- หน้าแรก
- ข้าเห็นไอเทมดรอปจากบอสทุกชิ้น
- บทที่ 12 ผู้เช่าคนแรก (1)
บทที่ 12 ผู้เช่าคนแรก (1)
บทที่ 12 ผู้เช่าคนแรก (1)
บทที่ 12 ผู้เช่าคนแรก (1)
"พี่เวยบอกว่านักลงทุนคือคุณงั้นเหรอ?"
มู่หลิงเสวี่ยมองดูผู้มาเยือนด้วยความประหลาดใจ
"พี่เวยเวย แน่ใจนะคะว่าเป็นเขา?"
"ก็น่าจะใช่แหละ"
เฉินเวยมองดูชายหนุ่มที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาถูกตรงหน้า
"ที่คุณพูดในโทรศัพท์เมื่อกี้ เป็นเรื่องจริงเหรอคะ?"
มู่หลิงเสวี่ยถามอย่างไม่เข้าใจ:
"พูดว่าอะไรคะ?"
"เขาจะลงทุนให้กิลด์เราห้าสิบล้าน เพื่อช่วยให้กิลด์เราผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ไง"
"อะไรนะ!"
มู่หลิงเสวี่ยคิดว่าตัวเองหูฝาดไป
"พี่บอกว่าห้าสิบล้านเหรอ?"
ถึงจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่สีหน้าของมู่หลิงเสวี่ยในตอนนี้ก็บอกทุกอย่างแล้ว
คนที่มีเสื้อผ้าทั้งตัวรวมกันแล้วยังไม่ถึงร้อยหยวนเนี่ยนะ จะมาลงทุนให้กิลด์เธอตั้งห้าสิบล้าน?
ถ้ามู่หลิงเสวี่ยไม่มีมารยาทพื้นฐานอยู่บ้างล่ะก็ คงได้ออกปากไล่ตะเพิดไปแล้ว
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของทั้งสองคน หลินอี้ก็เข้าใจและรู้สึกจนใจในเวลาเดียวกัน
ก็แหม สภาพของหลินอี้ในตอนนี้ มันดูไม่เหมือนคนมีเงินเลยจริงๆ
อย่าว่าแต่ไม่เหมือนเลย มู่หลิงเสวี่ยถึงกับสงสัยว่าตัวเองกำลังเจอพวกสิบแปดมงกุฎอยู่หรือเปล่าด้วยซ้ำ
หลินอี้ถามกลับไปว่า:
"พวกคุณคิดว่าผมมาล้อเล่นหรือไงครับ?"
ความจริงแล้ว สาเหตุที่หลินอี้มาอยู่ที่นี่ ก็เพื่อผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาเคยทำร้ายจิตใจมาก่อน
ในชาติก่อน เป็นเพราะเขาปฏิเสธอย่างเลือดเย็น และพูดจาตัดรอนอย่างไม่ไว้หน้า
ทำให้ในเวลาต่อมาไม่นาน เธอก็ถูกครอบครัวจับคู่ดูตัวและได้รู้จักกับผู้ชายคนนั้น
และก็เป็นเพราะการปรากฏตัวของผู้ชายคนนั้น ที่เป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับเธอในเวลาต่อมา
ก่อนจะเกิดใหม่ หลินอี้ที่เป็นเด็กกำพร้า ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า พอได้ยินเรื่องราวที่เธอต้องเผชิญ เขาจะรู้สึกผิดและเสียใจที่ตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องเจ็บปวดขนาดนั้น
และก็เป็นเพราะความขี้ขลาดของเขา ที่ทำให้เกิดความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
ถ้าจะถามว่าหลังเกิดใหม่สิ่งแรกที่หลินอี้อยากทำที่สุดคืออะไรล่ะก็ นั่นก็คือการปกป้องเธอไม่ให้ต้องเจอเรื่องร้ายๆ หรือต้องเสียใจอีกต่อไป
คำพูดของหลินอี้ทำให้เฉินเวยกับมู่หลิงเสวี่ยมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ตอนนั้นเอง หลินอี้ก็พูดขึ้นมาว่า:
"จริงๆ แล้วพวกคุณร่างสัญญามาได้เลยนะ ภายในสามวันผมจะโอนเงินเข้าบัญชีพวกคุณ ถ้าผมทำไม่ได้ พวกคุณจะแจ้งตำรวจจับผม หรือจะฟ้องร้องอะไรก็แล้วแต่เลย"
"อีกอย่าง ผมจะไม่เข้าไปก้าวก่ายหรือยุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจใดๆ ของกิลด์พวกคุณ เงื่อนไขเดียวของผมก็คือ ผมขอเช่าห้องอยู่ที่นี่ด้วย"
"แน่นอน ผมจะจ่ายค่าเช่าตามปกติ"
ตอนนั้นเอง มู่หลิงเสวี่ยก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา:
"ฉันขอถามจุดประสงค์ที่คุณทำแบบนี้ได้ไหมคะ?"
