- หน้าแรก
- ยอดหมอแผนจีน ผมมองเห็นคำวินิจฉัยโรค
- บทที่ 8 ความโปรดปรานของผู้อำนวยการ ไปเป็นลูกศิษย์คอยติดตามคัดลอกใบสั่งยาที่ศูนย์การแพทย์แผนจีน!
บทที่ 8 ความโปรดปรานของผู้อำนวยการ ไปเป็นลูกศิษย์คอยติดตามคัดลอกใบสั่งยาที่ศูนย์การแพทย์แผนจีน!
บทที่ 8 ความโปรดปรานของผู้อำนวยการ ไปเป็นลูกศิษย์คอยติดตามคัดลอกใบสั่งยาที่ศูนย์การแพทย์แผนจีน!
เมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีของโจวเผิง จางชิงซานกลับมีสีหน้าไม่เปลี่ยนเลยสักนิด
ดูเหมือนเขาจะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าต้องมีฉากนี้
"รองผู้อำนวยการโจวคิดบัญชีนี้ได้ละเอียดดีนะ แต่สายตาสั้นไปหน่อย"
จางชิงซานขยับแว่นตา น้ำเสียงราบเรียบ
"คุณคิดแต่บัญชีรายจ่าย แต่ไม่ได้คิดถึงบัญชีความเสี่ยง และยิ่งไม่ได้คิดถึงบัญชีการสร้างรายได้ด้วย"
เขาชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว
"พูดเรื่องความเสี่ยงก่อน"
"ผู้ป่วยเมื่อวานนี้ ถ้าหลินอี้ไม่ห้ามไว้ แล้วกรอกยาตำรับนั้นลงไป เผลอๆ อาจจะกลายเป็นความผิดพลาดทางการแพทย์ระดับ 1A เลยนะ"
"ถ้าญาติผู้ป่วยเอาเรื่องขึ้นมา แล้วฟ้องร้องกันตามกฎหมาย แผนกเราต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเท่าไหร่ การประเมินผลงานดีเด่นประจำปีของทั้งแผนก โบนัสผลงานตลอดทั้งปีของทุกคนในที่นี้ จะยังเหลืออยู่สักกี่หยวน"
แพทย์ทุกคนในที่นี้ต่างก็เป็นหมอที่มีประสบการณ์ ย่อมรู้ซึ้งแก่ใจดี
ถ้าเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงแบบนี้ขึ้นมา อย่าว่าแต่เรื่องโบนัสเลย ด้วยระบบการเอาผิดแบบเหมารวม ทั้งแผนกก็ต้องเดือดร้อนกันไปหมด
สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไป ความไม่พอใจหลินอี้เมื่อครู่ ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกโล่งอกราวกับเพิ่งรอดตายหวุดหวิด
"ต่อมาคือเรื่องการสร้างรายได้"
จางชิงซานหันไปมองโจวเผิง น้ำเสียงอ่อนลง และกลับเข้าสู่เรื่องจริงของการบริหารจัดการแผนก
"รองผู้อำนวยการโจว คุณเป็นคนดูแลเรื่องธุรกิจ คุณน่าจะรู้ดีนะว่าตอนนี้แผนกเราขาดอะไร"
"ขาดคนไข้งั้นเหรอ โรงพยาบาลประชาชนที่หนึ่งของเรา ไม่เคยขาดคนมากดบัตรคิวหรอก"
