เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 168 เสกถั่วเป็นทหาร

ตอนที่ 168 เสกถั่วเป็นทหาร

ตอนที่ 168 เสกถั่วเป็นทหาร


ตอนที่ 168 เสกถั่วเป็นทหาร

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา สภาพจิตใจของทุกคนตึงเครียดมาตลอด บัดนี้ในที่สุดก็สามารถผ่อนคลายได้เสียที

เมื่อกลับมาถึงชุนอี้ฟาง หลี่มูก็พบว่าทหารรักษาการณ์ที่เคยดักซุ่มคุ้มกันอยู่แถวนี้ถูกถอนกำลังออกไปแล้ว

ตอนนี้ใต้เท้าต่งถูกจับกุม ท่านเจ้าเมืองติงก็ออกจากอันผิงไปอย่างลุกลี้ลุกลน อีกไม่นาน ข่าวของเหล่าโจรป่าที่อยากได้ค่าหัวถูกกวาดล้างจนสิ้นซากก็คงจะแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองอันผิง

ต่อให้เป็นคนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงแค่ไหน ก็คงไม่กล้ามาหาเรื่องตระกูลหลี่อีกแล้ว

"ท่านพี่ ! "

หลี่มูเพิ่งจะพาคนเดินพ้นประตูใหญ่เข้ามา หลี่ไฉ่เวยก็โผเข้ากอดเขาเต็มรัก น้ำเสียงสั่นสะท้าน "ในที่สุดท่านก็กลับมา พวกท่าน... ไม่เป็นอะไรกันใช่ไหม ? "

การที่ทีมล่าสัตว์ออกนอกเมืองไปในวันนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือบรรดาครอบครัวที่อยู่ในชุนอี้ฟาง

แม้พวกนางจะไม่ต้องไปเสี่ยงชีวิตต่อสู้ แต่ผลลัพธ์ที่ต้องแบกรับก็ไม่ต่างอะไรกับพวกผู้ชาย หากพ่ายแพ้ในการต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้ ก็ย่อมหนีไม่พ้นจุดจบที่ต้องถูกริบทรัพย์ประหารทั้งโคตร

"มีพี่หลี่นำทีมทั้งที จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้ล่ะ ? "

เจี่ยชวนเดินหัวเราะร่วนออกมาจากด้านหลัง ในมือยังหิ้วหมูครึ่งซีกกับไก่ป่าอีกหลายตัว "ก็แค่มีแผลถลอกปอกเปิก บาดเจ็บภายนอกนิดหน่อยเท่านั้นแหละ ! "

"ท่านพี่..."

"ท่านพ่อ ! "

"ลูกแม่ พวกเจ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว ในที่สุดก็ผ่านพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปได้สักที..."

บรรดาครอบครัวที่อกสั่นขวัญแขวนรอคอยมาค่อนวัน เมื่อเห็นญาติพี่น้องของตนกลับมาอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน ก็โล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก รีบรับเอาวัตถุดิบและอุปกรณ์ล่าสัตว์มาด้วยความดีใจ แล้วเตรียมตัวเข้าครัวไปทำอาหารจัดงานเลี้ยงฉลองทันที

ไม่นานนัก ควันไฟจากปล่องไฟก็ลอยกรุ่นขึ้นมา

พร้อมกับกลิ่นหอมของเนื้อที่ลอยอบอวลไปทั่ว เพียงชั่วครู่ อาหารมื้อใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์สองโต๊ะก็ถูกจัดวางลง

หมูสามชั้นน้ำแดงเปื่อยยุ่ยหอมกรุ่น โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย ชวนให้เจริญอาหารเป็นอย่างยิ่ง

ไก่ตุ๋นเห็ดป่ายิ่งส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจาย

ในยุคสมัยนี้ ไก่ที่ขายตามตลาดล้วนเป็นไก่บ้านแท้ ๆ เนื้อแน่นหนึบ หนังหอมมันเยิ้ม ยิ่งนำมาตุ๋นกับเห็ดป่าไฟอ่อน ๆ นานกว่าหนึ่งชั่วยาม

น้ำซุปเนื้อก็จะเปล่งประกายสีเหลืองทอง ตักขึ้นมาราดลงบนข้าวสวยร้อน ๆ ให้น้ำซุปซึมซาบเข้าไปในข้าวทุกเม็ด !

