- หน้าแรก
- ห้ามเปิดเผยว่าเป็นผู้ทะลุมิติ เอ๊ะ ข้าเองก็เป็นทายาทสายเลือดทองคำด้วยงั้นหรือ
- บทที่ 11 ประวัติศาสตร์แห่งคราบเลือดและน้ำตา
บทที่ 11 ประวัติศาสตร์แห่งคราบเลือดและน้ำตา
บทที่ 11 ประวัติศาสตร์แห่งคราบเลือดและน้ำตา
บทที่ 11 ประวัติศาสตร์แห่งคราบเลือดและน้ำตา
"ชีวิตของพวกเราไม่ได้เป็นของพวกเราอีกต่อไป แต่เป็นขององค์เทพเจ้า นั่นคือเหตุผลที่อายุขัยของข้าจึงยืนยาวและไกลห่างกว่าผู้อื่น"
"และเมื่อห้าร้อยปีก่อน ผู้มาเยือนจากต่างโลกคนแรกได้จุติลงมาบนทวีปแอตลาส"
"เขาเรียกตนเองว่า เหลียงเหยียน วีรบุรุษจากอีกโลกหนึ่ง เขานำพาความรู้ที่เราไม่เคยพบเห็นมาก่อนมาให้ สอนวิธีการกสิกรรมรูปแบบใหม่ และช่วยพวกเราสร้างกำแพงเมืองที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ด้วยความช่วยเหลือของเขา อาณาจักรราชสีห์ในยุคนั้นจึงก้าวเข้าสู่ยุคทองอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน"
"พวกเราเทิดทูนเขาในฐานะศาสนทูตที่องค์เทพเจ้าประทานมาให้ เป็นดั่งผู้ปลดปล่อยที่แท้จริง"
แววตาแห่งการรำลึกความหลังปรากฏขึ้นในดวงตาของท่านบาทหลวงบาค ทว่ามันกลับถูกแทนที่ด้วยความเจ็บปวดที่ลึกล้ำยิ่งกว่าอย่างรวดเร็ว
"แต่ยุคทองนั้นช่างสั้นนัก ผู้ที่ถูกเรียกว่าผู้ปลดปล่อยกลับไม่หยุดความพึงพอใจไว้เพียงชื่อเสียงเหล่านั้น เขากระหายในอำนาจ อำนาจอันสูงสุด ด้วยความรู้ที่เขานำติดตัวมา ผสานเข้ากับอาชีพที่แสนพิเศษ เขาได้สร้างอาวุธที่พวกเราไม่อาจเข้าใจและก่อสงครามขึ้น เพียงสามปี อาณาจักรราชสีห์ที่เคยรุ่งเรืองกลับกลายเป็นเพียงเถ้าถ่านในกองเพลิงของสงครามกลางเมือง ผู้คนนับล้านต้องระเหเร่ร่อน และผืนแผ่นดินก็เต็มไปด้วยซากศพของผู้หิวโหย"
"นับแต่นั้นมา ทุกช่วงเวลาหนึ่งจะมีผู้มาเยือนจากต่างโลกคนใหม่จุติลงมาเสมอ แต่ละคนในยามที่มาถึงคราแรก ก็ล้วนเหมือนกับเด็กสองคนนั้นที่ท่านช่วยเอาไว้ ทั้งใสซื่อ กระตือรือร้น และแบกรับความฝันที่จะกอบกู้โลก"
"ทว่าไม่มีข้อยกเว้น สุดท้ายพวกเขาทุกคนก็ล้วนตกต่ำลง"
น้ำเสียงของท่านบาทหลวงบาคเริ่มสั่นเครือ ราวกับว่าเขากำลังมองเห็นเหตุการณ์นองเลือดในอดีตเหล่านั้นอีกครั้ง
"ตลอดห้าร้อยปีที่ผ่านมา พวกเราต้องอดทนอดกลั้นต่อสิ่งต่างๆ มากเกินไป เคยมีผู้มาเยือนจากต่างโลกนามว่า ลิสเตอร์ ผู้ซึ่งปรารถนาในความเป็นอมตะจนเปลี่ยนชาวเมืองในนครรัฐอิสระทั้งเมืองให้กลายเป็นภูตผีที่ตายซาก มีผู้มาเยือนจากต่างโลกนามว่า จ้าวเจีย ผู้ซึ่งต้องการพิสูจน์ทฤษฎีเวทมนตร์ของตน จนก่อให้เกิดโรคระบาดธาตุที่แพร่กระจายไปทั่วอาณาจักรทางเหนือทั้งหมด จวบจนทุกวันนี้แผ่นดินแถบนั้นก็ยังคงแห้งแล้งไร้ชีวิต"
"และยังมีอีกคน... ผู้มาเยือนจากต่างโลกอีกคนนามว่า หวังห่าว ผู้ปรารถนาจะสถาปนาสิ่งที่เรียกว่าประเทศแห่งความเท่าเทียมภายใต้การปกครองของตน แต่กลับสร้างจักรวรรดิที่โหดเหี้ยมและนองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อรักษาอำนาจการปกครอง เขาเข่นฆ่าขุนนางทุกคนที่คัดค้าน รวมถึงสามัญชนทุกคนที่ไม่ยอมสยบ แม่น้ำเอ็ดราที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่น้ำสายมารดา ต้องกลายเป็นสีเลือดอยู่นานถึงสามปีเต็ม"
ฉากทัศน์ของประวัติศาสตร์แห่งคราบเลือดและน้ำตาถูกเปิดเผยออกมาจากปากของท่านบาทหลวงบาค
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงถ้อยคำที่เย็นชาในพงศาวดาร แต่เป็นฝันร้ายที่สลักลึกเข้าไปในกระดูกของคนในคริสตจักรทุกรุ่น
"พวกเราพยายามชี้นำพวกเขา อบรมสั่งสอนพวกเขา และถึงขั้นสวดอ้อนวอนต่อองค์เทพเจ้าเพื่อลบเลือนความมืดมิดที่เติบโตขึ้นในใจของพวกเขา สวดอ้อนวอนขอให้มีใครสักคนที่แตกต่างออกไป!"
