินอี้ก็กดดูรูปโปรไฟล์ของอ้าวซื่อเจวี๋ยเย่ในรายชื่อเพื่อน มีข้อความของเขาทิ้งไว้:

อ้าวซื่อเจวี๋ยเย่ ปี 3019/09/02 13:41 น. ยินดีด้วยนะน้องชาย ยินดีด้วยที่ได้เฟิร์สคิลดันเจี้ยน!

เมื่อเห็นข้อความนี้ หลินอี้ก็อดประหลาดใจไม่ได้

ไม่พูดถึงเรื่อง 'ป้ายก่อตั้งกิลด์' เลยสักนิด ถ้าเป็นคนอื่นคงคิดว่าเขาไม่สนใจป้ายก่อตั้งกิลด์นี้หรอก

แต่มันเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่าล่ะ?

หลินอี้ส่งคำขอคุยด้วยเสียงไปหาอีกฝ่าย ไม่นานอ้าวซื่อเจวี๋ยเย่ก็รับสาย

"ยินดีด้วยนะน้องเฟิงหัว ข้ากะแล้วว่านายต้องได้เฟิร์สคิลชัวร์"

ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์!

หลินอี้ไม่อ้อมค้อม ยิงตรงเข้าประเด็นทันที:

"หนึ่งร้อยล้าน ป้ายก่อตั้งกิลด์เป็นของนาย"

จบบทที่ บทที่ 39 เจ้าของป้ายก่อตั้งกิลด์

คัดลอกลิงก์แล้ว