พอกินเข้าไปคำหนึ่ง ก็รู้สึกอร่อยจนแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปด้วย !

ทุกคนเพิ่งจะปะทะกับกลุ่มนักฆ่านอกเมืองมาหมาด ๆ เรี่ยวแรงถูกสูบไปจนหมดสิ้น หิวจนไส้กิ่ว พอถึงตอนนี้ก็ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไรแล้ว รีบแย่งกันสวาปามอาหารตรงหน้าทันที

หลังจากกินอิ่มหนำสำราญแล้ว คนอื่น ๆ ก็กลับห้องไปพักผ่อน ส่วนหลี่มูได้เรียกเจียงหู่และเจี่ยชวนมา เพื่อเริ่มหารือเรื่องสำคัญ

"หู่จื่อ เหล่าเจี่ย... แม้วันนี้พวกเราจะรอดพ้นวิกฤตมาได้ แต่ก็รับประกันไม่ได้ว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในวันข้างหน้า"

หลี่มูปิดประตูและหน้าต่าง สีหน้าจริงจัง "ตอนแรกข้าคิดว่าขอแค่ใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยม ไม่ไปแกว่งเท้าหาเสี้ยน ก็จะสามารถใช้ชีวิตอย่างราบรื่นได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนข้าจะคิดผิดไปแล้ว"

"ยุคสมัยนี้ ต่อให้พวกเราไม่ไปหาเรื่องใคร ก็ห้ามไม่ให้เรื่องเดือดร้อนวิ่งมาหาเราเองไม่ได้อยู่ดี"

เจียงหู่และเจี่ยชวนได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า

ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ คนยากจนก็ไม่มีเสื้อผ้าจะปกปิดร่างกาย ไม่มีข้าวจะกินให้อิ่มท้อง ส่วนคนที่มีเงินหน่อย... ก็จะถูกพวกผู้มีอำนาจและอิทธิพลจ้องตาเป็นมัน หมายจะฮุบสมบัติของพวกเขาให้หมดเกลี้ยง กินจนพุงกาง !

ยกตัวอย่างตระกูลหวังในอดีต

หวังลู่อันทำธุรกิจร้านขายผ้าไหมในอันผิงมาหลายชั่วอายุคน คิดว่าตัวเองหาเงินได้มากมายจนใช้ไม่หมด แต่ผลสุดท้ายพอไปเจอทหารรักษาการณ์เข้า ไม่ใช่ว่าโดนปอกลอกจนหมดตัวอย่างง่ายดายหรอกหรือ ?

ทุกวันนี้ราชสำนักวุ่นวายโกลาหล ศึกชายแดนก็ตึงเครียด ในหมู่ชาวบ้านยังมีทั้งโจรป่า วงการนักเลง หรือแม้กระทั่งกองทัพกบฏอย่างลัทธิโพกผ้าเหลือง...

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ คนธรรมดาอยากจะใช้ชีวิตดีๆ นั้นยาก

ส่วนคนรวยอยากจะใช้ชีวิตดี ๆ ก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ !

ต่อให้มีทรัพย์สินมหาศาล แต่พอไปเจอพวกที่ถือดาบจับหอก มีอำนาจและอิทธิพลล้นฟ้า ก็เป็นได้แค่หมูหมาที่รอวันถูกเชือดอยู่ดี !

"พี่หลี่ ท่านคิดจะทำอะไร ? " เจียงหู่เอ่ยถาม

"ทีมล่าสัตว์สิบกว่าคน หากใช้แค่เพื่อตั้งรกรากในเมืองอันผิง ไม่ให้ถูกใครรังแก พอจะหากินไปวัน ๆ ก็คงไม่มีปัญหา แต่หากอยากจะยืนหยัดอย่างมั่นคงไม่สั่นคลอนในยุคสมัยที่คลื่นลมรุนแรงเช่นนี้ แค่นี้มันยังไม่พอ" ในแววตาของหลี่มูปรากฏรังสีความเหี้ยมเกรียมขึ้นมาสายหนึ่ง เขาค่อย ๆ กำหมัดแน่นพลางเอ่ยว่า

"ข้าจะ... เกณฑ์ทหารส่วนตัว ก่อตั้งกองทัพที่จงรักภักดีต่อตนเองขึ้นมา ! "

สิ้นคำพูดนี้ ก็ราวกับอสนีบาตฟาดเปรี้ยง

สีหน้าของเจียงหู่และเจี่ยชวนเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาสบตากัน ล้วนมองเห็นความตื่นตะลึงในสายตาของอีกฝ่าย แอบซุ่มเกณฑ์ทหารส่วนตัวรึ ?

