- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 168 เสกถั่วเป็นทหาร
ตอนที่ 168 เสกถั่วเป็นทหาร
ตอนที่ 168 เสกถั่วเป็นทหาร
ตอนที่ 168 เสกถั่วเป็นทหาร
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา สภาพจิตใจของทุกคนตึงเครียดมาตลอด บัดนี้ในที่สุดก็สามารถผ่อนคลายได้เสียที
เมื่อกลับมาถึงชุนอี้ฟาง หลี่มูก็พบว่าทหารรักษาการณ์ที่เคยดักซุ่มคุ้มกันอยู่แถวนี้ถูกถอนกำลังออกไปแล้ว
ตอนนี้ใต้เท้าต่งถูกจับกุม ท่านเจ้าเมืองติงก็ออกจากอันผิงไปอย่างลุกลี้ลุกลน อีกไม่นาน ข่าวของเหล่าโจรป่าที่อยากได้ค่าหัวถูกกวาดล้างจนสิ้นซากก็คงจะแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองอันผิง
ต่อให้เป็นคนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงแค่ไหน ก็คงไม่กล้ามาหาเรื่องตระกูลหลี่อีกแล้ว
"ท่านพี่ ! "
หลี่มูเพิ่งจะพาคนเดินพ้นประตูใหญ่เข้ามา หลี่ไฉ่เวยก็โผเข้ากอดเขาเต็มรัก น้ำเสียงสั่นสะท้าน "ในที่สุดท่านก็กลับมา พวกท่าน... ไม่เป็นอะไรกันใช่ไหม ? "
การที่ทีมล่าสัตว์ออกนอกเมืองไปในวันนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือบรรดาครอบครัวที่อยู่ในชุนอี้ฟาง
แม้พวกนางจะไม่ต้องไปเสี่ยงชีวิตต่อสู้ แต่ผลลัพธ์ที่ต้องแบกรับก็ไม่ต่างอะไรกับพวกผู้ชาย หากพ่ายแพ้ในการต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้ ก็ย่อมหนีไม่พ้นจุดจบที่ต้องถูกริบทรัพย์ประหารทั้งโคตร
"มีพี่หลี่นำทีมทั้งที จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้ล่ะ ? "
เจี่ยชวนเดินหัวเราะร่วนออกมาจากด้านหลัง ในมือยังหิ้วหมูครึ่งซีกกับไก่ป่าอีกหลายตัว "ก็แค่มีแผลถลอกปอกเปิก บาดเจ็บภายนอกนิดหน่อยเท่านั้นแหละ ! "
"ท่านพี่..."
"ท่านพ่อ ! "
"ลูกแม่ พวกเจ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว ในที่สุดก็ผ่านพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปได้สักที..."
บรรดาครอบครัวที่อกสั่นขวัญแขวนรอคอยมาค่อนวัน เมื่อเห็นญาติพี่น้องของตนกลับมาอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน ก็โล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก รีบรับเอาวัตถุดิบและอุปกรณ์ล่าสัตว์มาด้วยความดีใจ แล้วเตรียมตัวเข้าครัวไปทำอาหารจัดงานเลี้ยงฉลองทันที
ไม่นานนัก ควันไฟจากปล่องไฟก็ลอยกรุ่นขึ้นมา
พร้อมกับกลิ่นหอมของเนื้อที่ลอยอบอวลไปทั่ว เพียงชั่วครู่ อาหารมื้อใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์สองโต๊ะก็ถูกจัดวางลง
หมูสามชั้นน้ำแดงเปื่อยยุ่ยหอมกรุ่น โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย ชวนให้เจริญอาหารเป็นอย่างยิ่ง
ไก่ตุ๋นเห็ดป่ายิ่งส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจาย
ในยุคสมัยนี้ ไก่ที่ขายตามตลาดล้วนเป็นไก่บ้านแท้ ๆ เนื้อแน่นหนึบ หนังหอมมันเยิ้ม ยิ่งนำมาตุ๋นกับเห็ดป่าไฟอ่อน ๆ นานกว่าหนึ่งชั่วยาม
น้ำซุปเนื้อก็จะเปล่งประกายสีเหลืองทอง ตักขึ้นมาราดลงบนข้าวสวยร้อน ๆ ให้น้ำซุปซึมซาบเข้าไปในข้าวทุกเม็ด !
