เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 379 ฉันชอบคนหน้าตาดี (21)

บทที่ 379 ฉันชอบคนหน้าตาดี (21)

บทที่ 379 ฉันชอบคนหน้าตาดี (21)


ทางด้านคนของตระกูลเจิ้งพอได้ยินว่าบ้านสกุลอู๋ยืนกรานจะหย่าขาด ก็เริ่มแสดงท่าทีไม่ยินยอมขึ้นมาทันที

"สะใภ้รองขอรับ ทำแบบนี้ไม่ดีเลย ยามนี้คุณชายป่วยหนัก ท่านไม่เพียงไม่คิดจะกลับไปดูแลปรนนิบัติ แต่กลับไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์สามีภรรยาเลยสักนิด คิดแต่จะหย่าร้างกันท่าเดียว เรื่องนี้ต่อให้ไปป่าวประกาศที่ไหน ท่านก็ต้องถูกผู้คนตราหน้าด่าไล่หลังแน่นอน"

อู๋เอ้อเหนียงทนอยู่อย่างอ่อนแอมานานหลายปี แต่คราวนี้นางกลับเข้มแข็งขึ้นมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ก็แน่ละสิ ในเมื่อถูกกดดันถึงขีดสุดเพียงนี้ หากนางยังไม่ลุกขึ้นสู้ก็เห็นทีจะมีแต่ความตายเท่านั้นที่รออยู่

"นี่มันใช่คำพูดที่คนระดับพ่อบ้านอย่างเจ้าควรมาพ่นใส่ข้าอย่างนั้นหรือ? คุณชายของพวกเจ้าป่วย? แล้วป่วยเป็นโรคอะไรกันเล่า! เจ้ารีบไสหัวกลับไปบอกฮูหยินของเจ้าเสียนะ ให้คนไปตามหมอคนอื่นมาตรวจดูอีกทีก็จะรู้แจ้งเอง เขามีอาการของโรคร้ายแบบนั้น ทำไม... ยังคิดจะลากข้าไปตายด้วยอีกคนงั้นหรือ? ข้าไม่ยินดีด้วยหรอกนะ! ไปบอกนายท่านกับฮูหยินของพวกเจ้าเสียว่า หากไม่อยากให้ข้าตะโกนป่าวประกาศไปทั่วเมืองชิงหยวนให้เขารู้กันถ้วนหน้าว่าลูกชายพวกเขามันเป็นตัวอะไร ก็จงรีบตกลงเรื่องหย่าขาดเสียแต่โดยดี มิเช่นนั้นข้าจะไม่เห็นแก่หน้าค่าตาใครทั้งสิ้น!"

คำประกาศกร้าวของนางทำเอาพ่อบ้านถึงกับนิ่งอึ้งจนพูดไม่ออก

พ่อบ้านนิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ ไม่รู้ว่าควรจะโต้แย้งกลับไปอย่างไรดี ใจหนึ่งก็หวาดเกรงว่าคุณชายเจิ้งจะล้มป่วยด้วยโรคร้ายแรงที่น่าอับอายจริงๆ หากไปบีบคั้นอู๋เอ้อเหนียงจนนางเอาเรื่องนี้ไปโพนทะนาเข้า ตระกูลเจิ้งคงไม่มีหน้าเอาไว้ที่ไหนอีก

เขาฝืนยิ้มออกมา "เอาเถิดขอรับ เช่นนั้นข้าจะกลับไปเรียนให้นายท่านกับฮูหยินทราบ ส่วนผลจะเป็นอย่างไร ก็คงต้องสุดแท้แต่นายท่านกับฮูหยินจะตัดสินใจ"

กล่าวจบ พ่อบ้านก็เดินคอตกกลับไปอย่างหมดรูป

อู๋เอ้อเหนียงดึงมืออันหนิงให้นั่งลงข้างกัน "เรื่องในวันนี้ต้องขอบใจเจ้าจริงๆนะ"

อันหนิงยิ้มตอบ "ล้วนเป็นญาติพี่น้องกันทั้งนั้นเจ้าค่ะ ในเมื่อข้ารู้เรื่องพรรค์นี้เข้าแล้วหากไม่บอกกันเสียหน่อย ใจคอก็คงไม่สงบ อย่าได้เอ่ยคำขอบอกขอบใจอะไรเลย"

