- หน้าแรก
- ติ๊กต็อกของผมเชื่อมต่อกับหมื่นราชวงศ์
- บทที่ 97 เหตุการณ์ที่ซาชิว เจิ้งเกอโกรธจนตัวชา
บทที่ 97 เหตุการณ์ที่ซาชิว เจิ้งเกอโกรธจนตัวชา
บทที่ 97 เหตุการณ์ที่ซาชิว เจิ้งเกอโกรธจนตัวชา
ยามนี้ในภาพบนม่านแสง! ปฐมจักรพรรดิอิ๋งเจิ้งกำลังนอนทอดกายอยู่บนรถม้าพระที่นั่ง ใบหน้าซีดเผือดดั่งกระดาษ ริมฝีปากม่วงคล้ำจนเกือบดำ หน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น! เขาพยายามลืมตาขึ้น แต่แววตายังคงเปี่ยมไปด้วยความไม่ยินยอมและความเด็ดเดี่ยว
อิ๋งเจิ้งพยายามจะลุกขึ้นนั่ง ทว่าแขนขากลับอ่อนแรง ทุกการเคลื่อนไหวราวกับต้องใช้พละกำลังทั้งหมดที่มี สุดท้ายเขาก็ได้แต่นั่งตัวตรงโดยมีเจ้าเกาคอยประคองไว้! เขาทอดสายตามองดูทิวทัศน์ที่ผ่านเลยไปนอกรถม้า ในสมองพลันปรากฏภาพความรุ่งโรจน์และความเสียใจตลอดชั่วชีวิต เขารวบรวมหกแคว้นเป็นหนึ่ง สถาปนาจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทว่ายามนี้กลับต้องมาสิ้นใจลงที่นี่ เขายังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ทำ เขาไม่ยินยอม ไม่ยินยอมจริงๆ
"แค่อก! แค่ก!" อาการไออย่างรุนแรงจู่โจม อิ๋งเจิ้งกระอักเลือดคำโตออกมาจนย้อมฉลองพระองค์มังกรจนแดงฉาน! เจ้าเกาเห็นดังนั้นรีบยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ และทำท่าจะออกไปเรียกหมอหลวงที่ตามขบวนมา อิ๋งเจิ้งโบกมือ เป็นสัญญาณให้เจ้าเกาหยุด! เขารู้ดีว่าอายุขัยของตนมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ต่อให้รักษาเพียงใดก็ไร้ประโยชน์
"เจ้าเกา!”
“ข้าน้อยอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ!”
“เจิ้นกำลังจะตาย... จงร่างราชโองการแทนเจิ้น สั่งให้บุตรชายคนโตฝูซู รีบกลับมายังเสียนหยาง เพื่อสืบทอดบัลลังก์แห่งฉิน!”
[เจ้าเกาเขียนตามความประสงค์ของอิ๋งเจิ้งจนเสร็จ ทว่าในขณะที่เจ้าเกากำลังลังเลว่าจะประทับตราหรือไม่นั้น!]
[ปฐมจักรพรรดิกลับสิ้นลมหายใจไปในสภาพที่มือข้างหนึ่งกุมลำคอไว้แน่น เขาไม่อยากตายด้วยน้ำมือเบื้องบน เขาต้องการจบชีวิตด้วยตนเอง นี่คือความดื้อรั้นสุดท้ายของมหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล]
[เจ้าเกาพยายามขัดขวางสุดชีวิต แต่น่าเสียดายที่ช้าไปก้าวหนึ่ง]
[เจ้าเการู้ซึ้งดีว่า หากฝูซูขึ้นครองราชย์ อนาคตของเขาคงมืดมน หรือแม้แต่ชีวิตก็อาจรักษาไว้ไม่ได้]
[เขาจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ปกปิดข่าวการสวรรคตของปฐมจักรพรรดิ จากนั้นเรียกขันทีน้อยสองคนเข้ามา สั่งให้พวกมันแสร้งทำเป็นไอ เพื่อสร้างภาพลวงตาว่าปฐมจักรพรรดิยังมีพระชนม์ชีพอยู่]
[ส่วนอาหารเลิศรสที่ส่งมาให้ทุกวัน ล้วนตกเป็นหน้าที่ของพวกขันทีที่ต้องกำจัดให้สิ้นซาก!]
ในภาพปรากฏขันทีน้อยสองคนต้องทนกลิ่นซพที่เริ่มเน่าโชยออกมา พลางฝืนกินอาหารภูเขาเลิศรสจนอาเจียนออกมา! อาเจียนรดใส่ร่างของปฐมจักรพรรดิจนเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล
ใต้ม่านแสง อิ๋งเจิ้งดูไปก็โกรธจนควันออกหู! ยามนี้อิ๋งเจิ้งโกรธจัดถึงขีดสุด เขา... อิ๋งเจิ้ง ถูกคนอ้วกใส่ทั้งตัว! "บังอาจหลู่เกียรติเจิ้นถึงเพียงนี้..."