พอกินเข้าไปคำหนึ่ง ก็รู้สึกอร่อยจนแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปด้วย !
ทุกคนเพิ่งจะปะทะกับกลุ่มนักฆ่านอกเมืองมาหมาด ๆ เรี่ยวแรงถูกสูบไปจนหมดสิ้น หิวจนไส้กิ่ว พอถึงตอนนี้ก็ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไรแล้ว รีบแย่งกันสวาปามอาหารตรงหน้าทันที
หลังจากกินอิ่มหนำสำราญแล้ว คนอื่น ๆ ก็กลับห้องไปพักผ่อน ส่วนหลี่มูได้เรียกเจียงหู่และเจี่ยชวนมา เพื่อเริ่มหารือเรื่องสำคัญ
"หู่จื่อ เหล่าเจี่ย... แม้วันนี้พวกเราจะรอดพ้นวิกฤตมาได้ แต่ก็รับประกันไม่ได้ว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในวันข้างหน้า"
หลี่มูปิดประตูและหน้าต่าง สีหน้าจริงจัง "ตอนแรกข้าคิดว่าขอแค่ใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยม ไม่ไปแกว่งเท้าหาเสี้ยน ก็จะสามารถใช้ชีวิตอย่างราบรื่นได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนข้าจะคิดผิดไปแล้ว"
"ยุคสมัยนี้ ต่อให้พวกเราไม่ไปหาเรื่องใคร ก็ห้ามไม่ให้เรื่องเดือดร้อนวิ่งมาหาเราเองไม่ได้อยู่ดี"
เจียงหู่และเจี่ยชวนได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า
ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ คนยากจนก็ไม่มีเสื้อผ้าจะปกปิดร่างกาย ไม่มีข้าวจะกินให้อิ่มท้อง ส่วนคนที่มีเงินหน่อย... ก็จะถูกพวกผู้มีอำนาจและอิทธิพลจ้องตาเป็นมัน หมายจะฮุบสมบัติของพวกเขาให้หมดเกลี้ยง กินจนพุงกาง !
ยกตัวอย่างตระกูลหวังในอดีต
หวังลู่อันทำธุรกิจร้านขายผ้าไหมในอันผิงมาหลายชั่วอายุคน คิดว่าตัวเองหาเงินได้มากมายจนใช้ไม่หมด แต่ผลสุดท้ายพอไปเจอทหารรักษาการณ์เข้า ไม่ใช่ว่าโดนปอกลอกจนหมดตัวอย่างง่ายดายหรอกหรือ ?
ทุกวันนี้ราชสำนักวุ่นวายโกลาหล ศึกชายแดนก็ตึงเครียด ในหมู่ชาวบ้านยังมีทั้งโจรป่า วงการนักเลง หรือแม้กระทั่งกองทัพกบฏอย่างลัทธิโพกผ้าเหลือง...
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ คนธรรมดาอยากจะใช้ชีวิตดีๆ นั้นยาก
ส่วนคนรวยอยากจะใช้ชีวิตดี ๆ ก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ !
ต่อให้มีทรัพย์สินมหาศาล แต่พอไปเจอพวกที่ถือดาบจับหอก มีอำนาจและอิทธิพลล้นฟ้า ก็เป็นได้แค่หมูหมาที่รอวันถูกเชือดอยู่ดี !
"พี่หลี่ ท่านคิดจะทำอะไร ? " เจียงหู่เอ่ยถาม
"ทีมล่าสัตว์สิบกว่าคน หากใช้แค่เพื่อตั้งรกรากในเมืองอันผิง ไม่ให้ถูกใครรังแก พอจะหากินไปวัน ๆ ก็คงไม่มีปัญหา แต่หากอยากจะยืนหยัดอย่างมั่นคงไม่สั่นคลอนในยุคสมัยที่คลื่นลมรุนแรงเช่นนี้ แค่นี้มันยังไม่พอ" ในแววตาของหลี่มูปรากฏรังสีความเหี้ยมเกรียมขึ้นมาสายหนึ่ง เขาค่อย ๆ กำหมัดแน่นพลางเอ่ยว่า
"ข้าจะ... เกณฑ์ทหารส่วนตัว ก่อตั้งกองทัพที่จงรักภักดีต่อตนเองขึ้นมา ! "
สิ้นคำพูดนี้ ก็ราวกับอสนีบาตฟาดเปรี้ยง
สีหน้าของเจียงหู่และเจี่ยชวนเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาสบตากัน ล้วนมองเห็นความตื่นตะลึงในสายตาของอีกฝ่าย แอบซุ่มเกณฑ์ทหารส่วนตัวรึ ?
