- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 401 ฉันชอบคนหน้าตาดี (43)
บทที่ 401 ฉันชอบคนหน้าตาดี (43)
บทที่ 401 ฉันชอบคนหน้าตาดี (43)
เยว่จงทรุดตัวลงนั่งที่มุมห้อง ดวงตาคู่นั้นจับจ้องไปยังอันหนิงไม่วางตา
ในใจของเขาเปี่ยมไปด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ อีกทั้งยังมีความอิจฉาริษยาและเคียดแค้นต่อเซียวหยวนอย่างลึกซึ้ง
ชีวิตความเป็นอยู่ของเยว่จงในยามนี้เรียกได้ว่าย่ำแย่เหลือทน
หวังชุนฮวาเป็นสตรีที่มีนิสัยดุร้ายเผด็จการ นับตั้งแต่แต่งเข้าตระกูลเยว่ นางก็กดขี่ข่มเหงสองแม่ลูกตระกูลเยว่มาโดยตลอด หากมีสิ่งใดไม่สบอารมณ์เพียงนิด นางก็มักจะดุด่าทุบตีเยว่จงอย่างไม่ไว้หน้า
ซ้ำร้าย หวังชุนฮวายังหน้าตาอัปลักษณ์ยิ่งนัก
แม้ตัวเยว่จงเองจะหน้าตาไม่ดี แต่ลึกๆแล้วเขากลับปรารถนาจะได้สตรีผู้หมดจดงดงามมาเป็นภรรยามาโดยตลอด ซึ่งหวังชุนฮวาไม่มีสิ่งใดที่ตรงตามมาตรฐานสตรีในดวงใจของเขาเลยแม้แต่อย่างเดียว ทุกครั้งที่เห็นหน้านาง เยว่จงจึงรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์เป็นที่สุด
นอกจากหน้านางจะไม่ชวนมองแล้ว หวังชุนฮวายังไร้ซึ่งความเป็นกุลสตรี งานบ้านงานเรือนก็จัดการได้ไม่เอาไหน ทำเอาเยว่จงไม่มีแก่ใจและไม่มีสมาธิที่จะอ่านตำราเตรียมสอบได้เลย
อารมณ์ด้านลบสั่งสมพอกพูนอยู่ในใจของเยว่จงมากมายมหาศาล
หากเป็นผู้ที่มีทัศนคติปกติทั่วไป ย่อมต้องพยายามหาทางระบายออก หรือเปิดอกพูดคุยกับหวังชุนฮวาตรงๆ เพื่อให้สามีภรรยาอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขเป็นอย่างน้อย
ทว่าเยว่จงกลับเป็นคนที่มีจิตใจมืดบอดโดยสันดาน เขาโยนความผิดของความไม่ราบรื่นในชีวิตทั้งหมดไปที่เซียวหยวนเพียงผู้เดียว
เขาเฝ้าแต่คิดว่า หากครานั้นไม่มีเซียวหยวนปรากฏตัวขึ้น คนที่ได้หมั้นหมายกับอันหนิงย่อมต้องเป็นเขาแน่นอน
หากคนที่แต่งให้เขาคืออันหนิง ทุกอย่างคงจะงดงามเพียงใด
อันหนิงทั้งงดงามและจิตใจดี นางย่อมต้องเข้ากับท่านแม่ของเขาได้เป็นอย่างดีแน่นอน อีกทั้งยังคงจัดการงานในบ้านได้อย่างเพียบพร้อมไร้ที่ติ ช่วยให้เขาจดจ่ออยู่กับการอ่านตำราได้อย่างเต็มที่ และเขากับอันหนิงก็คงจะครองรักกันอย่างหวานชื่นจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร
ยิ่งคิดเช่นนี้ เยว่จงก็ยิ่งชิงชังเซียวหยวนมากขึ้นทวีคูณ จนอยากจะให้เซียวหยวนตายตกไปเสียเดี๋ยวนี้
อันหนิงสัมผัสได้ถึงอารมณ์ด้านลบอันรุนแรงที่แผ่ออกมาจากตัวเยว่จง
เธอลอบสังเกตเขาอย่างแนบเนียน และพบว่ารอบกายของเยว่จงในยามนี้คล้ายกับถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีดำทะมึนชั้นหนึ่ง อันหนิงถึงกับขมวดคิ้วมุ่น
เซียวหยวนกุมมืออันหนิงไว้ "เป็นอะไรไปหรือ? อาหารที่นี่ไม่ถูกปากเจ้าหรืออย่างไร?"