นี่มันความผิดฐานก่อกบฏเลยนะ !

ราชสำนักทุกวันนี้แม้จะมืดบอดโง่เขลา แต่สำหรับพฤติกรรมที่สั่นคลอนอำนาจการปกครองของตนเช่นนี้ พวกเขาไม่มีทางยอมทนดูได้แน่ !

"นี่... นี่มันไม่ออกจะเสี่ยงเกินไปหน่อยหรือ ! " เจี่ยชวนชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง เปลี่ยนคำว่า 'บ้าบิ่น' เป็น 'เสี่ยง' น้ำเสียงร้อนรน "หากข่าวนี้รั่วไหลออกไป เกรงว่าจะไม่มีใครคุ้มครองพวกเราได้อีกแล้วนะ"

"หากไม่เสี่ยง แล้วพวกเราจะกุมชะตาชีวิตของตัวเองไว้ในมือได้อย่างไร ? "

หลี่มูขมวดคิ้วแน่น หลังจากผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มามากมาย เขาก็ค้นพบว่า จะเอาชะตาชีวิตของตัวเองไปฝากไว้ใต้ 'การคุ้มครอง' ของคนอื่นทั้งหมดไม่ได้เด็ดขาด

ต่อให้มีคนคอยหนุนหลังใหญ่โตแค่ไหน ก็สู้ตัวเองแข็งแกร่งและมีพละกำลังเป็นของตัวเองไม่ได้ !

"ช่วงหลายวันนี้ พวกเราก็ได้รู้จักกับผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอำนาจมาไม่น้อย แต่ท่าทีของพวกเขาเป็นยังไงล่ะ ? ในสายตาของพวกเขา พวกเราก็เป็นแค่ตัวหมากเล็ก ๆ ที่บีบเล่นได้ตามใจชอบ อารมณ์ดี ก็หัวเราะชมเชยสักสองสามคำ ! อารมณ์ไม่ดี ก็เอาชีวิตพวกเราไปเป็นข้อต่อรองได้ทุกเมื่อ" หลี่มูแค่นเสียงหัวเราะเย็น

ท่าทีของฮั่วอวิ๋นเฟิงและหลิวจี้ที่แสดงออกมาในเรื่องนี้ ทำให้หลี่มูหมดความหวังกับพวกขุนนางเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นขุนนางบุ๋นหรือบู๊ แก่นแท้แล้วพวกเขาก็ทำไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับพรรคของตัวเองทั้งนั้น...

ใต้เท้าต่งชั่วร้าย เลวทราม แม่ทัพสองคนนี้ก็ไม่ใช่คนดีอะไรเหมือนกัน

"วันนี้พวกเจ้าก็เห็นกับตาตัวเองแล้ว ตอนที่กองทหารม้าทัพนั้นอยู่ ฮั่วอวิ๋นเฟิงกับหลิวจี้มีท่าทีต่อข้ายังไงล่ะ ? " หลี่มูเห็นทั้งสองคนไม่พูดอะไร จึงเอ่ยปากต่อ "หากวันนี้ไม่มีกองทหารม้าทัพนั้น ท่าทีของพวกเขาจะเป็นแบบไหนกัน ? "

พลังอำนาจ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่คอยกำหนดท่าทีของคนอื่นที่มีต่อเราเสมอ

ในที่สุดเจียงหู่และเจี่ยชวนก็ถูกเกลี้ยกล่อมจนสำเร็จ

พวกเขาพยักหน้าอย่างแรงพลางเอ่ย "พี่หลี่ ที่ท่านพูดมามันก็มีเหตุผล ตอนนี้ศึกชายแดนตึงเครียด หากวันใดพวกคนเถื่อนบุกเข้ามาจริง ๆ ราชสำนักคงไม่แบ่งทหารมาคุ้มครองชาวบ้านตาดำ ๆ อย่างพวกเราแน่ หากในมือมีทหารส่วนตัว อย่างน้อยก็ยังพอมีทุนไว้ป้องกันตัวบ้าง"