ฮูหยินอู๋รีบสั่งให้สาวใช้นำน้ำชาและของว่างมาต้อนรับ

อันหนิงจิบชาสองสามคำเพื่อดับกระหาย "ที่ข้ามาในวันนี้ นอกจากจะมาเยี่ยมเยียนพี่เอ้อเหนียงแล้ว ตั้งแต่แต่งงานมาข้ายังไม่มีโอกาสได้มาคารวะท่านลุงกับท่านป้าอย่างเป็นทางการเลย จึงถือโอกาสนี้แวะมาพบเจ้าค่ะ หวังว่าท่านป้าคงไม่นึกรำคาญข้านะเจ้าคะ"

อันหนิงนั้นมีหน้าตาสะสวย วาจาคมคายช่างพูด มิหนำซ้ำยังมีบุญคุณที่ช่วยเตือนสติเรื่องอู๋เอ้อเหนียงอีก ฮูหยินอู๋จึงนึกเอ็นดูนางอย่างยิ่ง "รำคาญที่ไหนกันเล่า วันหน้าเจ้าต้องมาบ่อยๆนะ แม่น่ะอยู่บ้านเฉยๆ วันๆมีแต่ความน่าเบื่อ ไม่ค่อยมีใครมาคุยด้วยเลย เจ้ามาหาบ่อยๆ พวกเราผู้หญิงจะได้นั่งคุยกันแก้เหงามันก็ดีเหมือนกัน"

อันหนิงแย้มยิ้มรับคำ

เธอนั่งคุยต่ออีกครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าฮูหยินอู๋และอู๋เอ้อเหนียงมีสีหน้าดีขึ้น และเรื่องการหย่าร้างเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว จึงเอ่ยลาเดินทางกลับ

ระหว่างทางกลับบ้าน อันหนิงบังเอิญได้พบกับคุณหนูตระกูลหวังที่แต่งให้กับเยว่จงกำลังเดินเลือกซื้อของอยู่กับสาวใช้พอดี นางเพิ่งจะก้าวออกมาจากร้านค้าแห่งหนึ่งพลางด่าทอพ่นคำหยาบคายออกมาไม่หยุด ท่าทางดูดุดันเกรี้ยวกราดยิ่งนัก

อันหนิงปรายตามองเพียงแวบเดียวก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรอีก รีบสั่งให้คนขับรถม้าเร่งกลับจวน

หลังจากนั้นจนถึงช่วงก่อนสิ้นปี ทั้งอันหนิงและเซียวหยวนต่างใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แต่ในบ้านเพื่ออ่านตำรา

อากาศช่วงนี้หนาวเหน็บอย่างยิ่ง ด้านนอกล้วนเต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง ไม่เหมาะแก่การออกไปไหนเลยแม้แต่น้อย การซุกตัวอยู่ในบ้านที่อบอุ่นนับว่าสุนทรีย์ที่สุดแล้ว

เพียงแต่ว่า... อาหารการกินในช่วงฤดูหนาวนั้นช่างซ้ำซากจำเจเหลือเกิน

ตลอดทั้งฤดูหนาวนี้ หากไม่กินหัวไชเท้าก็เป็นผักกาดขาว กินเสียจนอันหนิงและเซียวหยวนเริ่มจะทนไม่ไหว

ปีก่อนๆแม้เซียวหยวนจะกินอยู่อย่างจำเจแต่เขาก็เป็นพวกชอบเที่ยวเล่น วันๆ เอาแต่ออกไปหาความสำราญข้างนอกจึงยังพอทนได้

แต่ปีนี้เขาเอาแต่เก็บตัวอยู่ในบ้าน ทุกวันถ้าไม่กินผักดองเค็มๆก็มีแต่พวกเนื้อสัตว์มันย่อง ทำให้รู้สึกอึดอัดแน่นท้องจนทนแทบไม่ไหว

มิหนำซ้ำฮูหยินเซียวก็มีอาการร้อนในขึ้นมาด้วย

เนื่องจากภายในห้องนั้นอุ่นจัดประกอบกับต้องกินเนื้อกินปลาเป็นหลักทุกวันโดยไม่มีผลไม้หรือผักสดมาแกล้มเลย นางอายุมากแล้ว ลำไส้และกระเพาะอาหารเริ่มรับไม่ไหว อีกทั้งอาการหงุดหงิดจากความร้อนในก็เริ่มแสดงออกมา