อันหนิงส่งยิ้มให้เขา "ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ เพียงแต่เมื่อครู่ข้าเห็นเรื่องที่ชวนให้ไม่สบอารมณ์เข้าบางอย่าง"
เซียวหยวนพาอันหนิงเดินขึ้นชั้นบน "ที่โถงด้านล่างคนพลุกพล่าน ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเห็นคนที่ไม่เจริญหูเจริญตา พวกเราขึ้นไปทานข้าวข้างบนให้เงียบสงบหน่อยเถิด"
อันหนิงยิ้มรับและเดินตามเซียวหยวนขึ้นไป
ในช่วงจังหวะที่รออาหารมาเสิร์ฟ อันหนิงก็ครุ่นคิดถึงม่านหมอกสีดำที่ปกคลุมร่างของเยว่จงว่ามันคือสิ่งใดกันแน่
คิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็นึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้
ปีศาจฝันร้าย
มันคือภูตผีโบราณชนิดหนึ่งที่คอยสูบกินอารมณ์ด้านลบของมนุษย์ อาศัยด้านมืดในจิตใจคนมาหล่อเลี้ยงเพื่อเพิ่มพูนตบะของตนเอง หากคนผู้ใดมีอารมณ์ด้านลบมากเกินไป ในใจมีแต่ความอิจฉาริษยาผู้อื่นโดยไร้ซึ่งแสงสว่างในใจ ย่อมจะเป็นการชักนำให้ปีศาจฝันร้ายเข้ามาเกาะกิน
ทว่าสิ่งนี้ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ยุคบรรพกาล ควรจะสูญพันธุ์ไปนานแล้วมิใช่หรือ เหตุใดบนร่างของเยว่จงจึงยังมีสิ่งนี้อยู่อีก?
อันหนิงมัวแต่พะวงเรื่องของปีศาจฝันร้ายจนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เมื่ออาหารมาเสิร์ฟนางก็ไม่ยอมทาน เซียวหยวนจนปัญญาจึงต้องค่อยๆป้อนนางทีละคำ
กว่าอันหนิงจะรู้สึกตัว นางก็อิ่มไปครึ่งท้องแล้ว ในขณะที่เซียวหยวนยังไม่ได้ทานแม้แต่คำเดียว
เซียวหยวนทำหน้ามุ่ยพลางออดอ้อนอันหนิง "เจ้าไม่ยอมทานข้าวดีๆ แถมยังต้องให้ข้าป้อนอีก ยามนี้ข้าหิวจนไส้กิ่วไปหมดแล้ว ไม่ได้การละ เจ้าต้องป้อนข้าคืนบ้าง"
อันหนิงค้อนขวับใส่เซียวหยวน แต่สุดท้ายก็ยังยอมยกชามข้าวขึ้นมาป้อนเขาอยู่ดี พลางบ่นอุบไปป้อนไปว่า "ท่านยังเป็นเด็กอยู่อีกหรือ? ถึงต้องมีคนคอยป้อนข้าวป้อนน้ำเช่นนี้..."
