- หน้าแรก
- เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ
- ตอนที่ 166 แค่ล้อเล่นน่ะ !
ตอนที่ 166 แค่ล้อเล่นน่ะ !
ตอนที่ 166 แค่ล้อเล่นน่ะ !
ตอนที่ 166 แค่ล้อเล่นน่ะ !
ฮั่วอวิ๋นเฟิงแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
กองทหารม้าที่อยู่เบื้องหน้านี้มีรังสีอำมหิตพุ่งทะยานเทียมฟ้า อาวุธยุทโธปกรณ์ชั้นยอด แต่กลับแสดงความเคารพยำเกรงต่อหลี่มูอย่างถึงที่สุด
ดูจากท่าทางและปฏิกิริยาของพวกเขาแล้ว แทบจะเหมือนกับกำลังเผชิญหน้ากับแม่ทัพของตนเองเลยทีเดียว !
พรานป่าธรรมดาคนหนึ่ง จะไปมีบารมีและขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ?
"ท่านแม่ทัพฮั่ว หากวันนี้ข้าไม่มีไพ่ตายใบนี้ เกรงว่าตอนนี้คงหัวหลุดจากบ่าไปตั้งนานแล้ว" หลี่มูมองดูฮั่วอวิ๋นเฟิงที่ตีหน้าขรึมตั้งคำถาม ในน้ำเสียงแฝงไปด้วยความเย้ยหยันและเย็นชาอย่างไม่คิดจะปิดบัง "ตอนแรกพวกเราตกลงกันไว้ว่า ขอเพียงใต้เท้าต่งปรากฏตัว พวกท่านก็จะนำทหารมาปิดล้อมทันที... แต่ผลลัพธ์ล่ะเป็นยังไง ? "
"วันนี้ ท่านแม่ทัพทั้งสองนับว่าได้สั่งสอนบทเรียนให้ข้า ทำให้ข้าได้รู้ซึ้งว่าจิตใจคนยากแท้หยั่งถึง และเข้าใจคำว่า 'อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน' อย่างถ่องแท้เลยจริง ๆ "
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ต่อให้เป็นฮั่วอวิ๋นเฟิงและหลิวจี้ที่ล้มลุกคลุกคลานอยู่ในแวดวงขุนนางมานานจนหนังหน้าหนาเตอะ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหู โทสะไร้ที่มาพวยพุ่งขึ้นมาเต็มอก
"หลี่มู เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง ? กำลังจะตำหนิว่าข้ามาสายงั้นรึ ? "
ฮั่วอวิ๋นเฟิงหน้ามืดครึ้ม แค่นเสียงเย็นพลางเอ่ย "บนโลกนี้ไม่มีแผนการใดที่สมบูรณ์แบบหรอก ต่อให้วางแผนมาดีแค่ไหน ตอนลงมือปฏิบัติก็ย่อมต้องเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นได้เสมอ"
"เรื่องในวันนี้ เดิมทีข้าก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้เจ้าฟัง แต่เห็นแก่ที่พวกเราร่วมมือกัน ข้าจะยอมเปลืองน้ำลายสักหน่อยก็ไม่เป็นไร"
"ทันทีที่ไอ้แซ่ต่งนั่นออกนอกเมือง ข้ากับท่านแม่ทัพหลิวก็เตรียมจะนำทัพตามมาติด ๆ แต่บังเอิญระหว่างทางดันเจอพวกมือปราบตั้งด่านสกัด พวกข้าไม่อยากจะเปิดเผยตัวตน ก็เลยต้องอ้อมไปอีกทาง ทำให้เสียเวลาไปบ้าง"
แม้อยู่แก่ใจดีว่าตนเองจงใจจะปล่อยให้หลี่มูตาย แต่ในเวลานี้ ฮั่วอวิ๋นเฟิงย่อมไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด
ตอนนี้เมืองอันผิงเต็มไปด้วยเสือหมอบมังกรซ่อน ขั้วอำนาจซับซ้อนพัวพัน เขาแค่หาข้ออ้างส่งเดชมาอ้างก็พอจะปัดสวะให้พ้นตัวได้แล้ว... อย่างน้อยก็มีคำอธิบายบังหน้า