"แต่... หากรับสมัครอย่างเปิดเผย เกรงว่าไม่เกินสามวันก็คงถูกทางการและค่ายทหารเพ่งเล็งแล้ว ท่านเตรียมจะทำยังไงล่ะ ? "

เมื่อเห็นว่าคนสนิททั้งสองคนเห็นด้วยกับความคิดอันบ้าคลั่งของเขาแล้ว หลี่มูก็หัวเราะออกมา

"ข้าย่อมไม่โง่ถึงขนาดไปรับสมัครทหารอย่างเปิดเผยหรอก"

เขายืดเส้นยืดสาย ล้วงตั๋วเงินสิบกว่าใบออกจากอกเสื้อมาแกว่งไปมาตรงหน้าทั้งสองคน "ดูสิ นี่อะไร ? "

ทั้งสองคนเพ่งมอง พริบตาเดียวก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ "นี่... นี่มันตั๋วเงินที่ใต้เท้าต่งให้พวกนักฆ่านั่นนี่นา ! "

"ตอนที่สนามรบกำลังชุลมุนวุ่นวาย ทหารม้าฆ่าพวกลูกสมุนและจับกุมหัวหน้าโจรได้แล้ว ก็ชิงเอาตั๋วเงินส่วนใหญ่มา เหลือทิ้งไว้ที่พยัคฆ์ลงเขาแค่หมื่นกว่าตำลึง เพื่อใช้เป็นหลักฐานมัดตัวใต้เท้าต่งว่าสมคบคิดกับโจรป่า" หลี่มูวางตั๋วเงินลงบนโต๊ะ เอ่ยเน้นย้ำทีละคำ "เงินพวกนี้รวมกันแล้ว มีตั้งหกหมื่นกว่าตำลึงเชียวนะ"

"ข้าเตรียมจะไปกว้านซื้อที่ดินแปลงใหญ่นอกเมือง แล้วก็ซื้อภูเขาต้าหลงมาด้วยซะเลย ! จากนั้นก็ใช้เงินจ้างแรงงานสักกลุ่ม วันธรรมดาก็ให้ทำไร่ไถนา พอว่างเมื่อไหร่ก็ให้ไปแอบฝึกทหารที่ภูเขาต้าหลง ! "

เจียงหู่ได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น "แผนนี้ก็ไม่เลวเลยนะ เพียงแต่... พี่หลี่ ท่านคิดว่าแรงงานพวกนี้ พอรู้ความจริงแล้ว พวกเขาจะยังกล้าติดตามท่านอยู่อีกรึ ? "

หลี่มูเดินไปที่ริมหน้าต่าง จู่ ๆ ก็เอ่ยถามขึ้นมาว่า "หู่จื่อ เจ้ารู้ไหมว่าทำไมลัทธิโพกผ้าเหลือง ถึงสามารถพัฒนาจากคนแค่สิบกว่าคน กลายมาเป็นลัทธิที่มีสาวกนับหมื่นคนได้ในเวลาสั้น ๆ แค่หนึ่งปี ? "

"..." เจียงหู่ส่ายหน้า

"ก็เพราะว่าในยุคสมัยนี้ ผู้กุมอำนาจส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นชาวบ้านเป็นคนน่ะสิ ขอเพียงมีใครสักคนยืนหยัดขึ้นมา หยิบยื่นความหวังในการมีชีวิตรอดให้พวกเขา พวกเขาก็จะไม่สนหรอกว่าตัวเองกำลังไปทำนา หรือกำลังไปก่อกบฏ ! "

หลี่มูเอ่ยเสียงเบา "มีข่าวลือว่าลู่ซิ่วหลินมีวิชาอาคมเสกถั่วเป็นทหาร แต่ความจริงแล้ว..."

"เขาก็แค่โปรยเมล็ดถั่วลงไปในชามข้าวของชาวบ้านที่กำลังจะอดตาย ชาวบ้านเหล่านั้นก็ยินดีที่จะกลายมาเป็นทหารของเขา ยอมถวายชีวิตติดตามเขาไปจนวันตายต่างหาก ! "

จบบทที่ ตอนที่ 168 เสกถั่วเป็นทหาร

คัดลอกลิงก์แล้ว