เซียวหยวนอ้าปากกว้าง ส่งสัญญาณให้อันหนิงคีบเนื้อให้เขาบ้าง
อันหนิงคีบเนื้อปลาที่แกะก้างออกจนหมดแล้วป้อนใส่ปากเซียวหยวน "รีบทานเข้าเถิดเจ้าค่ะ"
หลังจากทานเสร็จ ยามที่อันหนิงกับเซียวหยวนกำลังจะเดินออกจากเหลาสุรา เยว่จงยังคงนั่งดื่มเหล้าดับทุกข์อยู่ที่โถงชั้นล่างเพียงลำพัง
อันหนิงสังเกตเห็นว่าเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ม่านหมอกสีดำรอบตัวเยว่จงกลับเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม
นางรู้ดีว่านี่คือสัญญาณที่ปีศาจฝันร้ายเริ่มกล้าแกร่งขึ้นอีกระดับ
หากปล่อยให้ปีศาจฝันร้ายเติบโตต่อไปเช่นนี้ อีกไม่นานเกรงว่าทั้งเมืองหลวงมณฑลคงต้องถูกปกคลุมด้วยอารมณ์ที่มืดหม่นและเลือดเย็น จิตใจของผู้คนจะถูกกระตุ้นให้เผยสันดานดิบอันโหดเหี้ยมที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดออกมา เมื่อถึงเวลานั้นผู้คนจะเข่นฆ่าราวีกันเอง และไม่มีใครในเมืองนี้ที่จะรอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ไปได้
เมื่อนึกถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา ในใจของอันหนิงก็พลันรู้สึกหนาวเยือก
เมื่อกลับถึงบ้าน เซียวหยวนเอ่ยถามอันหนิงด้วยความห่วงใย "เจ้าเป็นอะไรไปกันแน่? วันนี้ทั้งวันดูไม่สดใสเลย ในใจมีเรื่องกังวลอยู่ใช่หรือไม่?"
อันหนิงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ "มีเรื่องอยู่บ้างเจ้าค่ะ แต่ท่านพี่อย่าได้กังวลไปเลย ยามนี้ท่านควรมีสมาธิกับการอ่านตำราและตั้งใจสอบให้ดีก็พอ"
"ตกลงมันคือเรื่องอะไรกันแน่?"
เซียวหยวนเป็นห่วงอันหนิงยิ่งนัก เขากุมมือนางไว้พลางเอ่ยถามเสียงเบา "ข้าเป็นสามีของเจ้านะ หากเจ้ามีเรื่องที่ตัดสินใจไม่ได้ก็บอกข้าเถิด พวกเราจะได้ช่วยกันหาทางออก สองหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว ไม่แน่ว่าพวกเราอาจจะคิดวิธีการดีๆออกก็ได้ ส่วนเรื่องอ่านตำราสอบนั้น เจ้ายังไม่เชื่อมั่นในตัวข้าอีกหรือ ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าระดับข้าแล้ว ต่อให้สอบจิ้นซื่อก็ยังไม่ใช่ปัญหา นับประสาอะไรกับการสอบจวี่เหรินเล็กๆนี่"
หากจะบอกว่าคำพูดช่วงแรกของเซียวหยวนทำให้อันหนิงซาบซึ้งใจ คำพูดช่วงท้ายก็ทำเอานางทั้งขำทั้งสลดใจจนพูดไม่ออก
"เจ้าค่ะ ท่านพี่เก่งที่สุด ท่านพี่เยี่ยมยอดที่สุดแล้ว"
อันหนิงยิ้มพลางซุกตัวเข้าในอ้อมกอดของเซียวหยวน "สามีของข้าดีที่สุดเลย ทั้งรูปโฉมหล่อเหลา เรียนหนังสือก็เก่ง นิสัยดี คุณธรรมเด่น แถมยังร่ำรวยอีกด้วย ไอหยา... เหตุใดข้าถึงดวงดีเช่นนี้หนอ ที่ได้มาพบกับสามีที่แสนดีเช่นท่าน"
คำเยินยอเหล่านี้ทำให้เซียวหยวนรู้สึกกระชุ่มกระชวยหัวใจยิ่งนัก
"เจ้าก็ต้องดวงดีที่สุดอยู่แล้ว สามีบ้านอื่นจะมีใครหล่อเหลาเท่าข้า หรือมีความรู้ท่วมหัวเท่าข้าได้อีกเล่า"
อันหนิงลอบยิ้มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาใช้มือทั้งสองโอบรอบลำคอของเซียวหยวน แล้วประทับจุมพิตที่ริมฝีปากเขาอย่างรวดเร็วคราหนึ่ง "ท่านสามีที่แสนดีที่สุดในใต้หล้า ภายภาคหน้าท่านต้องดีต่อข้าให้มากขึ้นไปอีกนะเจ้าคะ นอกจากข้ากับท่านแม่แล้ว ท่านห้ามมองสตรีอื่นแม้เพียงแวบเดียวเด็ดขาด อีกอย่างคือห้ามทำให้ข้าโกรธ ต้องเชื่อฟังข้า และต้องคอยช่วยเหลือข้าในทุกๆเรื่อง ท่านตกลงหรือไม่?"