อิ๋งเจิ้งตาเบิกโพลง สองมือกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ร่างกายสั่นสะท้านด้วยโทสะ ยามนี้อิ๋งเจิ้งอยากจะฆ่าคนจริงๆ... เขาไม่เคยนึกฝันเลยว่า มหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลอย่างเขา... จักรพรรดิองค์แรกในประวัติศาสตร์ หลังจากตายไปกลับต้องมาประสบกับความอัปยศเช่นนี้!
หลี่ซื่อที่อยู่ด้านข้าง ยามนี้ชุดขุนนางเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น เจ้าเกาผู้นี้ถึงกับขวัญกล้าเทียมฟ้าเพียงนี้เชียวรึ? เมื่อมองสบสายตาที่ดุร้ายประดุจพญาเหยี่ยวของอิ๋งเจิ้ง... หลี่ซื่อยามนี้กระวนกระวายใจยิ่งนัก! แม้ว่า... เขาจะคุกเข่าแบกขวานขอขมาแล้ว... แต่ก็ไม่มีใครรับรองได้ว่าเขาจะเดินออกจากวังเสียนหยางไปได้แบบมีลมหายใจ
...
ยามนี้บนม่านแสงเรื่องราวยังดำเนินต่อไป
[แม้เจ้าเกาจะพยายามอย่างยิ่งที่จะปกปิดความจริงเรื่องการสวรรคต ทว่าในฤดูร้อนที่แสนร้อนระอุ ร่างกายย่อมต้องส่งกลิ่นเหม็นเน่า จนยากจะเลี่ยงความสงสัยของผู้คน!]
หลี่ซื่อขมวดคิ้วแน่น เอ่ยถามหูไห่ที่กำลังเหม่อลอยอยู่ด้านข้างว่า: "คุณชาย ท่านมิได้กลิ่นประหลาดอะไรบ้างรึ?" หูไห่ถูจมูก "ไม่นี่ ช่วงนี้ข้าเป็นหวัดคัดจมูก ไม่ได้กลิ่นอะไรเลย"
หลี่ซื่อพลันกลอกตาใส่ทันที 'ข้าไม่น่าถามเจ้าเลย' รอบรถม้าตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นเน่าเหม็นของซพ เขาเริ่มตระหนักถึงความผิดปกติได้ในทันที แม้ในใจจะมีข้อสงสัยอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่มีหลักฐาน และไม่กล้าเข้าไปรบกวนปฐมจักรพรรดิโดยตรง!
คืนนั้น กองทัพฉินตั้งค่ายพักแรมที่ซาชิวตามปกติ ภายในกระโจมแสงไฟสว่างไสว บรรยากาศเงียบสงัด ทว่าท่ามกลางความเงียบนั้น เจ้าเกากลับยืนอยู่หน้าเตียงมังกร จ้องมองปฐมจักรพรรดิที่นอนนิ่งสนิท ภายในใจพลันบังเกิดความรู้สึกทอดถอนใจอย่างหาที่สุดมิได้ แม้เจ้าเกาจะรู้ดีว่าอิ๋งเจิ้งตายแล้ว แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับใบหน้าที่คุ้นเคยนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดกลัวลึกๆ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ยกจอกเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียวหมด ราวกับต้องการเรียกความกล้าให้ตนเอง
หลังจากวางจอกเหล้าลง ดูเหมือนเจ้าเกาจะมีความกล้ามากขึ้น เขาเริ่มพ่นวาจาสามหาว ใส่ร่างไร้วิญญาณของปฐมจักรพรรดิ "ท่านก็แค่เปลือกที่ว่างเปล่าเท่านั้น!”
“ด้านหนึ่งท่านก็วุ่นอยู่กับการเสาะหาความเป็นอมตะที่ไม่มีอยู่จริง อีกด้านก็วุ่นอยู่กับการสร้างสุสานที่หรูหรา ช่างน่าขันสิ้นดี!”
“หึหึ ช่างเหลวไหลเหลือเกิน!”
“ยามนี้ท่านหลับตาลงแล้ว ลมหายใจไม่มีแล้วใช่ไหมล่ะ?”
“ส่วนข้าเจ้าเกา สุนัขรับใช้ที่ไร้ค่าในสายตาท่าน กลับยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างอิสระ ดื่มเหล้าหาความสำราญ!”
“ส่วนท่านที่เป็นถึงเจ้าเหนือหัวแห่งจักรวรรดิผู้เกรียงไกร กลับทำได้เพียงนอนอยู่บนเตียงมังกรที่เย็นชืด ค่อยๆ เน่าเปื่อยส่งกลิ่นเหม็น!”
