- หน้าแรก
- ระบบพาข้าย้อนเวลาสิบปีสู่อดีต รู้ตัวอีกทีสมุนข้าก็เป็นถึงจักรพรรดิไปเสียแล้ว!
- บทที่ 37 ข้าจำคนผิดไปเสียแล้ว
บทที่ 37 ข้าจำคนผิดไปเสียแล้ว
บทที่ 37 ข้าจำคนผิดไปเสียแล้ว
บทที่ 37 ข้าจำคนผิดไปเสียแล้ว
ท้องฟ้าแจ่มใส แสงรุ่งอรุณสาดส่องไปทั่วหล้า ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านอย่างเย็นเยียบ
ในวันนี้ ผู้คนจากขุมพลังมากมายต่างพากันเร่งรุดไปยังบริเวณใกล้เคียงกับสำนักวิถีเทพ
ทุกคนต่างทราบดีว่าจุดหมายต่อไปของซูชิงเหยาย่อมต้องเป็นสำนักวิถีเทพแน่นอน
สำนักวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และสำนักวิถีเทพต่างแข่งขันกันชิงตำแหน่งผู้นำแห่งสี่สำนักมานานนับปี ทว่าถูกสำนักวิถีเทพกดทับไว้เสมอมา
สำนักวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ย่อมมิยอมพลาดโอกาสที่จะสั่นคลอนชื่อเสียงของสำนักวิถีเทพเด็ดขาด
ในเรื่องนี้ ศิษย์ในสำนักต่างรับรู้มานานแล้ว
"เหตุใดวันนี้จึงมีผู้คนมากมายมาปรากฏตัวใกล้สำนักของพวกเรานัก?"
"ข้าเกรงว่าเทพธิดาแห่งสำนักวิญญาณศักดิ์สิทธิ์กำลังจะมาถึงแล้ว"
"ถูกต้อง ฉินเทียนแห่งสำนักจักรพรรดิเหลืองพ่ายแพ้ไปเมื่อสองวันก่อน บัดนี้นางย่อมต้องมาท้าทายสำนักวิถีเทพของพวกเรา"
"มิเป็นไรหรอก อย่างไรเสียพวกเราก็มีท่านบุตรสวรรค์ การสยบนางย่อมมิใช่เรื่องยากเย็นอันใด!"
ศิษย์ทุกคนในสำนักต่างละทิ้งสิ่งที่กำลังทำอยู่ แม้แต่ผู้ที่กำลังฝึกฝนก็ยังต้องหยุดชะงัก
พวกเขาต่างมารวมตัวกันที่ลานประลองของสำนัก และเฝ้ามองไปยังท้องฟ้าไกลโพ้น
ในหมู่พวกเขามีสี่คนที่ตื่นเต้นยิ่งนัก
"ศิษย์พี่หยาง วันนี้ในที่สุดก็มาถึงแล้วงั้นหรือ?"
"ศิษย์พี่หยาง เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าร่างกายสั่นเทาจนมิอาจควบคุมได้?"
"ไร้สาระ ขาของเจ้าต่างหากที่สั่น ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว"
"เช่นนั้นเหตุใดท่านจึงสั่นด้วยเล่า?"
"เจ้าเซ่อ เจ้ากอดข้าไว้แน่นขนาดนี้ ข้าจะมิสั่นไปกับเจ้าได้อย่างไร?"
ทั้งสี่คนนั้นย่อมเป็นหยางติ่งเฟิงและพวกพ้อง
ใบหน้าของพวกเขาทั้งสี่ปรากฏรอยแดงจางๆ ที่ผิดปกติ ซึ่งชวนให้ผู้คนจินตนาการไปไกล
ในขณะที่ทุกคนยังคงสนทนากันอยู่ เหนือสำนักวิถีเทพ หมู่เมฆพลันม้วนตัวอย่างบ้าคลั่ง
ปีกคู่มหึมาค่อยๆ ปรากฏออกมาจากม่านเมฆ ร่างของอสูรขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นกลางเวหา
การเคลื่อนไหวที่กะทันหันนี้ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากมาย
"มีคนมาแล้ว!"
