- หน้าแรก
- กระถางเซียนหมิงพลิกชะตาขอทานน้อย
- บทที่ 11 - ขั้นรวบรวมปราณระดับหนึ่ง
บทที่ 11 - ขั้นรวบรวมปราณระดับหนึ่ง
บทที่ 11 - ขั้นรวบรวมปราณระดับหนึ่ง
บทที่ 11 - ขั้นรวบรวมปราณระดับหนึ่ง
ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยาม เนื่องจากถังน้ำของหลินเหยียนถูกปัดจนคว่ำ คนอื่นๆ จึงทำงานเสร็จกันหมดแล้ว เหลือเพียงเขาคนเดียวที่ต้องวิ่งไปตักน้ำเพิ่มอีกหนึ่งรอบ
หลินเหยียนวางถังน้ำทั้งสองใบลงใต้สายน้ำพุ แล้วยืนรออย่างใจเย็นจนกว่าน้ำจะเต็ม
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่า วันนี้มีน้ำไหลลงไปในกระถางเล็กตั้งมากมาย สู้ฉวยโอกาสนี้ลิ้มลองดูสักหน่อยดีกว่า ว่าน้ำในกระถางที่ผสมผสานกับน้ำพุธรรมชาติจะมีสรรพคุณเช่นไร
เขาตบหน้าอกเบาๆ กระถางเล็กสีดำก็ปรากฏขึ้นในมือ
เมื่อมองดูน้ำที่อยู่ครึ่งกระถาง เขาก็ยกขึ้นดื่มอึกๆ ไปหลายคำ
ทันทีที่น้ำอึกแรกลงสู่ท้อง เขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
น้ำนี้ไม่เพียงแต่จะหวานหอมยิ่งขึ้น แต่ยังมีกลิ่นอายพิเศษบางอย่างแฝงอยู่ด้วย ความรู้สึกนี้ช่างคุ้นเคยยิ่งนัก มันเหมือนกับความรู้สึกตอนที่เขาดูดซับพลังงานจากรอบข้างเวลาบำเพ็ญเพียรไม่มีผิด
เขาพอจะเดาออกลางๆ ว่าสิ่งที่แฝงอยู่ในน้ำนี้ก็คือ พลังปราณ
ในเคล็ดวิชาฉางเซิงมีคำอธิบายไว้อย่างละเอียดว่า หากต้องการบำเพ็ญเพียรเป็นเซียน จำเป็นต้องดูดซับพลังปราณ ต้องดูดซับพลังปราณให้เพียงพอเท่านั้น จึงจะสามารถก้าวเดินไปสู่ความแข็งแกร่งได้อย่างทีละก้าว
เมื่อน้ำที่แฝงไปด้วยพลังปราณไหลลงสู่ท้อง หลินเหยียนก็รู้สึกว่าภายในกระเพาะอาหารมีพลังปราณแตกกระจายออกอย่างต่อเนื่อง พลังปราณเหล่านี้พวยพุ่งเข้าสู่เส้นชีพจร แล้วไหลเวียนไปทั่วร่าง
หลินเหยียนรีบนั่งขัดสมาธิ ปากพึมพำท่องเคล็ดวิชาเพื่อโคจรพลังตามเคล็ดวิชาฉางเซิง
พลังปราณในร่างกายของเขาไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรอย่างไม่หยุดยั้ง ก่อนจะไปบรรจบรวมกันที่จุดตันเถียน
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน เขารู้สึกว่าพลังปราณในร่างกายถูกดูดซับจนหมดเกลี้ยง จึงรีบยกกระถางเล็กขึ้นมา แล้วกระดกดื่มอึกๆ ไปอีกหลายคำ