"สิ่งที่เราขาดคือคนที่มีฝีมือ ที่สามารถทุ่มเททำงานด่านหน้าดูแลเตียงผู้ป่วย เขียนประวัติผู้ป่วยได้อย่างละเอียด และแบ่งเบาภาระของพวกแพทย์เจ้าของไข้กับแพทย์ระดับสูงได้อย่างแท้จริงต่างหาก"
จางชิงซานชี้ไปที่หลินอี้
"ถึงหลินอี้จะเป็นแค่เด็กฝึกงาน แต่ผลงานเมื่อวาน ทุกคนก็เห็นๆ กันอยู่"
"เขามีพื้นฐานที่แน่นปึก มีกระบวนการคิดวิเคราะห์โรคที่ชัดเจน แถมยังเก๋าเกมกว่าแพทย์ประจำบ้านหลายคนเสียอีก"
"นี่หมายความว่าอะไร"
"หมายความว่าพอเขาเริ่มงาน ก็สามารถลงมือทำได้เลย ไม่ต้องให้ใครมาจับมือสอน ไม่ต้องมีช่วงเวลาปรับตัว"
จางชิงซานหยุดชะงัก สายตากวาดมองแพทย์ทุกคนในที่นั้น ก่อนจะเปลี่ยนประเด็น
"เขาเขียนประวัติผู้ป่วยได้ดี ก็ให้เขาอยู่แผนกผู้ป่วยใน เขียนประวัติผู้ป่วย ช่วยเข้าเวรดึก คอยเฝ้าดูผู้ป่วยเก่าที่มีอาการกำเริบบ่อยๆ ให้ดี"
"แบบนี้ ทุกท่านในที่นี้ก็จะได้หลุดพ้นจากงานพื้นฐานจุกจิกวุ่นวาย มีเวลาไปศึกษาเจาะลึกเรื่องงานวิจัย และรับคนไข้แผนกผู้ป่วยนอกได้มากขึ้น"
"บัญชีทรัพยากรบุคคลนี้ ไม่คุ้มค่าหรอกหรือ"
ทั้งห้องเงียบกริบ
โจวเผิงชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นประกายความเจ้าเล่ห์ในดวงตาก็หมุนวนอย่างรวดเร็ว
คำพูดนี้แทงใจดำเข้าอย่างจัง
จริงด้วย ถ้าหลินอี้สามารถทำงานหนักเหมือนวัวเหมือนควายได้ แต่รับเงินเดือนน้อย นั่นก็เท่ากับเป็นการลดภาระให้แพทย์ระดับสูงอย่างพวกเขาชัดๆ
นี่ไม่ใช่การเลี้ยงคนว่างงาน แต่เป็นการหาแรงงานชั้นดีราคาถูกมาต่างหาก
แถมเรื่องเมื่อวานก็พิสูจน์แล้วว่าไอ้เด็กนี่มันมีของจริงๆ
อย่างน้อยตอนเข้าเวรดึก ทุกคนก็จะได้นอนหลับสนิท ไม่ต้องคอยห่วงว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้น
โจวเผิงเม้มปาก สุดท้ายก็ยักไหล่ แล้วนั่งลง
"ในเมื่อผู้อำนวยการพิจารณาเพื่อลดภาระให้ทุกคน งั้นผมก็ไม่มีความเห็นครับ"
หวังป๋อมองดูเหตุการณ์นี้ด้วยความรู้สึกเย็นวาบไปครึ่งค่อนใจ
นี่แม้แต่ศิษย์พี่โจวเผิงยังโดนกล่อมซะอยู่หมัดเลยเหรอ
ตอนนั้นเอง
ก็มีเสียงจอแจดังมาจากนอกโถงทางเดิน
ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าและเสียงหัวเราะดังปะปนกัน
ประตูห้องประชุมยังปิดไม่สนิทดี หัวเล็กๆ ของซูเฉี่ยนเฉี่ยนก็โผล่เข้ามาก่อน บนใบหน้ามีรอยยิ้มกว้าง
"ผู้อำนวยการคะ! ญาติของลุงจ้าวมาค่ะ!"