"อสูรเทพตนนี้ปกคลุมด้วยขนสีเหลือง ไหลลื่นราวกับทรายดูด ร่างกายมหึมาดูคล้ายนกแร้ง นี่มิใช่อวิชชาทรายไล่ลมของสำนักวิญญาณศักดิ์สิทธิ์หรอกหรือ?"
"คนจากสำนักวิญญาณศักดิ์สิทธิ์มาถึงแล้วจริงๆ"
"ในที่สุดเวลาก็มาถึงแล้วงั้นหรือ?"
ผู้คนโดยรอบและศิษย์ในสำนักวิถีเทพต่างพากันอุทานออกมา
"พรูด ชื่อกระไรนะ ทรายไล่ลม ข้าขำจนแทบจะทานทนมิไหว ฮ่าๆๆ"
เสียงหัวเราะที่กะทันหันดังขึ้นท่ามกลางหมู่ศิษย์
ศิษย์ทุกคนต่างหันไปมอง พบว่าท่านบุตรสวรรค์ได้มาถึงลานประลองแล้ว
ในขณะที่เหล่าศิษย์กำลังจะก้าวเข้าไปหา เสียงหนึ่งก็ดังมาจากเบื้องบน:
"หยางติ่งเฟิงคือบุตรสวรรค์แห่งสำนักวิถีเทพงั้นหรือ? ผู้น้อยปรารถนาจะสัมผัสถึงท่วงท่าของท่านเสียหน่อย"
เมื่อได้ยินดังนั้น ศิษย์ทุกคนต่างแสดงสีหน้าแปลกประหลาด
ผู้ที่กล้ามาท้าทายจากสำนักวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้กลับมาโดยมิได้สืบข่าวให้ชัดแจ้งเสียก่อน!
หลังจากนั้น ศิษย์ทุกคนต่างหันไปมองหลี่ชิงเฉิน ส่วนหลี่ชิงเฉินมองไปยังหยางติ่งเฟิง ด้วยสายตาเหมือนกำลังรอดูเรื่องสนุก
มุมปากของหยางติ่งเฟิงกระตุกเล็กน้อย ท่านบุตรสวรรค์ช่างมิมมาดเอาเสียเลย!
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็ทำได้เพียงกัดฟันสู้ต่อไป
จากนั้น ภายใต้สายตาของทุกคน อสูรเทพก็ร่อนลงที่หน้าประตูสำนักวิถีเทพ
ซูชิงเหยาค่อยๆ ก้าวลงมาจากหลังอสูร เมื่อได้เห็นร่างของนาง ทุกคนต่างอดมิได้ที่จะรู้สึกอัศจรรย์ใจ
แม้แต่หลี่ชิงเฉินเองก็มิได้ข้อยกเว้น
"ซูชิงเหยาผู้นี้สวมผ้าคลุมหน้าแล้วดูงดงามยิ่งนัก! มิทราบว่าภายใต้ผ้าคลุมนั้นจะเป็นเช่นไร"
หลี่ชิงเฉินพึมพำแผ่วเบา แม้จะสวมผ้าคลุมหน้า หลี่ชิงเฉินก็ยังรู้สึกว่านางงดงามกว่าสตรีใดที่เขาเคยพบมา
เรียกได้ว่านางคือสตรีที่งดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น แน่นอนว่า ยกเว้นมารดาของเขาเอง
หลังจากหายตกตะลึง ศิษย์ทุกคนต่างพากันระแวดระวัง
ซูชิงเหยาก้าวเดินไปเบื้องหน้าทีละก้าว แผ่ซ่านกลิ่นอายอันทรงพลัง ศิษย์มากมายถูกกดดันจนต้องถอยร่นไปครั้งแล้วครั้งเล่า
"ช่างเป็นสตรีที่น่าสะพรึงกลัวนัก!"
"เพียงแค่กลิ่นอายก็ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง"
"เทพธิดาแห่งสำนักวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สมคำร่ำลือจริงๆ!"