ไม่รู้ว่าเขาดื่มน้ำปราณนี้ไปมากเท่าไหร่ หลินเหยียนรู้สึกเหมือนดื่มเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่ม
จนกระทั่งเขารู้สึกได้ว่าบริเวณจุดตันเถียนมีมวลอากาศก่อตัวขึ้น
หลังจากโคจรพลังผ่านไปไม่รู้กี่รอบ ในที่สุดมวลอากาศนี้ก็จับตัวแข็งแกร่ง และตั้งมั่นอยู่ที่บริเวณตันเถียนอย่างมั่นคง
หลินเหยียนรู้สึกดีใจจนเนื้อเต้น ปรากฏการณ์เช่นนี้เขาเคยอ่านเจอในเคล็ดวิชาฉางเซิงมาก่อน
ในตำราระบุไว้ว่า เมื่อฝึกฝนเคล็ดวิชามาถึงระดับที่หนึ่ง บริเวณจุดตันเถียนจะปรากฏมวลอากาศที่มั่นคง ซึ่งขอบเขตนี้เรียกว่า ขั้นรวบรวมปราณระดับหนึ่ง
หลินเหยียนค่อยๆ คลายพลังลง เขาลูบคลำที่จุดตันเถียน สัมผัสได้ถึงมวลอากาศที่ซ่อนอยู่ภายใน ใจก็เต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น
เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าตัวเองจะฝึกฝนได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับน้ำปราณในกระถางเล็ก
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า ถึงได้รู้ตัวว่าตอนนี้ฟ้ามืดลงแล้ว
นี่เขาเผลอนั่งบำเพ็ญเพียรไปกว่าสองชั่วยามเลยหรือนี่
"แย่แล้ว ดึกป่านนี้แล้วหรือนี่!" หลินเหยียนรีบหิ้วถังน้ำทั้งสองใบ แล้วสับเท้าวิ่งกลับไปที่จวนตระกูลเจี่ยอย่างรวดเร็ว
หลินเหยียนเพิ่งจะออกตัววิ่ง เขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า อาการบาดเจ็บที่ขาของเขาหายสนิทแล้ว อาการเดินกะเผลกๆ หายไปจนหมดสิ้น กลับมาเดินเหินได้เหมือนคนปกติทุกประการ
เคล็ดวิชาเซียนนี่ช่างมหัศจรรย์นัก ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับสมรรถภาพร่างกาย แต่ยังสามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้อีกด้วย
เมื่อหลินเหยียนกลับมาถึงจวนตระกูลเจี่ย ก็เป็นเวลาอาหารเย็นพอดี
ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าไปในโรงอาหาร เขาก็เห็นหัวหน้าหยางยืนอยู่
"ไอ้หนู แกหายหัวไปไหนมา ทำไมถึงเพิ่งกลับมาป่านนี้?" หัวหน้าหยางตวาดใส่เขาสียงดัง
"ขออภัยด้วยขอรับหัวหน้าหยาง ระหว่างทางข้าบังเอิญเจออุบัติเหตุนิดหน่อย"
"แค่ไปหาบน้ำมันจะไปเจออุบัติเหตุอะไรได้? ข้าว่าแกแอบอู้ไม่อยากกลับมาทำงานล่ะสิไม่ว่า!"