นี่มันความผิดฐานก่อกบฏเลยนะ !
ราชสำนักทุกวันนี้แม้จะมืดบอดโง่เขลา แต่สำหรับพฤติกรรมที่สั่นคลอนอำนาจการปกครองของตนเช่นนี้ พวกเขาไม่มีทางยอมทนดูได้แน่ !
"นี่... นี่มันไม่ออกจะเสี่ยงเกินไปหน่อยหรือ ! " เจี่ยชวนชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง เปลี่ยนคำว่า 'บ้าบิ่น' เป็น 'เสี่ยง' น้ำเสียงร้อนรน "หากข่าวนี้รั่วไหลออกไป เกรงว่าจะไม่มีใครคุ้มครองพวกเราได้อีกแล้วนะ"
"หากไม่เสี่ยง แล้วพวกเราจะกุมชะตาชีวิตของตัวเองไว้ในมือได้อย่างไร ? "
หลี่มูขมวดคิ้วแน่น หลังจากผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มามากมาย เขาก็ค้นพบว่า จะเอาชะตาชีวิตของตัวเองไปฝากไว้ใต้ 'การคุ้มครอง' ของคนอื่นทั้งหมดไม่ได้เด็ดขาด
ต่อให้มีคนคอยหนุนหลังใหญ่โตแค่ไหน ก็สู้ตัวเองแข็งแกร่งและมีพละกำลังเป็นของตัวเองไม่ได้ !
"ช่วงหลายวันนี้ พวกเราก็ได้รู้จักกับผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอำนาจมาไม่น้อย แต่ท่าทีของพวกเขาเป็นยังไงล่ะ ? ในสายตาของพวกเขา พวกเราก็เป็นแค่ตัวหมากเล็ก ๆ ที่บีบเล่นได้ตามใจชอบ อารมณ์ดี ก็หัวเราะชมเชยสักสองสามคำ ! อารมณ์ไม่ดี ก็เอาชีวิตพวกเราไปเป็นข้อต่อรองได้ทุกเมื่อ" หลี่มูแค่นเสียงหัวเราะเย็น
ท่าทีของฮั่วอวิ๋นเฟิงและหลิวจี้ที่แสดงออกมาในเรื่องนี้ ทำให้หลี่มูหมดความหวังกับพวกขุนนางเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นขุนนางบุ๋นหรือบู๊ แก่นแท้แล้วพวกเขาก็ทำไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับพรรคของตัวเองทั้งนั้น...
ใต้เท้าต่งชั่วร้าย เลวทราม แม่ทัพสองคนนี้ก็ไม่ใช่คนดีอะไรเหมือนกัน
"วันนี้พวกเจ้าก็เห็นกับตาตัวเองแล้ว ตอนที่กองทหารม้าทัพนั้นอยู่ ฮั่วอวิ๋นเฟิงกับหลิวจี้มีท่าทีต่อข้ายังไงล่ะ ? " หลี่มูเห็นทั้งสองคนไม่พูดอะไร จึงเอ่ยปากต่อ "หากวันนี้ไม่มีกองทหารม้าทัพนั้น ท่าทีของพวกเขาจะเป็นแบบไหนกัน ? "
พลังอำนาจ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่คอยกำหนดท่าทีของคนอื่นที่มีต่อเราเสมอ
ในที่สุดเจียงหู่และเจี่ยชวนก็ถูกเกลี้ยกล่อมจนสำเร็จ
พวกเขาพยักหน้าอย่างแรงพลางเอ่ย "พี่หลี่ ที่ท่านพูดมามันก็มีเหตุผล ตอนนี้ศึกชายแดนตึงเครียด หากวันใดพวกคนเถื่อนบุกเข้ามาจริง ๆ ราชสำนักคงไม่แบ่งทหารมาคุ้มครองชาวบ้านตาดำ ๆ อย่างพวกเราแน่ หากในมือมีทหารส่วนตัว อย่างน้อยก็ยังพอมีทุนไว้ป้องกันตัวบ้าง"
