- หน้าแรก
- กระถางเซียนหมิงพลิกชะตาขอทานน้อย
- บทที่ 17 - ทวงคืนความยุติธรรม
บทที่ 17 - ทวงคืนความยุติธรรม
บทที่ 17 - ทวงคืนความยุติธรรม
บทที่ 17 - ทวงคืนความยุติธรรม
แม้ตอนนี้หลินเหยียนจะมีอำนาจอยู่ในมือ แต่เขาก็เข้าใจสัจธรรมที่ว่า 'ยิ่งกร่างมาก ยิ่งตายเร็ว' ได้เป็นอย่างดี เขาจึงไม่ได้แสดงท่าทีเย่อหยิ่งจองหองราวกับพวกคนพาลที่ได้ดีแล้วลืมตัวเพียงเพราะตนเองเริ่มมีชื่อเสียง
กับการประจบสอพลอของหัวหน้าหยาง หลินเหยียนเองก็ทำตัวไม่ถูกอยู่ชั่วขณะ
ตั้งแต่เขาเข้ามาทำงานในจวน หัวหน้าหยางคนนี้ก็ไม่ได้ตั้งใจกลั่นแกล้งอะไรเขา บทลงโทษที่หนักที่สุดก็แค่ให้เขาสับฟืนครึ่งวัน โทษฐานที่เขามัวแต่บำเพ็ญเพียรจนกลับมาจากการหาบน้ำล่าช้า ซึ่งเรื่องนั้นก็โทษอีกฝ่ายไม่ได้ เพราะหัวหน้าหยางก็แค่ทำตามกฎระเบียบเท่านั้น
หลินเหยียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สายตามองไปที่ก้อนเงินบนโต๊ะ คิดไปคิดมาอยู่นาน สุดท้ายก็เอ่ยปากออกไป
"หัวหน้าหยาง ตลอดสองเดือนกว่าที่ผ่านมา ท่านก็ทำตามหน้าที่ ไม่ได้ตั้งใจกลั่นแกล้งอะไรข้าเลย และก็ไม่ได้ล่วงเกินอะไรข้าด้วย"
"ท่านเก็บเงินจำนวนนี้กลับไปเถอะ ท่านไม่มีความจำเป็นต้องขอขมาข้าหรอก"
เมื่อได้ยินคำพูดของหลินเหยียน รอยยิ้มบนใบหน้าของหัวหน้าหยางก็แข็งค้าง การที่หลินเหยียนไม่ยอมรับเงิน ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีใจเลย ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกหวาดหวั่นยิ่งกว่าเดิม จนถึงกับทิ้งตัวลงคุกเข่าดังก้อง
ในความคิดของเขา การที่หลินเหยียนปฏิเสธเงิน ก็เท่ากับว่าหลินเหยียนยังไม่ยอมให้อภัยเขา
อีกฝ่ายเป็นถึงเซียนผู้สูงส่ง แต่เขากลับจิกหัวใช้งานเซียนผู้นั้นมาตั้งสองเดือนกว่า แถมยังเคยลงโทษอีกด้วย อีกฝ่ายจะไม่เก็บความแค้นไว้ในใจได้อย่างไร
"ท่านเซียนผู้สูงส่ง เรื่องในอดีต ผู้น้อยเป็นคนมีตาหามีแววไม่ ล่วงเกินท่านเซียน ขอท่านเซียนโปรดอภัยให้ผู้น้อยด้วยเถิด"
"ผู้น้อยทราบดีว่าท่านเซียนย่อมไม่เห็นคุณค่าของเงินทองโสมมเหล่านี้ แต่นี่คือน้ำใจของผู้น้อย และเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ผู้น้อยมี"
"ขอท่านเซียนโปรดรับไว้ และละเว้นชีวิตหมาๆ ของผู้น้อยด้วยเถิด"
พูดจบ เขาก็ก้มกราบลงกับพื้นอย่างนอบน้อม
ภาพเหตุการณ์นี้ทำเอาอีกสองคนที่เหลือถึงกับสะดุ้งตกใจ พวกเขาเองก็ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไรดี
หลินเหยียนเองก็ชะงักไปเช่นกัน ดูเหมือนว่าการปฏิเสธของเขาจะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว
จู่ๆ จะให้เขาอธิบาย เขาก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน ว่าเขาไม่ได้โกรธแค้นอะไรเลยจริงๆ
แต่พอเห็นสภาพของหัวหน้าหยางแล้ว หลินเหยียนก็รู้สึกว่าถ้าไม่รับเงินก้อนนี้ อีกฝ่ายคงกินไม่ได้นอนไม่หลับแน่ๆ
เอาเถอะ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็จะรับเงินจำนวนนี้ไว้ก็แล้วกัน
"เฮ้อ ท่านเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว แต่ในเมื่อท่านถึงขนาดนี้ ข้าก็จะรับถุงเงินนี้ไว้ก็แล้วกัน ท่านจงสบายใจเถิด ข้าไม่ได้เก็บเรื่องพวกนั้นมาโกรธแค้นท่านเลยจริงๆ"