ด้านหลังเธอ ลูกสาวและลูกเขยของลุงจ้าวถือธงผ้าไหมสีแดงสด เดินเบียดเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
ตัวอักษรสีทองแปดตัวบนธง ส่องประกายแวววาวภายใต้แสงหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์:
[รักษาดั่งเนรมิต ช่วยชีวิตให้ฟื้นคืน]
ลงชื่อ: มอบให้ผู้มีพระคุณ คุณหมอหลินอี้
"คุณหมอหลินล่ะคะ คุณหมอหลินอยู่ไหน"
พอลูกสาวลุงจ้าวเดินเข้ามา สายตาก็กวาดมองไปทั่วฝูงชน
เมื่อเห็นหลินอี้ที่มุมห้อง เธอก็ยัดธงใส่อ้อมอกสามี แล้ววิ่งพุ่งเข้าไปจับมือหลินอี้ไว้แน่น น้ำตาคลอเบ้า
"คุณหมอหลินคะ! เมื่อเช้านี้พ่อฉันกินข้าวต้มได้แล้วนะคะ! ลุกเดินได้แล้วด้วย!"
"ต้องขอบคุณหมอจริงๆ ค่ะ! ถ้าไม่ได้หมอ พวกเราก็เกือบจะ..."
ดูเหมือนเธอจะนึกถึงการวินิจฉัยผิดพลาดที่เกือบจะทำให้พ่อเธอตาย เธอก็เลยหันขวับไปมองหาคนคนนั้นในฝูงชนตามสัญชาตญาณ
มองปราดเดียวก็เห็นหวังป๋อที่ยืนหน้าเขียวคล้ำอยู่แถวแรก
สายตานั้น
ไม่มีความโกรธแค้น มีแต่ความรังเกียจหมอเถื่อนและความหวาดกลัวที่ยังหลงเหลืออยู่
หวังป๋อรู้สึกเหมือนถูกคนตบหน้าฉาดใหญ่จนหน้าชา ร้อนผ่าวไปหมด
นี่มันทรมานยิ่งกว่าการโดนด่าตรงๆ เสียอีก
ต่อหน้าธงแห่งเกียรติยศ ต่อหน้า "วิทยาศาสตร์และมาตรฐาน" ที่เขายกย่องนักหนา ผลลัพธ์การรักษาคือการตบหน้าที่ดังที่สุด
"คุณหมอหลิน หมอต้องรับธงผืนนี้ไว้นะคะ!"
ญาติผู้ป่วยยัดธงใส่มือหลินอี้
หลินอี้ก็ไม่ได้เล่นตัว ยื่นสองมือไปรับไว้
"มันเป็นสิ่งที่เราควรทำอยู่แล้วครับ"
"พยาบาลซูครับ"
หลินอี้หันไปหาซูเฉี่ยนเฉี่ยน
"ค่ะ!"
ซูเฉี่ยนเฉี่ยนขานรับ
"ช่วยเอาธงไปแขวนให้ทีนะครับ"
ซูเฉี่ยนเฉี่ยนกลอกตาไปมา แล้วจงใจถามเสียงดัง
"ผู้อำนวยการคะ ธงผืนนี้แขวนตรงไหนดีคะ"
จางชิงซานกำลังจิบชา เมื่อได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง
"แขวนไว้ที่ผนังตรงกลางห้องพักแพทย์เลย"
"ขยับพวกกฎระเบียบวุ่นวายพวกนั้นออกไปซะ เอาธงไปแขวนไว้ตรงกลางเลย จะได้เตือนใจทุกคนตลอดเวลา ว่าหน้าที่ของหมอที่แท้จริงคืออะไร"
ผนังตรงกลางห้องพักแพทย์
ตำแหน่งนั้น อยู่ตรงข้ามกับโต๊ะทำงานของหวังป๋อพอดี
นั่นหมายความว่า ต่อไปนี้แค่หวังป๋อเงยหน้าขึ้นมา ก็จะเห็นธงที่เขียนว่า "หลินอี้รักษาดั่งเนรมิต" ผืนนี้
นี่มันจงใจฆ่าคนให้ตายทั้งเป็นชัดๆ
...