เมื่ออันหนิงเห็นสถานการณ์เช่นนี้ เธอจึงคิดจะสร้างเรือนเพาะชำเพื่อปลูกผักสดเอาไว้กินเอง

เธอจึงไปปรึกษาเรื่องนี้กับนายท่านเซียว โดยให้เหตุผลว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปเห็นทีจะไม่ดี ควรต้องหาหนทางจัดการเสียหน่อย ใจความสำคัญก็คือให้นายท่านเซียวเป็นคนออกเงิน ส่วนเธอจะเป็นคนลงแรงเอง

ตระกูลเซียวนั้นเป็นถึงมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเมืองชิงหยวน ย่อมไม่ขาดแคลนเรื่องเงินทองอย่างแน่นอน

อันที่จริงสินเดิมของอันหนิงก็มีไม่น้อย เธอสามารถควักเงินจ่ายเองได้สบายมาก เพียงแต่เธอคิดว่าหากนำเงินสินเดิมของตนออกมาใช้สร้างเรือนเพาะชำ เสียเอง นายท่านเซียวอาจจะรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาได้ เธอจึงเอ่ยปากขอเงินจากนายท่านเซียวโดยตรง

นายท่านเซียวไม่เพียงไม่ว่าอะไร แต่ยังส่งมอบเงินให้ด้วยความเต็มใจยิ่ง

ผู้นำตระกูลเซียวทุกรุ่นล้วนมีพรสวรรค์ด้านการค้าขาย นายท่านเซียวเองก็ไม่ยกเว้น เพียงแต่เขามีบุคลิกค่อนข้างปล่อยวาง ไม่ใช่คนประเภทที่ชอบไปแก่งแย่งแข่งขันกับใคร มิเช่นนั้นกิจการของตระกูลคงขยายใหญ่โตไปนานแล้ว เผลอๆยามนี้อาจไม่ได้เป็นแค่มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของชิงหยวน แต่อาจเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของทั้งมณฑลเลยก็ว่าได้

ตระกูลเซียวมีเงินทองล้นเหลือจนแทบไม่มีที่ให้ใช้ เมื่ออันหนิงเอ่ยปาก นายท่านเซียวจึงจัดให้ตามคำขอทันที

อันหนิงนำเงินมาเริ่มดำเนินการในสวนหลังบ้านของตระกูลเซียว เธอไม่ได้ทำเรือนเพาะชำขนาดใหญ่อะไรนัก เพราะตอนนี้กระจกยังเป็นของหายากที่มีราคาแพงลิบลิ่ว ต่อให้เธอมีเงินมากเพียงใดก็ไม่อาจใช้ทิ้งใช้ขว้างเช่นนั้นได้

เธอเลือกพื้นที่ส่วนหนึ่งในสวนหลังบ้านเพื่อสร้างห้องขนาดเล็กขึ้นมาห้องหนึ่ง ผนังก่อขึ้นด้วยอิฐ ส่วนหลังคาติดตั้งกระจกบางส่วนเพื่อให้แสงแดดส่องถึง ด้านในติดตั้งทางเดินลมร้อน โดยให้คนคอยจุดไฟจากภายนอกเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในห้องให้คงความอบอุ่นไว้

เรือนเพาะชำนี้ไม่ได้มีเทคนิคซับซ้อนอะไรนัก ใช้เวลาเพียงสองวันก็สร้างเสร็จ จากนั้นก็ใช้ควันลมห้องไว้อีกหนึ่งวันจนอุ่นได้ที่ จึงเริ่มลงมือปลูกผัก

เพื่อให้ได้กินผักสดเร็วที่สุด ผักที่อันหนิงเลือกปลูกจึงเป็นประเภทผักใบเขียวที่โตเร็ว เช่น ผักโขม กุยช่าย และผักกาดขาวเล็ก อย่างผักโขมและผักกาดขาวเล็กนั้น หากต้องการกินตอนต้นยังอ่อนอยู่ เพียงสิบวันหรือครึ่งเดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว

เมื่อถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ บนโต๊ะอาหารของตระกูลเซียวจึงมีผักสดเขียวขจีวางเรียงราย แม้เรือนเพาะชำจะไม่ได้ใหญ่โต แต่ผักที่ปลูกได้นั้นมีมากเกินกว่าที่คนในตระกูลจะกินหมด อันหนิงจึงลงมือถอนผักด้วยตนเอง จัดใส่ตะกร้าส่งไปให้บ้านสกุลสวี่และบ้านสกุลอู๋บ้านละหนึ่งเข่ง