เมื่อได้ยินว่าหลินเหยียนยอมรับเงินไปแล้ว หัวหน้าหยางก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
มนุษย์เราก็เป็นเช่นนี้แหละ มักจะคิดไปเองว่าการที่อีกฝ่ายไม่ยอมรับของขวัญ ก็คือการปฏิเสธ
หัวหน้าหยางที่ทำงานอยู่ในจวนตระกูลเจี่ยมานานหลายปี ยิ่งมีนิสัยแบบนี้ฝังรากลึก สันดานดิบของเขาค่อนข้างจะเห็นแก่ผลประโยชน์อยู่แล้ว
พอหลินเหยียนรับเงินไป เขากลับรู้สึกดีอกดีใจและกล่าวขอบคุณเสียยกใหญ่
มื้อนี้หลินเหยียนกินอย่างเอร็ดอร่อย อาหารบนโต๊ะล้วนเป็นของที่เขาไม่เคยลิ้มลองมาก่อนทั้งสิ้น
แถมยังมีคนคอยปรนนิบัติพัดวีอยู่ข้างๆ อีกสามคน หลินเหยียนไม่เคยได้รับการปฏิบัติราวกับราชาเช่นนี้มาก่อนเลย
หลังมื้ออาหารไม่นาน คหบดีเจี่ยก็มาขอเข้าพบ
จุดประสงค์ย่อมหนีไม่พ้นการเกลี้ยกล่อมให้เขาอยู่พำนักที่จวนตระกูลเจี่ยต่อไป โดยอ้างเหตุผลเรื่องการทดแทนบุญคุณ
ด้วยคำเชิญชวนอย่างกระตือรือร้นของคหบดีเจี่ย หลินเหยียนก็ตอบตกลง และกลายมาเป็นแขกผู้มีเกียรติของตระกูลเจี่ยในที่สุด
คหบดีเจี่ยไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมาย ไม่ได้ขอให้หลินเหยียนมาเป็นผู้อุปถัมภ์ของตระกูลเจี่ยเพื่อคอยคุ้มครองพวกเขาในภายภาคหน้า
เขาเพียงแค่หวังให้หลินเหยียนอยู่พำนักที่นี่ให้นานอีกสักหน่อย เพื่อให้ตระกูลเจี่ยได้ซึมซับบารมีแห่งความเป็นเซียนบ้างก็เท่านั้น
หลินเหยียนตอบตกลงอย่างยินดี อุตส่าห์อาศัยสถานะความเป็นเซียนเกาะใบบุญเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองได้สำเร็จ เขาย่อมไม่อยากจากไปไหนอยู่แล้ว
ด้วยความมั่งคั่งของตระกูลเจี่ย ครึ่งชีวิตที่เหลือของเขาคงมีกินมีใช้ไปตลอด
ถ้าเป็นไปได้ เขาเองก็อยากจะอยู่พำนักที่จวนตระกูลเจี่ยตลอดไปเช่นกัน
ไม่กี่วันต่อมา ที่หมู่บ้านต้าเหอซู่ บริเวณนอกเมืองป๋อหยาง
เจ้าหน้าที่ทางการในชุดมือปราบหลายนาย พร้อมกับชายฉกรรจ์แต่งกายสะอาดสะอ้านอีกหลายคน ได้ก้าวเข้ามาในหมู่บ้านด้วยท่าทีเร่งรีบ
เจ้าหน้าที่เหล่านี้ล้วนพกดาบไว้ที่เอว ท่าทางดูดุดันและเอาเรื่อง
การที่เจ้าหน้าที่ทางการเข้ามาในหมู่บ้าน สำหรับหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่มาก
ปกติแล้วนอกจากจะมาเก็บภาษี เจ้าหน้าที่เหล่านี้แทบจะไม่มาเยือนหมู่บ้านเล็กๆ แบบนี้เลย
ทันใดนั้น ชาวบ้านก็เริ่มจับกลุ่มซุบซิบนินทากัน แอบมองดูว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้กำลังจะไปที่ไหน
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ประตูบ้านหลังนี้ดูเก่าทรุดโทรม กำแพงล้อมรอบก็สร้างจากดินเหนียว
"เปิดประตู! รีบเปิดประตูเดี๋ยวนี้!" เจ้าหน้าที่ทุบประตูบ้านอย่างเกรี้ยวกราด
"เอ๊ะ นั่นมันบ้านของเฒ่าหลินนี่นา พวกใต้เท้าไปทำอะไรที่บ้านเขากัน?"
"ไม่รู้สิ หรือว่าเฒ่าหลินไปล่วงเกินใครเข้า?"
"มา ไปดูกันเถอะ"
หมู่บ้านนี้มีเพียงไม่กี่สิบครัวเรือน ข่าวลือจึงแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานชาวบ้านกลุ่มใหญ่ก็มารุมล้อมดูเหตุการณ์
"ใครกัน ทุบประตูเสียงดังโวยวายทำไม! ถ้าประตูพัง พวกแกต้องชดใช้ให้ข้าด้วย!"