ความแข็งแกร่งของซูชิงเหยานั้นมากอยู่แล้ว และนางยังเอาชนะผู้สืบทอดจากขุมพลังใหญ่มานับสิบคนติดต่อกัน
กลิ่นอายของนางจึงแข็งแกร่งถึงขีดสุด มิใช่สิ่งที่ศิษย์ธรรมดาจะต้านทานได้เลย
สายตาของนางหยุดนิ่ง น้ำเสียงดูเฉียบคมยิ่งขึ้น:
"หยางติ่งเฟิง จงออกมาประลองเสีย!"
สิ้นคำกล่าว การโจมตีอันเฉียบคมพุ่งเข้าหานาง นางขยับมือขวาเพียงเล็กน้อย การโจมตีนั้นก็ถูกปิดกั้นไว้
"เจ้าออกมาแล้วงั้นหรือ?"
นางเงยหน้ามองเหล่าศิษย์สำนักวิถีเทพ นางเห็นหยางติ่งเฟิงในอาภรณ์สีน้ำเงินค่อยๆ ก้าวเดินมา
ในมือถือทวนสยบวิญญาณซึ่งเป็นศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ สายตาจ้องเขม็งไปยังซูชิงเหยาโดยมิเอ่ยคำไร้สาระอื่นใด
เจตจำนงแห่งทวนของหยางติ่งเฟิงหมุนเวียนอยู่ในกาย พลังวิญญาณปะทุออกมาในทันที
พลังบำเพ็ญที่จุดสูงสุดของขอบเขตราชันฟ้าถูกเปิดเผยออกมาอย่างไร้ข้อสงสัย พร้อมกลิ่นอายอันมหาศาล
แม้เขาจะพ่ายแพ้แก่หลี่ชิงเฉิน ทว่านั่นหาได้หมายความว่าเขาไร้ฝีมือไม่
แม้เขาจะเคยพ่ายแพ้แก่ซูชิงเหยามาก่อนและทราบดีว่าอาจมิใช่คู่ต่อสู้ของนาง ทว่าเขาก็ยังปรารถนาจะต่อสู้กับนางอีกครั้ง
แม้จะพ่ายแพ้ แต่อย่างน้อยเขาก็ได้สู้ นี่คือศักดิ์ศรีของศิษย์สำนักวิถีเทพทุกคน
"หยางติ่งเฟิง เจ้าพ่ายแพ้แก่ข้าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข้าจำต้องชื่นชมในความกล้าหาญของเจ้า"
"ทว่ามิว่าเจ้าจะดิ้นรนเพียงใด เจ้าก็มิอาจเป็นคู่ต่อสู้ของข้าได้"
"จงลงมือเถิด"
กลิ่นอายบนร่างกายของซูชิงเหยาถูกปลดปล่อยออกมาอย่างสมบูรณ์เช่นกัน พลังบำเพ็ญขอบเขตราชันมารถูกเปิดเผย
กลิ่นอายมหาศาลพัดพาจากร่างของนางไปยังบริเวณโดยรอบ เพียงแค่กลิ่นอายนี้ก็ทำให้ศิษย์รอบข้างถูกซัดจนกระเด็นไปกลางอากาศ
"ทวนภูตพราย!"
หยางติ่งเฟิงแผดเสียงตะโกนด้วยความโกรธ ทวนสยบวิญญาณในมือขวาแทงไปเบื้องหน้าอย่างดุดัน
เงาทวนหลายสายพลันปรากฏขึ้นรอบกายซูชิงเหยา พุ่งเข้าจู่โจมนาง
ซูชิงเหยาซัดฝ่ามือออกไปอย่างมิเร่งรีบ เงาฝ่ามือที่แปรเปลี่ยนจากพลังวิญญาณปะทุกับเงาทวนนับมิต้วน
เงาฝ่ามือและเงาทวนมลายหายไปพร้อมกัน คลื่นอากาศขนาดมหึมาพุ่งพวยออกมา
ภายใต้แรงปะทะนั้น หยางติ่งเฟิงถูกกดดันจนต้องถอยร่นไปหลายฟุต
ในทางกลับกัน ซูชิงเหยากลับมิมการขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย ภายใต้การปะทะของกระบวนท่านี้นับว่าตัดสินได้แล้ว
หยางติ่งเฟิงอดมิได้ที่จะรู้สึกท้อแท้เล็กน้อย ทว่าสงครามยังมิได้จบลง
กลิ่นอายของเขาหยุดนิ่ง พลังวิญญาณอันยิ่งใหญ่หลั่งไหลเข้าสู่ปลายทวนอย่างต่อเนื่องจากบริเวณโดยรอบ
"นั่นคือวิชาของยอดฝีมือ!"