นั่นมันตั้งห้าสิบล้านเลยนะ!
แถมเงื่อนไขที่เสนอมันยังแปลกประหลาดสุดๆ แค่เพื่อขอเช่าห้องอยู่ในบ้านของเธอเนี่ยนะ
หรือว่าไอ้หมอนี่มันจะคิดมิดีมิร้ายกับพวกเธอ?
พอคิดมาถึงตรงนี้ มู่หลิงเสวี่ยก็ขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
"คุณเปลี่ยนเงื่อนไขอื่นได้ไหมคะ?"
"คุณกลัวว่าผมจะมีจุดประสงค์แอบแฝงกับพวกคุณเหรอครับ?"
หลินอี้อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
"คุณคิดว่าด้วยเทคโนโลยีสมัยนี้ ผมจะโง่ขนาดมาทำเรื่องเลวร้ายในหมู่บ้านหรูใจกลางเมืองปินไห่แบบนี้เหรอครับ?"
ในตอนที่มู่หลิงเสวี่ยกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เฉินเวยก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน:
"ฉันตกลงให้คุณเช่าห้องได้ แต่เราต้องตกลงกันก่อนนะ พื้นที่ที่คุณใช้ได้มีแค่ห้องของคุณกับห้องนั่งเล่นเท่านั้น ถ้าคุณล้ำเส้น พวกเราจะเชิญคุณออกไปทันที ทำได้ไหมคะ?"
หลินอี้:
"แน่นอน ไม่มีปัญหาครับ"
เดิมทีจุดประสงค์ที่หลินอี้มาที่นี่ ก็เพื่อจะได้อยู่ใกล้ๆ เธอเท่านั้นแหละ ส่วนเรื่องที่พวกเธอกังวลกันอยู่ พูดตามตรงนะ หลินอี้ไม่เคยคิดเลยจริงๆ
แต่พอนึกถึงความเด็ดขาดตอนที่ตัวเองปฏิเสธเธอเมื่อครึ่งปีก่อน หลินอี้ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวั่นใจ: บางทีตอนนี้คนที่เธอไม่อยากเจอหน้าที่สุดก็คงจะเป็นเขาละมั้ง
โชคดีที่หลินอี้สัมผัสได้ถึงลมหายใจอันคุ้นเคยที่แผ่วเบา เธอน่าจะกำลังหลับอยู่สินะ
และก็เป็นเพราะเขาซิงค์สเตตัสกับในเกมมานั่นแหละ ที่ทำให้ประสาทสัมผัสทุกอย่างของหลินอี้เฉียบคมขึ้นอย่างมาก
ยิ่งไปกว่านั้น หลินอี้ยังค้นพบอีกว่า หลังจากที่เขารับเอาความสามารถและสเตตัสของตัวละครในเกมมา นิสัยของเขาก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงด้วย
"พี่เวย พี่..."
มู่หลิงเสวี่ยมองไปที่เฉินเวยด้วยความประหลาดใจ เธอไม่คิดเลยว่าเฉินเวยที่เกลียดผู้ชายเข้าไส้ยิ่งกว่าตัวเธอเสียอีก จะยอมตกลงให้เขามาอยู่ด้วย!
"พี่เชื่อที่เขาพูดเหรอคะ?"
เฉินเวยทำหน้าครุ่นคิด
"ฉันเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองน่ะ อีกอย่าง ตอนนี้เราก็กำลังต้องการเงินก้อนนี้อยู่พอดี"
"ก็ได้ค่ะ!"
ในเมื่อเฉินเวยพูดแบบนี้แล้ว มู่หลิงเสวี่ยก็ไม่ขัดข้องอีก
ก็นะ ด้วยความสัมพันธ์ของทั้งคู่ที่คบกันมานาน มู่หลิงเสวี่ยจึงค่อนข้างเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของเฉินเวยมาก
และอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้มู่หลิงเสวี่ยยอมถอย ก็เพราะหลังจากที่ถูกนักลงทุนหลายรายปฏิเสธมาติดๆ กัน ในที่สุดมู่หลิงเสวี่ยก็จำใจต้องลองเสี่ยงดู โดยเซ็นสัญญามูลค่าห้าสิบล้านกับหลินอี้
หลินอี้ถือสัญญาที่เพิ่งเซ็นเสร็จแล้วพูดว่า:
"เงินห้าสิบล้านนี้ ผมจะโอนเข้าบัญชีคุณภายในสองวันนี้แหละ"
มู่หลิงเสวี่ยรับคำ ก่อนจะพูดต่อ:
"ฉันก็จะไม่เอาเปรียบคุณเหมือนกัน เงินห้าสิบล้านนี่ถือเป็นเงินร่วมลงทุนของคุณ พอถึงตอนที่กิลด์มีกำไร ฉันจะแบ่งเงินปันผลให้คุณตามสัดส่วนหุ้นก็แล้วกัน"
หลินอี้ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย
"เรื่องนี้ก็แล้วแต่คุณเลยครับ ผมยังไงก็ได้"
พอได้ยินแบบนั้น มู่หลิงเสวี่ยก็กลอกตาบน
ไอ้หมอนี่บ้านรวยจนไม่มีที่เก็บเงินหรือไงนะ? นั่นมันห้าสิบล้านนะ ไม่ใช่ห้าพัน!