ทางด้านสวี่เป่าเอ๋อร์ที่กำลังเอียนกับเมนูหัวไชเท้าและผักกาดแห้งใจจะขาด พอเห็นอันหนิงส่งผักสดมาให้ก็นึกดีใจแทบบ้า ร้องโวยวายจะไปหาอันหนิงที่บ้านสกุลเซียวให้ได้ จนฮูหยินสวี่ต้องรีบปรามไว้ บอกให้ใจเย็นรอให้พ้นช่วงปีใหม่ไปก่อนค่อยไปหาก็ยังไม่สาย

ส่วนทางบ้านสกุลอู๋เมื่อได้รับผักสด ฮูหยินอู๋ก็พึงพอใจอย่างมาก ถึงขั้นจัดเตรียมของกำนัลส่งกลับมาเป็นการตอบแทน

ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า เมนูบนโต๊ะอาหารของตระกูลเซียวส่วนใหญ่จึงถูกแทนที่ด้วยผักสดใบเขียว

สมาชิกทั้งสี่คนนั่งล้อมวงกินข้าวร่วมกัน อันหนิงคีบผักสดให้เซียวหยวน ตามด้วยเกี๊ยวไส้กุยช่ายอีกสองสามชิ้นพลางกล่าวปนยิ้มว่า "ปีนี้พวกเรากินเท่าที่มีไปก่อนนะเจ้าคะ รอปีหน้าข้าจะหาทางให้ท่านได้กินผลไม้นานาชนิดในช่วงฤดูหนาว ท่านอยากกินอะไร ข้าจะหามาให้ได้ทุกอย่างเลย"

เซียวหยวนได้ฟังก็ร่าเริงขึ้นมาทันที "จริงหรือ? ถ้าเป็นเช่นนั้นได้ก็ยอดเยี่ยมไปเลย!"

นายท่านเซียวและฮูหยินเซียวแม้ในใจจะยังกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย แต่เมื่อเห็นอันหนิงกล่าวเช่นนั้นพวกเขาก็ไม่อยากทำลายบรรยากาศ จึงได้แต่เอ่ยชมไปตามน้ำด้วยรอยยิ้ม

ขณะที่กินข้าวไปได้ครึ่งทาง อันหนิงลอบสังเกตใบหน้าของนายท่านเซียวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามขึ้น "ท่านพ่อ... กำลังปรึกษากับใครเรื่องจะออกไปทำธุระต่างถิ่นในช่วงหลังปีใหม่นี้อยู่หรือเปล่าเจ้าคะ?"

นายท่านเซียวพยักหน้า "เจ้าได้ยินมาจากอาหยวนงั้นรึ?"

อันหนิงส่ายหน้าตอบ "เปล่าเจ้าค่ะ ท่านพี่ไม่ได้บอกข้า แต่ข้ามองออกเอง... เพียงแต่ท่านพ่อควรจะชะลอเรื่องนี้ไว้ก่อนเถิดเจ้าค่ะ การค้าเที่ยวนี้ดูท่าจะทำได้ไม่ง่ายนัก หากจะให้ข้าพูดตามตรง ทางที่ดีอย่าไปเลยจะดีที่สุดเจ้าค่ะ"

เซียวหยวนได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นทันควัน "ท่านพ่อ ในเมื่อหนิงหนิงบอกว่าไม่ควรไป เราก็อย่าไปเลยขอรับ หนิงหนิงมองเรื่องพวกนี้แม่นยำนัก"

ยามนี้ฮูหยินเซียวเองก็เชื่อถือในตัวอันหนิงอย่างยิ่ง นางจึงช่วยสำทับอีกแรง "เช่นนั้นเราก็อย่าไปเลย อยู่บ้านให้สบายใจดีกว่า ลูกชายเจ้าก็บอกแล้วว่าจะสอบติดจิ้นซื่อ วันหน้าเขาคงไม่ได้มาสืบทอดกิจการค้าขายเหมือนเจ้าแน่ ต่อให้เจ้าทำธุรกิจใหญ่โตไปมากกว่านี้แล้วจะมีประโยชน์อันใด สู้หยุดพักผ่อนอยู่กับบ้านเสียยังดีกว่า"

จบบทที่ บทที่ 379 ฉันชอบคนหน้าตาดี (21)

คัดลอกลิงก์แล้ว