ศิษย์รอบข้างบางคนจำกระบวนท่านี้ได้
ซูชิงเหยาเองก็ประหลาดใจเล็กน้อย หยางติ่งเฟิงมิได้ใช้กระบวนท่านี้นับแต่การประลองเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา
มันทำให้นางเริ่มมีความสนใจในการต่อสู้ครั้งนี้ขึ้นมาบ้าง ในชั่วพริบตาต่อมา กระบี่เล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือนาง
กระบี่นั้นดูขาวโพลนดุจเหมันต์ และเป็นศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน
เมื่อกระบี่เล่มนี้ปรากฏขึ้น ทุกคนในที่นั้นต่างสัมผัสได้ว่าอากาศโดยรอบเริ่มหนาวเย็นลง ถึงขั้นมีเกล็ดหิมะโปรยปรายลงมา
"เกล็ดหิมะเหล่านี้มาจากซูชิงเหยา!"
ศิษย์คนหนึ่งอุทานออกมา ทุกคนต่างหันไปมองนางในทันที
เป็นไปตามคาด น้ำแข็งได้ปรากฏขึ้นรอบกายของนางแล้ว
"นี่ควรจะเป็นวิชามหาจักรพรรดิของซูชิงเหยา วิชากระบี่เหมันต์โปรย"
"ถูกต้อง ข้าเคยมีวาสนาได้เห็นมาบ้างเมื่อครั้งก่อน"
ผู้คนที่อยู่นอกสำนักวิถีเทพจำวิชาการต่อสู้ของซูชิงเหยาได้
กลิ่นอายของหยางติ่งเฟิงถึงจุดสูงสุด และเมื่อเขาแทงทวนออกไป พลังวิญญาณสีดำบนทวนก็แปรเปลี่ยนเป็นอสูรยักษ์พุ่งเข้าหาซูชิงเหยา
ซูชิงเหยามิยอมถอย นางฟาดฟันกระบี่ออกไป หิมะโปรยปรายไปทั่วท้องฟ้าพุ่งเข้าหาอสูรยักษ์
และอสูรยักษ์นั้นต้านทานอยู่ได้เพียงชั่วครู่ มันถูกแช่แข็งจนกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็ง แล้วแตกสลายกลายเป็นเสี่ยงๆ
ในขณะที่พลังที่เหลืออยู่กำลังจะเข้าจู่โจมหยางติ่งเฟิง หลี่ชิงเฉินก็ได้ลงมือ
ด้วยการผลักมือขวาเพียงเบาๆ เขาก็ปิดกั้นแรงกระแทกอันมหาศาลนั้นไว้ได้
ทุกคนภายนอกสำนักวิถีเทพเฝ้ามองฉากนี้ด้วยความตกตะลึง มิทราบว่าผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันผู่นี้คือใคร
แม้แต่ซูชิงเหยาเองก็แสดงสีหน้าเคร่งขรึม และกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า:
"ท่านคือผู้ใด?"
หลี่ชิงเฉินหันกลับมา พร้อมรอยยิ้มอวดดีที่มุมปาก สายตาดูขี้เล่นเล็กน้อย
และวาจาหนึ่งก็หลุดออกมาจากปากของเขา:
"ผู้ใดบอกเจ้ากันว่าเขาคือบุตรสวรรค์แห่งสำนักวิถีเทพ?"
แม้เสียงจะมิได้ดังนัก ทว่ากลับได้ยินชัดเจนถึงหูของทุกคนในที่นั้น