"แต่ทุกอย่างกลับสูญเปล่า..."
"พวกเขาเป็นเหมือนวายร้ายโดยกำเนิด ราวกับว่าพวกเขาต้องการทำลายโลกของพวกเรามาตั้งแต่ต้น!"
ท่านบาทหลวงบาคหยัดกายลุกขึ้น เดินตรงไปยังใต้รูปปั้นทีละก้าว เอื้อมมือออกไปลูบไล้งานแกะสลักหินที่เย็นเยียบ
"ดังนั้น ท่ามกลางการเข่นฆ่าที่ไม่มีวันสิ้นสุด พวกเราจึงตัดสินใจที่จะต่อต้าน และนั่นคือจุดกำเนิดของการกวาดล้าง"
"นี่ไม่ใช่ภารกิจที่มีเกียรติ แต่มันคือบาป บาปที่พวกเราต้องแบกรับ พวกเรากลายเป็นคนฆ่าสัตว์ ใช้พิธีการที่น่ารังเกียจที่สุดเพื่อปลิดชีพต้นกล้าที่เพิ่งจะเดินทางมาถึง เพราะพวกเราหวาดกลัว และพวกเราไม่อาจยอมเสี่ยงได้ ความเมตตาทุกครั้งล้วนถูกตอบแทนด้วยศพของคนนับล้าน"
เขาหันกลับมา น้ำตาไหลอาบแก้มที่เหี่ยวย่น
"นี่คือ... ความจริงของเรื่องราวทั้งหมด..."
ไซเฟอร์นิ่งเงียบไป
ก่อนที่เธอจะมาที่นี่ เธอเคยจินตนาการถึงความเป็นไปได้นับไม่ถ้วน
บางทีอาจเป็นเพียงการเกลียดชังชาวต่างชาติอย่างง่ายๆ หรืออาจเป็นการชิงดีชิงเด่นในอำนาจภายในคริสตจักร หรืออาจเป็นคำทำนายที่ไร้สาระบางอย่าง
แต่เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่าคำตอบจะเป็นเช่นนี้
ห้าร้อยปี
ผู้มาเยือนจากต่างโลกรุ่นแล้วรุ่นเล่า มหันตภัยรุ่นแล้วรุ่นเล่า
ความเกลียดชังที่โลกนี้มีต่อผู้มาเยือนจากต่างโลกไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มันถูกรดด้วยเลือดและชีวิตนับไม่ถ้วน
ใบหน้าของเซวียเฉินและอินอวี่ที่ดูสับสนทว่าเต็มไปด้วยความหวัง ผุดขึ้นมาในความคิดของเธอ
พวกเขาจะต้องกลายเป็นสัตว์ร้ายอย่างที่บาทหลวงกล่าวไว้ด้วยหรือไม่
"ผู้มาเยือนจากต่างโลกทุกคนเป็นเช่นนี้หมดเลยหรือ"
"ทุกคน โดยไม่มีข้อยกเว้น!" คำตอบของท่านบาทหลวงบาคหนักแน่นเด็ดขาด
ทว่าในวินาทีที่เขากล่าวคำนั้นออกมา แววตาของท่านบาทหลวงบาคกลับปรากฏร่องรอยแห่งความลังเลใจ
เขานึกถึงคำเตือนจากท่านสังฆราชบาค และนึกถึงอาชีพพิเศษนั้น พงศ์พันธุ์แห่งนภา ซึ่งแม้แต่ระดับสูงของคริสตจักรก็ยังไร้ทางนิ่งเฉยและไม่สามารถกำจัดได้
เขาคือข้อยกเว้น เขาไม่เข้ากับรูปแบบใดๆ ที่สรุปไว้ตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมาเลย
จากนั้น ท่านบาทหลวงบาคก็มองไปที่ไซเฟอร์ซึ่งอยู่เบื้องหน้า
ตัวตนกึ่งเทพผู่นี้
ตัวตนที่มีพลังมหาศาลพอที่จะราบเมืองชิงซีให้เป็นหน้ากลองได้เพียงแค่ดีดนิ้ว
เธอและพงศ์พันธุ์แห่งนภาผู้นั้นเป็นคนประเภทเดียวกันหรือไม่ หรือเธอก็เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้มาเยือนจากต่างโลกที่จะทำลายล้างสถานที่แห่งนี้หลังจากหยอกล้อกับพวกเขาสนใจแล้ว
ท่านบาทหลวงบาคไม่รู้เลยว่าการกระทำของเขาจะนำไปสู่ผลลัพธ์เช่นไร แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่น
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้องเป็นเวลานาน