"หลี่มู สิ่งที่ท่านแม่ทัพฮั่วพูดเป็นความจริง ข้ากับเจ้าไม่ได้มีความแค้นเคืองอะไรกัน แล้วจะไปจงใจปองร้ายเจ้าได้อย่างไร ? " หลิวจี้ก็รีบเข้ามาผสมโรงแก้ต่างให้ฝั่งตัวเองอย่างได้จังหวะ เอ่ยเสียงเบาว่า "เจ้าต้องเชื่อใจพวกข้านะ เรื่องนี้มันเป็นแค่อุบัติเหตุจริง ๆ "
หลี่มูหรี่ตาลง
ทัพเป้ยกุยที่อยู่รอบ ๆ เริ่มเคลื่อนไหว พวกเขาควบม้าย่างกรายเข้ามาอย่างช้า ๆ ตีวงล้อมฮั่วอวิ๋นเฟิง หลิวจี้ และทหารองครักษ์อีกสองสามคนไว้อย่างแน่นหนา
ดาบยาวอันแสนคมกริบส่องประกายวาววับภายใต้แสงอาทิตย์ บนใบดาบยังมีคราบเลือดสด ๆ ที่ยังไม่แห้งสนิทหยดติ๋งลงมา เสียงกีบเท้าม้าที่ย่ำลงบนพื้นดิน สอดประสานไปกับเสียงร้องโหยหวนของบรรดาโจรป่าที่กำลังถูกสังหารหมู่อยู่ไกล ๆ ก่อเกิดเป็นท่วงทำนองแห่งนรกอันแสนสยดสยอง
"บังอาจ ! กล้าปิดล้อมขุนนางแม่ทัพของราชสำนัก โทษประหารสถานเดียว ! "
เมื่อทหารองครักษ์ของฮั่วอวิ๋นเฟิงเห็นดังนั้นก็ตวาดลั่น ชูหอกยาวขึ้น พุ่งทะยานเข้ามาดั่งเกลียวคลื่น
จู่ ๆ หลี่มูก็จ้องเขม็ง นัยน์ตาสาดประกายดุดันอำมหิต
แม่ทัพเป้ยกุยที่เป็นผู้นำชักดาบออกมากวัดแกว่งไปข้างหน้า พริบตาเดียวก็ได้ยินเสียงแตกหักดังกรอบแกรบ ปลายหอกสี่ห้าเล่มถูกฟันขาดกระเด็นพร้อมกัน ทหารพวกนั้นเหลือเพียงด้ามไม้เปล่า ๆ อยู่ในมือ !
"ก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ตาย ! "
แม่ทัพเป้ยกุยผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ไร้ซึ่งความเกรี้ยวกราดใด ๆ สงบนิ่งราวกับกำลังพูดถึงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สลักสำคัญอะไรเลย กองทหารหุ้มเกราะที่สว่างไสวนับร้อยนายเรียงแถวหน้ากระดาน ราวกับกำแพงเหล็กที่ไม่มีใครก้าวข้ามไปได้ ขวางกั้นทหารของฮั่วอวิ๋นเฟิงไว้ด้านนอก
แม่ทัพเป้ยกุยก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ทหารพวกนั้นก็ต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าว !
"หลี่มู เจ้าคิดจะฆ่าข้างั้นรึ ? " ฮั่วอวิ๋นเฟิงหน้าซีดเผือด เขากรำศึกในสมรภูมิรบมานานหลายปี ในที่สุดเขาก็ได้สัมผัสกับความกลัวตายเป็นครั้งแรก "เจ้าบ้าไปแล้ว ฆ่าขุนนางของราชสำนัก เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันเป็นความผิดถึงขั้นประหารเจ็ดชั่วโคตร ! "
"ท่านกำลังขู่ข้ารึ ? " หลี่มูตวาดเสียงกร้าวกะทันหัน
เขาก้าวพรวดไปข้างหน้าสองก้าว ยื่นมือออกไปคว้าคอเสื้อของฮั่วอวิ๋นเฟิงอย่างไม่เกรงใจ เอ่ยเสียงขรึม "ไอ้แซ่ฮั่ว จำใส่กะโหลกไว้ให้ดี ข้า หลี่มู ไม่ใช่คนชอบแกว่งเท้าหาเสี้ยน ข้ายินดีจะอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว แต่ทั้งหมดนี้มันต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า ข้า พี่น้องของข้า และครอบครัวของข้า จะต้องแคล้วคลาดปลอดภัย"
"แต่หากมีใครหน้าไหนคิดจะมาเล่นตุกติกกับข้า อยากจะให้พวกข้าตายล่ะก็..."