หลังเลิกประชุมเช้า
ผู้คนทยอยเดินออกจากห้องไปเป็นกลุ่มๆ ตอนที่เดินผ่านหลินอี้ สายตาของพวกเขาก็เปลี่ยนไปแล้ว
ไม่ใช่ความดูแคลนหรือความสงสารเหมือนเมื่อก่อน แต่แฝงไปด้วยความยำเกรง และความระแวดระวัง
หลินอี้เก็บของ เตรียมจะไปหาที่มุมใดมุมหนึ่งในห้องพักแพทย์
"เดี๋ยวก่อน"
จางชิงซานเรียกเขาไว้
"ห้องพักแพทย์รวมนั่นมันคนเยอะเกินไป"
จางชิงซานล้วงกุญแจทองเหลืองดอกหนึ่งออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นให้หลินอี้
"เธอไปใช้ห้องเล็กๆ สุดทางเดินนั่นสิ"
หลินอี้รับกุญแจมาด้วยความสงสัย
สุดทางเดินงั้นเหรอ
นั่นมันห้องเล็กๆ ที่อยู่ติดกับห้องพักผู้ป่วยหมายเลข 16 นี่นา
"แต่ก่อนที่นั่นเคยเป็นห้องพักเวรของฉันน่ะ พอมันขยายพื้นที่ ก็เลยเอาไว้ใช้เก็บแฟ้มประวัติคนไข้เก่าๆ กับพวกตำราโบราณของแผนกตลอดช่วงยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา"
จางชิงซานพูดเสียงเรียบ
"ถึงจะเล็กไปหน่อยแล้วก็ฝุ่นเยอะ แต่ข้อดีคือมันเงียบสงบ แล้วก็อยู่ใกล้ห้องพักผู้ป่วยด้วย"
"หน้าที่ของเธอตอนนี้คือช่วยดูแลแผนกผู้ป่วยใน ไปอยู่ที่นั่นแหละ ตอนกลางคืนถ้ามีเรื่องด่วนอะไรจะได้ยินทันที"
หลินอี้กำกุญแจแน่น ใจเต้นแรง
ห้องที่ใช้เก็บประวัติคนไข้เก่าๆ มายี่สิบกว่าปีงั้นเหรอ!
สำหรับเขาแล้ว นี่มันห้องเก็บของที่ไหนกัน
นี่มันเหมืองทองชัดๆ!
แพทย์แผนจีนมีคำกล่าวที่ว่า "ดูดาบพันเล่มจึงรู้ว่าเล่มไหนดี" ประวัติการรักษาเก่าๆ พวกนี้ ก็คือประสบการณ์จริงที่คนรุ่นก่อนๆ อุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจทิ้งไว้ให้
การได้เข้าไปศึกษาอย่างสงบในห้องนั้น มันดีกว่าการนั่งอยู่ในห้องพักแพทย์รวมที่วุ่นวายตั้งหมื่นเท่า
"ขอบคุณครับผู้อำนวยการ"
หลินอี้กล่าวด้วยความจริงใจ
"อ้อ แล้วก็ขอพูดเรื่องงานต่อไปของเธอหน่อยนะ"
จางชิงซานทำหน้าจริงจัง เริ่มมอบหมายงาน
"หนึ่ง คนไข้เก่าในแผนกผู้ป่วยใน โดยเฉพาะพวกที่อาการกำเริบบ่อยๆ จะเป็นหน้าที่ของเธอ เธอต้องลงรายละเอียดงานพื้นฐานให้ดี"
"สอง ทุกวันอังคารและวันพฤหัสบดีช่วงเช้า เธอไม่ต้องดูเตียงผู้ป่วย"
จางชิงซานหยุดชะงัก มองหลินอี้
"ไปออกตรวจที่ศูนย์การแพทย์แผนจีนกับฉัน"
"ฉันรับหน้าที่ซักประวัติและสั่งยา เธอคอยทำหน้าที่คัดลอกใบสั่งยา จัดการประวัติคนไข้ แล้วก็จดบันทึกอาการของคนไข้ไว้ด้วย"
ตาของหลินอี้เป็นประกาย
คอยติดตามคัดลอกใบสั่งยา!