หัวใจของเซียวหยวนอ่อนระทวยและหวานล้ำราวกับได้ดื่มน้ำผึ้ง
เขารีบพยักหน้าหงึกหักทันที "ตกลง ข้าจะเชื่อฟังเจ้าทุกอย่าง"
หลังจากหยอกล้อหัวเราะต่อกระซิกกันอยู่พักหนึ่ง อันหนิงจึงเริ่มเล่าเรื่องปีศาจฝันร้ายให้เซียวหยวนฟัง
"ปีศาจฝันร้ายหรือ?"
เซียวหยวนพอจะเคยได้ยินมาบ้าง "นั่นมิใช่วิชาคุณไสยแขนงหนึ่งหรอกหรือ?"
อันหนิงพยักหน้า "มันคือวิชาคุณไสยอย่างหนึ่งเจ้าค่ะ แต่เดิมเริ่มแรกมันคืออสูรกายจากยุคบรรพกาล ข้าจำได้ว่าสิ่งนี้สาบสูญไปนับพันปีแล้ว เหตุใดจึงปรากฏขึ้นมาอีกได้?"
ใจของเซียวหยวนพลันเต้นรัวด้วยความกังวล "หนิงหนิง พวกเราไม่สอบมันแล้ว กลับบ้านกันเถิด"
อันหนิงส่ายหน้า "หนีไม่พ้นหรอกเจ้าค่ะ เยว่จงเองก็เป็นคนชิงหยวน เขาย่อมต้องกลับไปที่นั่น หากไม่กำจัดปีศาจฝันร้ายเสียแต่วันนี้ มันจะสร้างความปั่นป่วนไปทั่วใต้หล้า และพวกเราก็ไม่มีใครหนีรอดไปได้"
เซียวหยวนโอบกอดอันหนิงไว้แน่น "เช่นนั้นเราควรทำอย่างไรดี?"
อันหนิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ข้าจะเขียนจดหมายไปหาหวังชุนฮวา ให้นางรีบเดินทางมาที่เมืองหลวงมณฑล มีนางอยู่ด้วย เรื่องทุกอย่างจะจัดการได้ง่ายขึ้น"
"ตกลง"
เซียวหยวนไม่ประสีประสาเรื่องภูตผีปีศาจเหล่านี้ ดังนั้นอันหนิงว่าอย่างไรเขาก็ว่าตามนั้น
อันหนิงกำชับเสริมอีกประโยค "ท่านพี่ช่วยไปหาคนที่นิสัยร่าเริงแจ่มใสสักสองสามคน ให้พวกเขาลองหาทางชวนเยว่จงออกไปข้างนอกในช่วงไม่กี่วันนี้ ทำให้เขาไม่มีเวลาคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อย เป็นการถ่วงเวลาไว้ก่อนเจ้าค่ะ ข้าจะใช้ช่วงเวลานี้เตรียมการบางอย่าง"