"บิดาไม่สนหรอกว่าจะเป็นขุนนางใหญ่โตมาจากไหน กฎหมายบ้าบออะไร ? อย่าว่าแต่ขุนนางบู๊ขั้นห้าอย่างเจ้าเลย ต่อให้เป็นอ๋องเป็นหรือโหวขั้นหนึ่ง บิดาก็จะฆ่าล้างโคตรมันให้หมด ! "
แคร้ง !
เขาสะบัดมือใหญ่ ดึงมีดสั้นออกจากเอวของทัพเป้ยกุยที่อยู่ข้าง ๆ แล้วแทงเข้าใส่ใบหน้าของฮั่วอวิ๋นเฟิงตรง ๆ ทันที !
จบสิ้นแล้ว !
ฮั่วอวิ๋นเฟิงและหลิวจี้รู้สึกเย็นเยียบไปทั้งหัวใจ
"ใต้เท้า ! "
เมื่อพวกทหารเห็นดังนั้น ก็แผดเสียงคำรามลั่นราวกับคนบ้าเตรียมจะพุ่งเข้ามาช่วยเหลือ
ทัพเป้ยกุยควบม้าพุ่งทะยานไปข้างหน้า พริบตาเดียวก็เหยียบย่ำพวกที่อยู่หน้าสุดจนล้มลงไปกองกับพื้น
ฮั่วอวิ๋นเฟิงหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง
เขาต่อสู้แก่งแย่งชิงดีในราชสำนักมาหลายปี บุกตะลุยฆ่าฟันในสมรภูมิรบมาก็มาก ไม่เคยต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นั่น แต่ตอนนี้ กลับต้องมาตายด้วยน้ำมือของไอ้คนไร้ชื่อเสียงเรียงนามคนหนึ่งเนี่ยนะ !
ในใจของเขามีแต่ความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ปะทุขึ้นมา
เวลาเหมือนจะหมุนช้าลง
เสียงโห่ร้องด่าทอและเสียงกรีดร้องโหยหวนรอบกายค่อย ๆ เลือนหายไปจากโสตประสาท
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ฮั่วอวิ๋นเฟิงก็ยังไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดจากการถูกมีดแทงทะลุเนื้อเลย
เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ เห็นเพียงคมมีดอันแหลมคม หยุดอยู่ห่างจากดวงตาของตนไม่ถึงหนึ่งนิ้ว
เขาแทบจะได้กลิ่นคาวเลือดและเหล็กอันเข้มข้นลอยเตะจมูก
"ฮ่า ๆ ..." จู่ ๆ หลี่มูก็เก็บมีดสั้นลง เปลี่ยนท่าทีเป็นเคารพนอบน้อม ช่วยจัดปกเสื้อที่ยับยู่ยี่ของฮั่วอวิ๋นเฟิงให้เรียบร้อยพลางหัวเราะร่วน "ท่านแม่ทัพฮั่ว ข้าก็แค่ล้อเล่นน่ะ ท่านอย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะ"
"ท่านเป็นถึงขุนนาง ซ้ำยังเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ตอนที่อยู่ที่ศาลาว่าการอำเภออันผิง หากไม่ได้ท่านออกโรงพูดจาช่วยเหลือ ข้าก็คงโดนจับยัดเข้าคุกไปตั้งนานแล้ว บุญคุณใหญ่หลวงปานนี้ ข้าจะไม่เชื่อใจท่านได้ยังไงล่ะ ? "
ท่าทีของหลี่มูเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนทำเอาคนในเหตุการณ์ถึงกับตั้งตัวไม่ติด