"เปล่าเลยขอรับ เปล่าเลยจริงๆ"
"หุบปากไปเลย ทำโทษให้แกกินข้าวเสร็จแล้วไปสับฟืนที่เหลือให้หมด ถ้าสับไม่เสร็จก็ห้ามนอน"
"ขอรับ"
หลินเหยียนไม่ได้รู้สึกน้อยใจอะไร เพราะเขาเองก็รู้ตัวว่าเสียเวลาไปนานมากจริงๆ
หลินเหยียนเดินไปที่กะละมังข้าว ตักข้าวกล้องพูนๆ จนเต็มชาม
วันนี้เขาหิวจัดจริงๆ การบำเพ็ญเพียรช่างสูบพลังงานมากมายเหลือเกิน
หลังจากกินอิ่มแล้ว คนอื่นๆ ก็พากันเตรียมตัวเข้านอน มีเพียงเขาคนเดียวที่ถือขวานสับฟืนอย่างขยันขันแข็ง
แต่สำหรับเขาแล้ว นี่ไม่ใช่งานหนักอะไรเลย หลังจากทะลวงเข้าสู่ขั้นรวบรวมปราณระดับหนึ่ง พละกำลังของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ท่อนไม้ที่คนธรรมดาต้องใช้ขวานจามถึงห้าหกครั้งกว่าจะแตก แต่เขากลับใช้ขวานจามเพียงครั้งเดียวก็ขาดสะบั้น
ตอนที่หัวหน้าหยางเดินผ่านมา ก็เห็นหลินเหยียนกำลังแกว่งขวานอย่างทะมัดทะแมงราวกับพยัคฆ์ติดปีก
"หัวหน้าหยาง ท่านมาพอดีเลย ภารกิจที่ท่านมอบหมาย ข้าทำเสร็จหมดแล้วนะขอรับ"
"แม่เจ้าโว้ย ไอ้หนู แกนี่ช่างแข็งแกร่งเสียจริง งานเยอะขนาดนี้ คนสองคนยังทำไม่เสร็จในเวลาสั้นๆ ขนาดนี้เลย แกกลับจัดการคนเดียวจนเสร็จหมดเลยเรอะ?" หัวหน้าหยางมองหลินเหยียนด้วยสีหน้าประหลาดใจ
"ไม่มีอะไรหรอกขอรับ ข้าก็แค่พอมีแรงอยู่บ้างเท่านั้นเอง"
"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อนนะขอรับ" หลินเหยียนวางขวานลง แล้วเดินกลับห้องพักไป
ยามค่ำคืน เมื่อทุกคนหลับสนิท หลินเหยียนก็เข้าสู่ "ความฝัน" อีกครั้ง
ตอนนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว เขาสามารถควบคุมความฝันนี้ได้อย่างสมบูรณ์ และเขาก็รู้ดีว่านี่คือมิติภายในกระถางเล็ก
ภายในมิติแห่งนี้ มีลูกบอลน้ำหลายลูกลอยอยู่เหนือศีรษะ ซึ่งก็คือน้ำพุภูเขาที่เขารองใส่เข้ามานั่นเอง
"ดีจังเลย จะได้บำเพ็ญเพียรต่อแล้ว"
หลินเหยียนนั่งลง แล้วเปิดอ่านเคล็ดวิชาฉางเซิง
ในเคล็ดวิชาฉางเซิงยังมีวิชาอาคมขั้นพื้นฐานแนบมาด้วยสองสามวิชา ซึ่งเป็นเพียงวิชาระดับเริ่มต้นเท่านั้น แถมยังไม่สมบูรณ์อีกต่างหาก
ตำราที่เขามีเป็นเพียงครึ่งเล่ม เคล็ดวิชามีแค่หกระดับ และมีวิชาอาคมเพียงสามวิชาเท่านั้น
วิชาอาคมทั้งสามนั้นได้แก่ วิชานัยน์ตาสวรรค์, วิชาควบคุมสิ่งของ และวิชาลูกไฟ
ในบรรดาวิชาอาคมทั้งสาม วิชาที่ดึงดูดความสนใจของเขามากที่สุดก็คือวิชาลูกไฟ แค่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่า หากฝึกฝนสำเร็จ จะสามารถเสกไฟลูกโตออกมาจากความว่างเปล่าได้
หากเขาสามารถใช้คาถานี้ต่อหน้าผู้คนได้ ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นยอดฝีมือในยุทธภพเก่งกาจมาจากไหน ก็คงไม่อาจรับมือเขาได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็เริ่มลงมือศึกษาทันที ปากท่องคาถาตามวิธีในตำรา พลางขับเคลื่อนพลังปราณ