หวังลี่เดินสบถด่าออกมาจากกระท่อมมุงจาก
ทันทีที่ก้าวพ้นประตู นางก็แสดงท่าทีดุดันราวกับหญิงปากร้าย
แต่เมื่อเปิดประตูออกมา นางก็ต้องสะดุ้งเฮือก เพราะมีชายฉกรรจ์ในชุดขุนนางยืนอออยู่เต็มหน้าบ้าน
ความเย่อหยิ่งจองหองเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น
"ใต้เท้าทุกท่าน ไม่ทราบว่ามีธุระอันใดหรือเจ้าคะ?"
"เจ้าคือหวังลี่ใช่หรือไม่?" หัวหน้ามือปราบกวาดตามองนางตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะเอ่ยถาม น้ำเสียงดุดันและทรงอำนาจ ทำให้ชาวบ้านธรรมดาๆ ฟังแล้วรู้สึกหวาดกลัว
"หญิงผู้นี้คือหวังลี่เจ้าค่ะ" หวังลี่ตอบอย่างซื่อตรง
"แล้วหลินฟู่ สามีของเจ้าล่ะ?"
"ใต้เท้ามาตามหาหลินฟู่หรือเจ้าคะ?"
"ใช่ ไปเรียกตัวมันออกมาเดี๋ยวนี้"
"เจ้าค่ะ ใต้เท้า เฒ่าหลิน... เฒ่าหลิน..." หวังลี่ร้องเรียกสามีสองครั้ง
หลินฟู่รีบวิ่งหน้าตั้งออกมาจากห้องน้ำ
"มาแล้วๆ เอ๊ะ ทำไมถึงมีใต้เท้ามากันเยอะแยะขนาดนี้ล่ะขอรับ? ไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดหรือ?"
"เจ้าคือหลินฟู่ใช่หรือไม่?" หัวหน้ามือปราบถามย้ำอีกครั้ง
"ใช่ ผู้น้อยเองขอรับ ไม่ทราบว่าใต้เท้าตามหาผู้น้อยด้วยเรื่องอันใด?"
"เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว นายอำเภอมีคำสั่งเรียกตัวพวกเจ้า ตามพวกเรามา"
"นายอำเภอ ใต้เท้า ผู้น้อยไปทำผิดอะไรมาหรือขอรับ ถึงได้เป็นเรื่องใหญ่โตไปถึงหูนายอำเภอ?"
"พูดมากจริง พวกเจ้าทุกคนต้องตามพวกเราไป นำตัวไป"
หัวหน้ามือปราบชี้ไปที่สองสามีภรรยา โดยไม่สนใจจะอธิบายให้มากความ เขาส่งสัญญาณให้ลูกน้องจับตัวทั้งสองคนไป
"เอ๊ะๆ พวกท่านจะทำอะไรเนี่ย อย่าผลักข้าสิ"
ขณะที่ถูกคุมตัวไป หวังลี่ยังคงตะโกนโวยวาย แต่เจ้าหน้าที่เหล่านี้มีหรือจะสนใจ พวกเขาผลักไสนางอย่างหยาบคาย
เมื่อพาสองสามีภรรยาออกไปแล้ว ชายสองคนที่ไม่ได้สวมชุดขุนนางก็เดินเข้าไปในบ้าน
พวกเขาใช้เครื่องมืองัดแงะแผ่นอิฐตรงมุมกำแพง และพบกล่องไม้เก่าๆ ใบหนึ่งซ่อนอยู่ เมื่อเปิดออกดู ก็พบโฉนดบ้านและโฉนดที่ดินหลายฉบับอยู่ภายใน
"นี่คือโฉนดที่ดินและโฉนดบ้านที่ท่านเซียนหลินพูดถึงใช่หรือไม่?"
"ใช่แล้ว นี่แหละ ได้ของมาแล้ว พวกเรากลับกันเถอะ"
เมื่อกลุ่มคนเดินจากไปไกล ชาวบ้านก็เริ่มซุบซิบนินทากันอีกครั้ง
"ดูท่าทางสองสามีภรรยาตระกูลหลินจะเจอดีเข้าให้แล้ว โดนจับตัวไปแบบนี้ไม่รู้จะได้กลับมาหรือเปล่า"
"ข้าว่าสมควรแล้วล่ะ พวกเจ้าจำไม่ได้หรือว่าบ้านหลังนี้พวกเขาฮุบมาจากหลานชาย"
"บ้านหลังนี้เดิมทีเป็นของครอบครัวหลินหยางพี่ชายของเขา แต่เขาอาศัยจังหวะที่พี่ชายและพี่สะใภ้ตาย ฮุบเอาบ้านของหลานชายมาเป็นของตัวเอง ข้าว่านี่แหละกรรมตามสนอง"
"นั่นสิ ดูจากท่าทางดุดันของใต้เท้าพวกนั้นแล้ว สองคนนี้คงต้องเจอดีแน่ๆ"
(จบแล้ว)