เขาเอานิ้วเข้าปากผิวปากเป่าสัญญาณ ทัพเป้ยกุยที่เดิมทีกำลังเหยียบย่ำพวกทหารอย่างดุดันก็ชักม้าถอยกลับมาทันที การเคลื่อนไหวพร้อมเพรียงกันอย่างยิ่ง ไม่มีอาการลังเลหรืออยากจะสู้ต่อเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นภาพนี้ แววตาหวาดระแวงในดวงตาของฮั่วอวิ๋นเฟิงและหลิวจี้ก็ยิ่งลึกล้ำขึ้นไปอีก
"มานี่ เอาตัวใต้เท้าต่งกับพวกหัวหน้าโจรมามอบให้ท่านแม่ทัพฮั่วกับท่านแม่ทัพหลิวเร็ว" หลี่มูยืดเส้นยืดสายบิดขี้เกียจ กวักมือเรียกคนด้านหลัง เห็นเพียงพวกชายฉกรรจ์ทีมล่าสัตว์และทัพเป้ยกุยสิบกว่านายเดินเข้ามา โยนร่างของพวกหัวหน้าโจรที่ถูกมัดเป็นบ๊ะจ่างลงกับพื้น
ใต้เท้าต่งเองก็ไม่เว้น
"ครั้งนี้คงต้องรบกวนท่านแม่ทัพทั้งสอง ช่วยรายงานความผิดฐานสมคบคิดกับโจรป่าของต่งเป่าเฟิงขึ้นไปให้ราชสำนักรับทราบและลงโทษ เพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้กับชาวบ้านตาดำ ๆ อย่างพวกข้าด้วยนะขอรับ ! "
ฮั่วอวิ๋นเฟิงหอบหายใจหนัก สายตาจ้องเขม็งไปที่หลี่มูตาไม่กะพริบ ราวกับอยากจะใช้สายตานั้นแล่เนื้อเถือหนังเขาให้เป็นหมื่น ๆ ชิ้น
เขาย่อมรู้ดีแก่ใจ ว่าที่หลี่มูจัดฉากแบบนี้ขึ้นมา ก็เพื่อจะเตือนและแก้แค้นเขาที่วางแผนตลบหลังในครั้งนี้
แม้ในใจจะแค้นจนแทบอยากจะสับร่างพรานป่าน่ารังเกียจผู้นี้ให้เป็นชิ้น ๆ แต่สติสัมปชัญญะก็คอยเตือนสติตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าอย่าทำเรื่องโง่ ๆ เด็ดขาด
กองทหารม้าทัพนี้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน ซ้ำยังเชื่อฟังคำสั่งของหลี่มูอย่างเคร่งครัด หากเกิดการปะทะกันขึ้นมาจริง ๆ เกรงว่าทหารที่เขาพามาทั้งหมดคงได้ละลายหายไปทั้งกองทัพแน่ !
"นั่นเป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว ! " ฮั่วอวิ๋นเฟิงไม่ปริปาก แต่หลิวจี้กลับก้าวออกมายิ้มแหย ๆ พลางเอ่ย "ต่งเป่าเฟิงเพื่อแก้แค้นเรื่องส่วนตัว ถึงกับสมคบคิดกับโจรป่า เป็นความผิดมหันต์ ตามกฎหมายบ้านเมืองย่อมไม่อาจละเว้นได้"
"บัดนี้จับได้คาหนังคาเขาพร้อมหลักฐาน รอข้ารายงานให้ราชสำนักรับทราบ จะต้องสั่งริบทรัพย์ประหารมันอย่างแน่นอน ! "
มุมปากของหลี่มูเผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ เขาพยักหน้า เอ่ยเสียงเบาว่า
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ชาวบ้านอย่างข้าก็ขอขอบพระคุณท่านแม่ทัพทั้งสองมากขอรับ"