"แต่... หากรับสมัครอย่างเปิดเผย เกรงว่าไม่เกินสามวันก็คงถูกทางการและค่ายทหารเพ่งเล็งแล้ว ท่านเตรียมจะทำยังไงล่ะ ? "
เมื่อเห็นว่าคนสนิททั้งสองคนเห็นด้วยกับความคิดอันบ้าคลั่งของเขาแล้ว หลี่มูก็หัวเราะออกมา
"ข้าย่อมไม่โง่ถึงขนาดไปรับสมัครทหารอย่างเปิดเผยหรอก"
เขายืดเส้นยืดสาย ล้วงตั๋วเงินสิบกว่าใบออกจากอกเสื้อมาแกว่งไปมาตรงหน้าทั้งสองคน "ดูสิ นี่อะไร ? "
ทั้งสองคนเพ่งมอง พริบตาเดียวก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ "นี่... นี่มันตั๋วเงินที่ใต้เท้าต่งให้พวกนักฆ่านั่นนี่นา ! "
"ตอนที่สนามรบกำลังชุลมุนวุ่นวาย ทหารม้าฆ่าพวกลูกสมุนและจับกุมหัวหน้าโจรได้แล้ว ก็ชิงเอาตั๋วเงินส่วนใหญ่มา เหลือทิ้งไว้ที่พยัคฆ์ลงเขาแค่หมื่นกว่าตำลึง เพื่อใช้เป็นหลักฐานมัดตัวใต้เท้าต่งว่าสมคบคิดกับโจรป่า" หลี่มูวางตั๋วเงินลงบนโต๊ะ เอ่ยเน้นย้ำทีละคำ "เงินพวกนี้รวมกันแล้ว มีตั้งหกหมื่นกว่าตำลึงเชียวนะ"
"ข้าเตรียมจะไปกว้านซื้อที่ดินแปลงใหญ่นอกเมือง แล้วก็ซื้อภูเขาต้าหลงมาด้วยซะเลย ! จากนั้นก็ใช้เงินจ้างแรงงานสักกลุ่ม วันธรรมดาก็ให้ทำไร่ไถนา พอว่างเมื่อไหร่ก็ให้ไปแอบฝึกทหารที่ภูเขาต้าหลง ! "
เจียงหู่ได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น "แผนนี้ก็ไม่เลวเลยนะ เพียงแต่... พี่หลี่ ท่านคิดว่าแรงงานพวกนี้ พอรู้ความจริงแล้ว พวกเขาจะยังกล้าติดตามท่านอยู่อีกรึ ? "
หลี่มูเดินไปที่ริมหน้าต่าง จู่ ๆ ก็เอ่ยถามขึ้นมาว่า "หู่จื่อ เจ้ารู้ไหมว่าทำไมลัทธิโพกผ้าเหลือง ถึงสามารถพัฒนาจากคนแค่สิบกว่าคน กลายมาเป็นลัทธิที่มีสาวกนับหมื่นคนได้ในเวลาสั้น ๆ แค่หนึ่งปี ? "
"..." เจียงหู่ส่ายหน้า
"ก็เพราะว่าในยุคสมัยนี้ ผู้กุมอำนาจส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นชาวบ้านเป็นคนน่ะสิ ขอเพียงมีใครสักคนยืนหยัดขึ้นมา หยิบยื่นความหวังในการมีชีวิตรอดให้พวกเขา พวกเขาก็จะไม่สนหรอกว่าตัวเองกำลังไปทำนา หรือกำลังไปก่อกบฏ ! "
หลี่มูเอ่ยเสียงเบา "มีข่าวลือว่าลู่ซิ่วหลินมีวิชาอาคมเสกถั่วเป็นทหาร แต่ความจริงแล้ว..."
"เขาก็แค่โปรยเมล็ดถั่วลงไปในชามข้าวของชาวบ้านที่กำลังจะอดตาย ชาวบ้านเหล่านั้นก็ยินดีที่จะกลายมาเป็นทหารของเขา ยอมถวายชีวิตติดตามเขาไปจนวันตายต่างหาก ! "