ในที่สุด ไซเฟอร์ก็ลุกขึ้นยืน
เธอมองท่านบาทหลวงบาคอย่างลึกซึ้งและทิ้งประโยคสุดท้ายไว้
"ท่านบาทหลวง เรื่องราวของท่านช่างน่าสลดใจเหลือเกิน"
"อย่างไรก็ตาม ข้าไม่เคยเชื่อในโชคชะตา ข้าเชื่อเพียงดวงตาของตนเองเท่านั้น ข้าจะพิสูจน์ประวัติศาสตร์ห้าร้อยปีนี้ด้วยตัวข้าเอง"
"แต่สำหรับเหตุการณ์เกี่ยวกับผู้มาเยือนจากต่างโลก ข้ายังคงมีความเห็นที่ต่างออกไป ท่านบาทหลวง ท่านกล่าวว่าผู้มาเยือนจากต่างโลกคือปีศาจโดยกำเนิด แต่ข้าคิดว่าการจะเป็นปีศาจหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับมือที่ถือดาบ ไม่ใช่ตัวดาบเอง ข้าจะไม่ปฏิเสธทุกความเป็นไปได้ใหม่ๆ เพียงเพราะเงาของอดีต"
ในที่สุด ร่างของไซเฟอร์ก็เลือนหายไปในเงามืดของวิหารชั้นใน
"เฮ้อ..." ท่านบาทหลวงภาคมองภาพนี้และได้แต่ทอดถอนใจออกมาอย่างเงียบเชียบ
ครั้งหนึ่งเขาก็เคยมีความคิดเช่นเดียวกัน เชื่อว่าผู้มาเยือนจากต่างโลกแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน และด้วยการชี้นำ พวกเขาจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต่างออกไป
แต่ผลลัพธ์ของความคิดเช่นนั้น กลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมของผู้คนนับไม่ถ้วน
หลังจากออกจากโบสถ์ ไซเฟอร์ไม่ได้กลับไปยังที่พักในทันที
เธอดำเนินไปเพียงลำพังอย่างไร้จุดหมายบนท้องถนนของเมืองชิงซีในยามดึกสงัด รอบกายเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝีเท้าของเธอเองเท่านั้น
คำพูดสุดท้ายของท่านบาทหลวงบาคทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก
ประวัติศาสตร์ห้าร้อยปีแห่งคราบเลือดและน้ำตา
เหลียงเหยียน ลิสเตอร์ จ้าวเจีย หวังห่าว
แต่ละชื่อล้วนเป็นตัวแทนของมหันตภัยที่กวาดล้างไปทั่วทวีป เป็นตัวแทนความตายของคนบริสุทธิ์นับล้าน หรืออาจจะนับสิบล้านคน
อาณาจักรที่เต็มไปด้วยซากศพของผู้หิวโหย
นครรัฐที่กลายเป็นภูตผี
แผ่นดินที่เต็มไปด้วยโรคระบาดจนไร้สิ่งมีชีวิต
แม่น้ำสายมารดาที่กลายเป็นสีแดงฉานนานถึงสามปีเต็ม
เธอไม่อาจจินตนาการถึงภาพเหล่านั้นได้ เธอไม่อาจเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้มาเยือนจากต่างโลกได้เคยกระทำไว้ในอดีต แต่เธอก็ไม่อาจพบร่องรอยของการมุสาในคำพูดของบาทหลวงได้เลย
แม้แต่ตอนที่เธอกล่าวประโยคสุดท้ายออกไป เธอก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังพูดอะไรอยู่... มันช่างไร้ความหมาย...
ตอนนี้เธอเพียงแต่รู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างยิ่ง
มันยากสำหรับเธอที่จะจินตนาการว่า ในรอบห้าร้อยปีที่มีผู้มาเยือนจากต่างโลกนับร้อยนับพันคน จะไม่มีใครเลยสักคนเดียวที่ยังคงรักษาเจตนารมณ์ดั้งเดิมของตนไว้ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ...