- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 391 ฉันชอบคนหน้าตาดี (33)
บทที่ 391 ฉันชอบคนหน้าตาดี (33)
บทที่ 391 ฉันชอบคนหน้าตาดี (33)
อันหนิงลุกขึ้นแล้วเดินตรงไปยังจวนตระกูลอู๋
อู๋ผิงกับคนอื่นๆรีบก้าวเท้าตามมาติด ๆ
อันหนิงเดินไปหยุดอยู่ที่กระท่อมหญ้าหลังเล็กทางทิศตะวันออก "ลูกชายของท่านสิ้นใจในห้องนี้ใช่หรือไม่?"
อู๋ผิงพยักหน้าอย่างแรง คำกล่าวของอันหนิงถูกต้องที่สุด ตอนนั้นลูกชายของเขาขาดใจตายอยู่ที่นี่จริงๆ
"เดิมทีลูกชายของท่านมีดวงชะตาที่เปี่ยมด้วยวาสนาและอายุยืนยาว แต่น่าเสียดายนักที่ภรรยาของท่านยอมถูกพ่อแม่ของนางเป่าหู เพียงเพื่อหวังจะได้เงินสักก้อนมารักษาน้องชาย นางจึงยินยอมให้ลูกชายตัวเองไปแลกเปลี่ยนดวงชะตากับเด็กบ้านอื่น เด็กบ้านนั้นเดิมทีมีดวงชะตาต้องโทษมหันต์ อาภัพไร้วาสนา แม้ตายไปแล้วยังต้องลงนรกไปรับทัณฑ์ทรมาน แต่ผลคือลูกชายท่านกลับต้องไปรับเคราะห์แทนเขา กลายเป็นตัวตายตัวแทนให้ผู้อื่น เด็กบ้านนั้นได้ดวงชะตาดีๆของลูกท่านไป ยามนี้ชีวิตครอบครัวเขาจึงรุ่งเรืองเฟื่องฟูนึก ทว่าจวนตระกูลอู๋ของพวกท่านกลับ..."
อันหนิงหันไปมองอู๋นีเอ๋อร์พลางทอดถอนใจอย่างอดไม่ได้ "แม่ของเจ้านี้ไม่เพียงแต่ทำร้ายพี่ชายเจ้า แต่ยังทำลายคนทั้งบ้าน หากเจ้าไม่มีโชคชะตาพิเศษ เกรงว่า..."
เธอกล่าวค้างไว้เพียงเท่านั้น ไม่ได้พูดต่อจนจบ
ทว่าอู๋นีเอ๋อร์กลับเข้าใจความหมายนั้นได้อย่างกระจ่างแจ้ง
นางรู้ว่าอันหนิงมองออกแล้วว่านางคือผู้ที่เคยผ่านชีวิตมาแล้วชาติหนึ่ง ทว่าในดวงตาของอันหนิงกลับมีเพียงความเวทนาหาได้มีความประสงค์ร้ายไม่ เรื่องนี้ทำให้นีเอ๋อร์ไม่รู้สึกกดดันจนเกินไปนัก
อีกทั้งสิ่งที่อันหนิงกล่าวนั้นล้วนเป็นความจริง ในชาติปางก่อน ครอบครัวของนางไม่มีใครพบจุดจบที่ดีเลยสักคน
น้องชายต้องทำงานหนักจนตาย ท่านพ่อจมน้ำตาย ส่วนนางเองก็ตายทั้งกลมกลายเป็นหนึ่งศพสองชีวิต
เมื่อหวนนึกถึงจุดจบในชาติที่แล้ว นางก็ไม่อาจกั้นความเสียใจได้อีกต่อไป จึงซบหน้าลงกับฝ่ามือแล้วร้องไห้ออกมา
อู๋ผิงที่ตอนแรกได้ยินเรื่องลูกชายถูกเปลี่ยนดวงชะตาก็โกรธแค้นจนแทบสิ้นสติ แต่พอเห็นนีเอ๋อร์ร้องไห้โฮ สติของเขาก็ถูกดึงกลับมาทันที
เขารีบเข้าไปปลอบโยนลูกสาวอย่างลนลาน "นีเอ๋อร์ ไม่ร้องนะลูก พ่ออยู่นี่แล้ว ไม่ต้องเสียใจไป"
"ท่านพ่อเจ้าค่ะ..."
นีเอ๋อร์โผเข้ากอดอู๋ผิงพลางสะอื้นไห้อย่างหนัก นางร่ำไห้ไปพลางกล่าวไปพลางว่า "หย่าขาดจากท่านแม่เถิดเจ้าค่ะ รีบหย่านางไปเสียเถิด มิฉะนั้นพวกเราทั้งบ้านคงต้องถูกนางผลาญจนตาย ข้าไม่อยากตายเป็นครั้งที่สองอีกแล้ว"
คำกล่าวของนีเอ๋อร์ทำให้อู๋ผิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยความกังวลว่า "นีเอ๋อร์ เจ้าพูดเรื่องอะไรลูก? ตายเป็นครั้งที่สองอะไรกัน? เจ้าลองเล่าให้พ่อฟังชัดๆซิ"
อันหนิงเห็นว่านีเอ๋อร์คงเตรียมจะเปิดเผยเรื่องที่นางกลับชาติมาเกิดให้บิดาฟัง จึงดึงมือหวังชุนฮวาและสวี่เป่าเอ๋อร์ให้พากันเดินเลี่ยงออกมาเงียบๆ
เมื่อทั้งสามนางออกมาจากจวนตระกูลอู๋ ก็ขึ้นรถม้ามุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่อู๋ผิงเคยบอกไว้
ทัศนียภาพที่นี่งดงามอย่างที่ว่าจริงๆ ทั้งสามคนเดินเที่ยวชมป่าท้ออยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเดินทอดน่องสนทนากันไปตามริมทุ่งดอกไม้
ยามนี้สีหน้าของสวี่เป่าเอ๋อร์ยังคงซีดเผือดอยู่บ้าง
นางตกใจกับเรื่องที่เพิ่งได้ยินมา นางไม่เคยพบเห็นมารดาที่ใจคออำมหิตเยี่ยงนางชุ่ยมาก่อน เป็นแม่แท้ๆกลับทำร้ายกระทั่งชีวิตลูกในไส้เพียงเพื่อเงินทอง ช่างเสียสติไปแล้วจริงๆ
หวังชุนฮวาเองก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก
นางกระซิบถามอันหนิงเบาๆ "ข้าไม่เคยพบเคยเห็นคนเป็นแม่แบบนี้เลยจริงๆ วันนี้ถือว่าเปิดหูเปิดตาแล้ว"
สวี่เป่าเอ๋อร์พ่นลมหายใจอย่างรังเกียจ "นางสมควรได้รับคำว่าแม่หรือเจ้าคะ นางไม่คู่ควรจะเป็นแม่คนเลยสักนิด"
"ก็ไม่คู่ควรจริงๆนั่นแหละ"
อันหนิงแค่นยิ้มบาง น้ำเสียงเจือความหยัน "อู๋ผิงเองก็นับว่าดวงกุดเข้าขั้นซวยซ้ำซวยซ้อน ที่คว้าเอาตัวหายนะแบบนี้มาเป็นเมีย"
หวังชุนฮวาจึงถามอันหนิงต่อ "ที่เจ้าว่านีเอ๋อร์มีโชคชะตาพิเศษนั่น คือเรื่องอะไรหรือ?"
อันหนิงโบกมือปฏิเสธ "เรื่องนี้บอกไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ"
หวังชุนฮวาไม่ได้เซ้าซี้ ในเมื่ออันหนิงไม่บอก นางก็ไม่ถามต่อ
มีเพียงสวี่เป่าเอ๋อร์ที่ทอดถอนใจออกมา "น่าสงสารพี่ชายของนีเอ๋อร์นัก เด็กดีๆคนหนึ่งกลับต้องมาตายเพราะความหลงผิดของแม่ตัวเองเช่นนี้"
ทั้งสามนางเดินเล่นอยู่ที่นี่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนำอาหารที่เตรียมมาออกมากินจนอิ่มท้อง เมื่อเห็นว่าฟ้าเริ่มโพล้เพล้แล้วจึงคิดจะเดินทางกลับ
ทว่าเมื่อไปถึงหน้าหมู่บ้าน กลับบังเอิญพบกับอู๋ผิงและอู๋นีเอ๋อร์เข้าเสียก่อน
พออู๋ผิงเห็นรถม้าของพวกอันหนิง ก็รีบก้าวเข้ามาดักรอทันที
อันหนิงเลิกม่านรถม้าขึ้นเหลือบมองแวบหนึ่ง “ข้าทราบว่าพวกท่านต้องการขอร้องสิ่งใด เพียงแต่ตอนนี้ข้ายังไม่สะดวกนัก รออีกสักสองวันเถิด หลังจากท่านหย่าขาดจากนางชุ่ยเรียบร้อยแล้ว ค่อยให้บุตรสาวของท่านไปหาข้าที่จวนตระกูลเซียว”
อู๋ผิงจูงมือนีเอ๋อร์ก้มลงโขกศีรษะให้อันหนิงหลายครั้ง จากนั้นจึงไปยืนรออยู่ริมทางเพื่อส่งรถม้าเคลื่อนจากไป
หลังจากกลับมาถึง อันหนิงก็นำโฉนดที่ดินหลายใบของสกุลเซียวออกมาจากฮูหยินผู้เฒ่าเซียว
เธอเลือกหมู่บ้านในไร่ขนาดกลางมาแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นเธอก็เดินทางไปที่นั่นทุกวัน ทว่าเธอกลับไม่ยอมให้ชาวนาผู้เช่าที่ดินทำนาปลูกพืชผลตามปกติ แต่กลับเว้นที่ดินผืนใหญ่ว่างเอาไว้ เธอได้ตกลงกับชาวนาไม่กี่ครัวเรือนที่นั่นว่า ขอเพียงทำตามคำสั่งของเธอทุกประการ เธอจะจ่ายค่าแรงให้อย่างงาม ไม่ปล่อยให้พวกเขาต้องเหนื่อยเปล่าแน่นอน
ค่าแรงที่อันหนิงมอบให้ถือว่าสูงมากทีเดียว อย่างน้อยก็มากกว่าเงินที่พวกเขาทำนามาหลายปีเสียอีก ครอบครัวของพวกเขาจึงอยู่ดีกินดีขึ้นมาทันตาเห็น เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเขาจึงเต็มใจอย่างยิ่งที่จะช่วยงานอันหนิง
อันหนิงสั่งให้ชาวนาเหล่านั้นปรับปรุงหน้าดินและใส่ปุ๋ยบำรุงดินตามวิธีของเธอ
พอเธอจัดการเรื่องในหมู่บ้านในไร่เสร็จเรียบร้อย อู๋นีเอ๋อร์ก็เดินทางมาถึงพอดี
นีเอ๋อร์ที่เคยผ่านชีวิตมาชาติหนึ่งแล้วย่อมมีความกล้ามากขึ้น นางถึงขั้นกล้าเดินทางเข้าตัวอำเภอเพียงลำพัง และมุ่งตรงมายังจวนตระกูลเซียวได้อย่างถูกต้อง
วันนั้นอันหนิงอยู่จวนพอดี เมื่อได้ยินคนเฝ้าประตูรายงานว่ามีแม่นางสกุลอู๋มาขอพบ ก็รีบสั่งให้นำตัวนีเอ๋อร์เข้ามาทันที
ทันทีที่นีเอ๋อร์ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาและเห็นอันหนิง ดวงตาของนางก็ฉายแววซาบซึ้งใจยิ่งนัก
นางยังไม่ทันปริปากพูดสิ่งใด ก็ทรุดตัวลงโขกศีรษะให้อันหนิงก่อนเป็นอันดับแรก
“ขอบพระคุณท่านที่ช่วยชี้แนะข้าและท่านพ่อเจ้าค่ะ มิเช่นนั้นพวกเราคงไม่มีวันล่วงรู้เลยว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับพี่ชาย ข้าคงต้อง...”