“ตอนนี้ข้าอยากจะใช้ชีวิตอย่างไรก็เรื่องของข้า ไม่มีใครมาสั่งข้าได้อีก!” พูดจบ เขาก็ยกจอกเหล้าขึ้นดื่มอีกครั้ง ราวกับต้องการดื่มฉลองให้แก่ความอัดอั้นและความแค้นทั้งหมดที่มลายสิ้นไป
ใต้ม่านแสง อิ๋งเจิ้งจ้องเขม็งไปที่เจ้าเกาบนม่านแสง! แววตาประดุจพญาเหยี่ยวนั้นราวกับมีเพลิงโทสะลุกโชน จิตสังหารพุ่งพล่านประดุจคลื่นยักษ์! หน้าอกกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง เขารู้สึกว่าเลือดลมพุ่งขึ้นสมอง ความดันโลหิตพุ่งปรี๊ด ความโกรธทำให้ร่างกายสั่นสะท้าน เมื่อได้ยินถ้อยคำสามหาวเหล่านั้น! อิ๋งเจิ้งเหลืออดอีกต่อไป เขาเหวี่ยงเท้าถีบโต๊ะมังกรตรงหน้าอย่างสุดแรง
"ปัง!" เป็นที่รู้กันดีว่าแรงกิริยาย่อมเท่ากับแรงปฏิกิริยา! โต๊ะมังกรถูกเขาถีบจนล้มคว่ำ เศษไม้กระจัดกระจาย
"ซี๊ด!" อิ๋งเจิ้งเองก็เจ็บจนต้องสูดปาก ไม่ต้องดู... เท้าบวมแน่นอน! แต่อิ๋งเจิ้งยังไม่หายแค้น เขาชักกระบี่ที่แขวนอยู่ที่เอวออกมา ฟาดฟันลงบนเสาข้างกายอย่างแรง "ไอ้สุนัขชั่วตัวนี้ กล้าบังอาจพ่นวาจาสามหาวใส่เจิ้นถึงเพียงนี้!”
“เจิ้นเสียใจจริงๆ ที่ตอนนั้นไม่ได้สั่งให้มันตายอย่างทรมานยิ่งกว่านี้!” อิ๋งเจิ้งกล่าวรอดไรฟัน เขากำด้ามกระบี่แน่นจนข้อนิ้วขาวซีดเพราะใช้แรงมากเกินไป
ด้านหนึ่งก็เจ็บเท้า อีกด้านก็โกรธจนตัวสั่น! ยามนี้อิ๋งเจิ้งอยากจะปลุกเจ้าเกาให้ฟื้นขึ้นมาเพื่อฆ่าแกงอีกสักรอบจริงๆ "ความปรีชาสามารถทั้งชีวิตของเจิ้น กลับต้องมาถูกทำลายด้วยน้ำมือของไอ้สุนัขชั่วตัวนี้!"
ส่วนหลี่ซื่อที่อยู่ข้างๆ เมื่อเห็นท่าทางพิโรธของอิ๋งเจิ้ง เหงื่อพลันไหลโทรมกาย... เขาไม่กล้ารับประกันว่ายามนี้อิ๋งเจิ้งยังมีสติสมบูรณ์หรือไม่ เกิดถ้า... ม่านแสงฉายตอนที่มีเขาเข้าไปเกี่ยวด้วย เขาคงถูกกระบี่ฟาดฟันจนสิ้นชีพแน่!
...
[และนับแต่วินาทีนั้นเอง ความทะเยอทะยานที่ซ่อนเร้นของเจ้าเกาก็ได้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ เขาต้องการเป็นเจ้าเกาที่อยู่ใต้คนเพียงคนเดียว แต่อยู่เหนือคนนับหมื่น]
[เขาต้องการเป็นขันทีอันดับหนึ่งในประวัติศาสตร์!]
[เขาไม่อยากพึ่งพาชีวิตคนอื่นอีกต่อไป ทำไมขันทีถึงจะมีอำนาจล้นฟ้าไม่ได้?]
[ในเมื่อฝูซูขึ้นครองราชย์แล้วย่อมไม่ละเว้นเขา เช่นนั้นสู้ลงมือก่อนจะดีกว่า อย่างไรเสียตราประทับแห่งจักรวรรดิก็อยู่ในมือเขา ราชโองการสุดท้ายเขาก็เป็นคนกำหนด]
[เจ้าเกากัดฟันตัดสินใจ แก้ไขราชโองการ เพื่อให้หูไห่ขึ้นสืบราชบัลลังก์แทน]
[และกุญแจสำคัญที่ยากที่สุดก็คือ การดึงตัวหลี่ซื่อมาร่วมพวก ขอเพียงอัครมหาเสนาบดียืนอยู่ข้างเขา แผนการนี้ย่อมสำเร็จไปกว่าครึ่ง]
หลี่ซื่อที่เห็นฉากนี้ถึงกับขาอ่อนทรุดลงกับพื้น เหงื่อเย็นไหลไม่หยุดจนเปียกโชกไปถึงมวยผม ใจหายวับไปกับตา ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองอิ๋งเจิ้ง สุดท้ายก็หนีไม่พ้นเขาสินะ...
"จบสิ้นแล้ว... ลาก่อนโลกกว้าง ข้ารู้ดีว่างานนี้ต้องมีข้าเข้าไปเอี่ยวด้วยแน่นอน!"
...