เขาดึงพลังปราณภายในร่างกายมาหมุนเวียนด้วยวิธีพิเศษ
ในตำราระบุว่า ต้องดึงพลังปราณธาตุไฟและธาตุไม้ภายในร่างกายมารวมกันที่นิ้วมือทั้งห้าและใจกลางฝ่ามือ
ดังนั้นเขาจึงต้องเริ่มเรียนรู้วิธีการดึงพลังปราณตั้งแต่ต้น ซึ่งขั้นตอนนี้ซับซ้อนและยุ่งยากมาก
หลินเหยียนรู้สึกว่าฝ่ามือของตนเองเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ ราวกับถูกย่างอยู่บนกองไฟ
ใบหน้าของเขาแดงก่ำ หน้าผากเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
"อ๊าก!" หลินเหยียนหงายหลังล้มตึงลงไปนอนกองกับพื้น
ตอนนี้แขนขวาของเขาสั่นเทาไปทั้งท่อน หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เขาหอบหายใจเข้าออกเฮือกใหญ่
วิชาลูกไฟนี้ฝึกฝนยากกว่าที่เขาคิดไว้มากนัก ก็อย่างว่าแหละ ถาวิชาอาคมมันฝึกง่ายขนาดนั้น การจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรก็คงจะง่ายเกินไปแล้ว
เมื่อครู่นี้เขาแค่รู้สึกร้อนวูบวาบที่มือ แต่กลับไม่สามารถรวมพลังจนเกิดเป็นลูกไฟได้เลย อย่าว่าแต่ลูกไฟเลย แค่เปลวไฟดวงเล็กๆ ก็ยังไม่โผล่มาให้เห็น ซ้ำยังสูบเรี่ยวแรงของเขาไปจนหมดสิ้นอีกต่างหาก
หลินเหยียนนอนพักอยู่บนพื้นพักใหญ่ จึงค่อยๆ ลุกขึ้นมา ลูบแขนขวาที่ปวดเมื่อย แล้วก้มลงมองตำราอีกครั้ง
"ข้าก็ฝึกตามวิธีในตำราทุกอย่าง ไม่ได้ผิดพลาดตรงไหนนี่นา แล้วทำไมถึงได้เจ็บปวดทรมานขนาดนี้"
เขายื่นฝ่ามือออกไป แล้วลองฝึกตามตำราอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ใจร้อน พยายามทำทุกอย่างให้ช้าลง
แต่เมื่อพลังปราณเริ่มไหลมารวมกันที่แขนขวา ความรู้สึกร้อนผ่าวลึกถึงกระดูกก็จู่โจมเข้ามาอีกครั้ง
เขากัดฟันอดทนฝึกต่อไป จนกระทั่งถึงขีดจำกัดที่ร่างกายจะรับไหว ในที่สุดก็ทนความเจ็บปวดไม่ไหว ส่งเสียงร้องโหยหวนออกมา แล้วล้มลงไปนอนกับพื้นอีกครั้ง
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินเหยียนลากสังขารอันเหนื่อยล้าลุกขึ้นจากเตียง หลังจากการฝึกฝนเมื่อคืน เขากลับไม่ได้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าเหมือนทุกครั้ง แต่กลับรู้สึกอ่อนเพลียอย่างหนัก
ไม่เพียงแค่นั้น เขายังรู้สึกเหมือนแขนขวาแทบจะใช้งานไม่ได้ แค่ยกแขนขึ้นก็ยังลำบาก
พฤติกรรมแปลกๆ ของเขาถูกคนอื่นสังเกตเห็นอย่างรวดเร็ว
"เจ้าเป็นอะไรไปน่ะ?" คนงานรับใช้ที่อยู่ข้างๆ ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ข้ารู้สึกเหมือนแขนขวาจะใช้งานไม่ได้แล้ว มันปวดไปหมดเลย"
"ฮ่าๆ สงสัยเมื่อคืนแกคงจะสับฟืนบ้าพลังเกินไปหน่อยล่ะสิ กรรมตามสนองแล้วไง"
"นั่นสิ ข้ายังไม่เคยเห็นแกทำตัวบ้าพลังขนาดนั้นมาก่อนเลย วันนี้ยังลุกจากเตียงไหวก็ถือว่าเก่งแล้ว"
คนอื่นๆ รอบข้างต่างก็พากันหัวเราะเยาะเย้ยเขา
(จบแล้ว)