ยามที่นีเอ๋อร์หยัดกายลุกขึ้น ขอบตาของนางแดงระเรื่อ ทว่ากลับพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ไหลออกมา “คราก่อนท่านบอกว่าพี่ชายของข้ากลายเป็นตัวตายตัวแทนให้ผู้อื่น ต้องทนทุกข์ทรมานแทนคนผู้นั้น หลายวันมานี้ข้ากับท่านพ่อว้าวุ่นใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ข้าจึงรวบรวมความกล้ามาขอความเมตตาจากท่าน ได้โปรดช่วยพี่ชายของข้าด้วยเถิดเจ้าค่ะ ตัวข้าไม่มีสิ่งใดมีเพียงความกล้าหาญและความจงรักภักดี ขอเพียงท่านยอมช่วยเหลือ จะให้ข้าทำสิ่งใดข้าก็ยอมทั้งสิ้นเจ้าค่ะ”
นีเอ๋อร์ทราบดีว่าคนอย่างอันหนิงย่อมไม่ขัดสนเรื่องเงินทอง นางจึงไม่เอ่ยถึงเรื่องเงินแม้แต่น้อย อีกอย่าง ต่อให้นางอยากจะให้ บ้านของนางก็ไม่มีเงินอยู่ดี
เพื่อให้อันหนิงยอมช่วยเหลือ นางถึงขั้นยอมสละชีวิตของตนเอง
นางคิดว่า หากดวงชะตาของพี่ชายและคนผู้นั้นได้รับการสลับคืนมา ท่านพ่อและน้องชายของนางย่อมไม่ต้องพบจุดจบที่น่าอนาถ ไม่ว่าตัวนางจะเป็นอย่างไร ขอเพียงคนในครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ นางก็พอใจแล้ว
อันหนิงมองดูนีเอ๋อร์แล้วนึกชื่นชมหญิงสาวผู้นี้อยู่ในใจจริงๆ
“ไม่ว่าข้าจะสั่งให้ทำสิ่งใด เจ้าก็ยอมทำจริงหรือ?”
อันหนิงเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
นีเอ๋อร์พยักหน้าอย่างหนักแน่น “จริงเจ้าค่ะ”
“แม้จะเป็นเรื่องที่ผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง เจ้าก็ยอมทำอย่างนั้นหรือ?”
อันหนิงถามซ้ำ
นีเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นสบตากับอันหนิง “คนอย่างท่าน ย่อมไม่มีทางกระทำเรื่องที่ผิดต่อกฎหมายบ้านเมืองหรอกเจ้าค่ะ”
เด็กคนนี้ช่างมีสติปัญญาแจ่มใสเสียจริง
อันหนิงยิ้มพลางกวักมือเรียกนีเอ๋อร์
หญิงสาวก้าวเข้าไปหาเพียงไม่กี่ก้าว อันหนิงก็ลูบศีรษะนางด้วยความเอ็นดู “ตกลง เช่นนั้นต่อไปเจ้ากับท่านพ่อก็มาทำงานให้ข้าที่นี่เถิด พอดีข้ามีเรื่องที่ต้องหาคนที่ไว้ใจได้มาช่วยงานอยู่พอดี”
นีเอ๋อร์แสดงท่าทางดีใจออกมาทันที “ได้เจ้าค่ะ ข้าจะตั้งใจทำงานอย่างสุดความสามารถเลยเจ้าค่ะ”
อันหนิงหัวเราะ “กลับไปบอกให้ท่านพ่อของเจ้าเขียนวันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากของพี่ชายเจ้ามาเสีย และข้าต้องการเลือดของพวกเจ้าสามคนพ่อแม่ลูก... เอาอย่างนี้ จวนตระกูลหวังมีหมู่บ้านในไร่อยู่ในหมู่บ้านของพวกเจ้า อีกไม่กี่วันข้าจะไปรอพวกเจ้าสองพ่อลูกที่นั่น ถึงเวลานั้นพวกเราค่อยทำพิธีช่วยเหลือพี่ชายของเจ้ากัน”