นี่คือวิธีการสืบทอดวิชาที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในธรรมเนียมของแพทย์แผนจีน และเป็นโอกาสที่แพทย์รุ่นใหม่นับไม่ถ้วนใฝ่ฝันถึง
การได้สังเกตอย่างใกล้ชิดว่าแพทย์อาวุโสชื่อดังมีวิธีการวิเคราะห์โรคและสั่งยาอย่างไร เป็นประสบการณ์ที่หาเรียนจากในตำราไม่ได้เลย
"รับทราบครับผู้อำนวยการ"
หลินอี้พยักหน้า น้ำเสียงแฝงความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด
"เอาล่ะ ไปเถอะ ไปจัดห้องนั่นให้เรียบร้อยก่อน"
จางชิงซานโบกมือ หันหลังเดินกลับเข้าห้องทำงานของตัวเองไป
หลินอี้ถือกุญแจ หันหลังเดินไปทางสุดทางเดินของวอร์ดผู้ป่วย
ตอนที่เดินผ่านห้องพักแพทย์รวม เขาเห็นหวังป๋อนั่งหน้าเขียวคล้ำอยู่ที่นั่น โดยมีธงผืนนั้นแขวนโดดเด่นทิ่มตาอยู่เหนือหัว
หลินอี้ไม่ได้หยุดพัก เดินผ่านไปโดยไม่สนใจ
เมื่อเดินทะลุผ่านเคาน์เตอร์พยาบาลที่วุ่นวาย
ที่จุดคัดกรองผู้ป่วย ยังคงมีคนต่อคิวยาวเหยียด
เสียงเอะอะโวยวาย เสียงเด็กร้องไห้ เสียงไอ ดังระงมปะปนกัน กลายเป็นคลื่นเสียงเฉพาะตัวของโรงพยาบาล
"พยาบาล! พวกคุณทำงานกันยังไงเนี่ย! ผมต่อคิวมาเป็นชั่วโมงแล้วนะ!"
เสียงตะโกนอย่างร้อนรนดังขึ้นกะทันหัน
หลินอี้หันไปมองตามสัญชาตญาณ
เขาเห็นชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบกว่าปี กำลังพยุงหญิงสาวคนหนึ่ง พลางตะคอกใส่พยาบาลที่จุดคัดกรอง
หญิงสาวคนนั้นก้มหน้า มือทั้งสองข้างกำคอเสื้อไว้แน่น หอบหายใจอย่างหนักหน่วง
ที่ลำคอและท่อนแขนที่โผล่พ้นเสื้อผ้าออกมา มีผื่นแดงก่ำขึ้นเป็นปื้นหนา ดูน่ากลัวมาก
"ซี้ด... ฮ่า...”
นั่นคือเสียงหายใจหวีดหวิวอันเป็นเอกลักษณ์ของภาวะหลอดลมตีบแคบ
หลินอี้ชะงักฝีเท้ากะทันหัน
เขารวบรวมสมาธิ มองไปที่หญิงสาวคนนั้น
[วืด...]
บนจอประสาทตา คำอธิบายโรคสีแดงฉานราวกับเลือดก็เด้งขึ้นมาทันที พร้อมกับกะพริบแสงเตือนอย่างน่ากลัว
[พิษลมปิดกั้นปอด]
[สถานะปัจจุบัน: กล่องเสียงบวมน้ำ มีความเสี่ยงที่จะขาดใจตาย]
นิ้วของหลินอี้ที่กำกุญแจอยู่บีบแน่นขึ้นในทันที
แผนที่ใหม่ยังไม่ทันได้เปิด
มอนสเตอร์ก็เกิดซะแล้ว