เงินก้อนนี้ซื้อคฤหาสน์ของเธอหลังนี้ได้สบายๆ เลยนะ
แต่ถึงมู่หลิงเสวี่ยจะแอบบ่นยังไง เธอก็ต้องยอมรับว่า ถ้าผู้ลงทุนทุกคนคุยง่ายแบบนี้ มันก็คงเป็นเรื่องที่คนที่รับเงินลงทุนมาแฮปปี้ที่สุดแล้วล่ะ
เพราะคงไม่มีผู้บริหารคนไหนชอบให้มีคนมาคอยชี้นิ้วสั่งอยู่ข้างหลังหรอก
หลังจากคุยธุระเสร็จ มู่หลิงเสวี่ยก็ชี้ไปที่ห้องหนึ่งบนชั้นแรกแล้วบอกกับหลินอี้ว่า:
"ห้องนี้เป็นของคุณนะ มีห้องน้ำกับระเบียงในตัว เฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้ไฟฟ้าก็มีให้ครบ"
"เห็นแก่ที่คุณเป็นผู้ลงทุน ฉันคิดค่าเช่าเดือนละห้าพันก็แล้วกัน รวมค่าส่วนกลางกับจิปาถะอื่นๆ ให้ด้วย จ่ายล่วงหน้าทีละครึ่งปี ตกลงไหม?"
หลินอี้ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว เขาก็เลยจ่ายค่าเช่าสามหมื่นไปทันที
จากนั้นมู่หลิงเสวี่ยก็พาหลินอี้ไปดูห้องนั่งเล่นกับห้องครัว
"นอกจากห้องคุณแล้ว ก็มีแค่สองที่นี่แหละที่คุณเข้าออกได้ตามสบาย นอกนั้นถือเป็นเขตหวงห้าม"
"ถ้าฉันจับได้แม้แต่ครั้งเดียว ขอโทษด้วยนะ ต่อให้คุณเอาเงินห้าสิบล้านมาให้ฟรีๆ ฉันก็จะไล่คุณออกไปโดยไม่ลังเลเลย เข้าใจไหม?"
หลินอี้ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
"เข้าใจครับ"
"แล้วก็!"
มู่หลิงเสวี่ยชี้ไปที่ห้องของจางซินอิ่งที่ปิดประตูสนิทอยู่
"ห้องนั้นเป็นของเพื่อนสนิทฉัน ห้ามไปยุ่งวุ่นวายกับเธอนะ แม้แต่พูดเล่นก็ไม่ได้"
"เวลาปกติห้ามส่งเสียงดังเอะอะโวยวายด้วย"
"แล้วก็ห้ามพาใครมาค้างที่นี่เด็ดขาด แม้แต่มานั่งเล่นก็ไม่ได้"
……
หลินอี้มองดูมู่หลิงเสวี่ยที่กำลังร่ายกฎระเบียบยาวเหยียด
"มีอะไรอีกไหมครับ?"
มู่หลิงเสวี่ยชะงักไป
"หมดแล้วล่ะ ตอนนี้คิดออกแค่นี้ ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมเดี๋ยวค่อยมาบอกทีหลัง"
หลินอี้ยิ้มอย่างจนใจ
"ผมอยู่คนเดียว ไม่สร้างปัญหาให้พวกคุณหรอกครับ วางใจได้"
"ขอให้จริงเถอะ"
เมื่อเห็นว่าจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว กอปรกับคิดว่าจางซินอิ่งน่าจะยังหลับอยู่
มู่หลิงเสวี่ยก็พาเฉินเวยกลับขึ้นไปชั้นบน
แต่พอมู่หลิงเสวี่ยกลับถึงห้อง เธอกลับนึกสงสัยขึ้นมา:
"แล้วเขารู้ได้ไงว่าบ้านเรามีห้องว่าง?"
……
ในขณะเดียวกัน หลินอี้ก็ยืนอยู่หน้าห้องของตัวเอง มองดูประตูบานหนาที่ปิดสนิท
แม้จะมีประตูบานหนากั้นอยู่ หลินอี้ก็ยังสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันคุ้นเคยที่อยู่หลังบานประตูนั้น
เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอ จู่ๆ หลินอี้ก็ยิ้มออกมา
"เสี่ยวอิง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ"