เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 375 ฉันชอบคนหน้าตาดี (17)

บทที่ 375 ฉันชอบคนหน้าตาดี (17)

บทที่ 375 ฉันชอบคนหน้าตาดี (17)


เรื่องราวระหว่างคุณชายตระกูลหลี่กับสุนัขตัวหนึ่งกลายเป็นข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วทุกตรอกซอกซอยในเมืองชิงหยวน

ชิงซิ่งใช้ให้สาวใช้ตัวน้อยออกไปสืบข่าวเพื่อกลับมารายงานความคืบหน้าให้อันหนิงฟังทุกวัน

แม้แต่คนในจวนสกุลสวี่ยังพากันวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้อย่างออกรส

เล่ากันว่า หลี่ฟู่กุ้ยไปอุ้มสุนัขตัวหนึ่งมาจากข้างถนน นับแต่นั้นมาเขาก็ดูแลมันดีเสียยิ่งกว่าบิดาแท้ๆของตัวเอง

นายท่านหลี่โกรธจนแทบคลั่งพยายามจะกำจัดสุนัขตัวนั้นทิ้ง

ทว่าพอสุนัขถูกโยนออกไป หลี่ฟู่กุ้ยกลับร้องห่มร้องไห้ออกไปตามหา เขาใช้เวลาตามหาอยู่หนึ่งวันกับหนึ่งคืนเต็มๆกว่าจะเจอตัว จนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเอาเสียเอง

แต่เดิมหลี่ฟู่กุ้ยมีสาวใช้ข้างห้องอยู่สองคน ทว่านับแต่ได้สุนัขตัวนี้มา เขาก็ไม่มีแก่ใจจะไปหาใครอีก วันๆเอาแต่ขลุกอยู่กับสุนัขจนสภาพดูไม่ได้ หากคลาดสายตาจากเจ้าหมาสีเหลืองตัวนั้นเพียงครู่เดียว เขาจะถึงกับเจ็บหน้าอกจนหายใจไม่ออก

ทางด้านครอบครัวที่เคยหมั้นหมายกับหลี่ฟู่กุ้ยไว้ พอได้ยินข่าวนี้เข้าก็รีบมาขอถอนหมั้นทันที

ทั้งสองบ้านโต้เถียงกันพักใหญ่ ในที่สุดการหมั้นหมายก็เป็นอันยกเลิกไป

แรกเริ่มอันหนิงยังพอมีแก่ใจรับฟังพวกสาวใช้พุดคุยกันบ้าง แต่ภายหลังนางก็ไม่มีเวลาใส่ใจอีก

เพราะวันมงคลใกล้เข้ามาทุกที ช่วงหลายวันมานี้ฮูหยินสวี่จึงพานางจัดเตรียมสินเดิม

สินเจ้าสาวของนางถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในคลังของสกุลสวี่ บัดนี้ฮูหยินสวี่สั่งเปิดคลังและทยอยขนย้ายข้าวของออกมาทีละอย่าง

เนื่องจากเหอจวี่เหรินไร้ญาติมิตร เมื่อเขาล่วงลับไปแล้ว ทรัพย์สินทั้งหมดจึงตกเป็นของอันหนิงเพื่อใช้เป็นสินเดิม

ซึ่งตระกูลเหอเองก็นับว่ามั่งคั่ง สินเจ้าสาวเหล่านี้จึงมีมูลค่าไม่น้อยเลย

เครื่องเรือนต่างๆล้วนสั่งทำขึ้นล่วงหน้าจากไม้เนื้อดี นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับทองเงิน ที่ดิน ร้านค้า และที่มากที่สุดเห็นจะเป็นแก้วแหวนเงินทอง

ไม่กี่วันก่อน ฮูหยินสวี่เริ่มให้คนรับใช้ไปหาซื้อผ้าแพรพรรณและจ้างช่างปักฝีมือเยี่ยมมาเย็บชุดเจ้าสาวให้อันหนิง

บัดนี้บรรดาสินเดิมถูกยกออกมาเช็ดถูจนสะอาดเอี่ยม ข้าวของที่ซื้อมาใหม่ถูกจัดลงหีบอย่างเป็นระเบียบ ทุกคนในบ้านต่างยุ่งวุ่นวายกับการเตรียมงานกันถ้วนหน้า

กาลเวลาผ่านไปไวราวติดปีก เพียงพริบตาเดียวก็ถึงวันก่อนวันมงคล

ในวันนี้ตระกูลเซียวส่งคนมารับสินเดิม ขบวนสินเจ้าสาวกว่าแปดสิบหาบถูกหาบออกจากจวนสกุลสวี่ ดึงดูดสายตาชาวเมืองที่พากันหยุดดูด้วยความตื่นตาตื่นใจ

เยว่จงที่เพิ่งกลับจากการรับจ้างคัดตำราในร้านหนังสือ บังเอิญผ่านมาเห็นขบวนสินเดิมที่นำออกมาตั้งแสดงพอดี เขาหยุดยืนมองอยู่ริมถนนด้วยใบหน้าเขียวคล้ำ

สินเดิมมากมายขนาดนี้เพียงพอให้ครอบครัวหนึ่งกินใช้อย่างสุขสบายไปครึ่งค่อนชีวิต แต่น่าเสียดาย... ที่มันไม่ใช่ของเขา

เยว่จงนึกถึงอันหนิง พลางคิดไปว่าหากแผนการวางยันต์ใส่สวี่เผิงจวี่ไม่ผิดพลาด และหากสวี่เป่าเอ๋อร์ไม่ไร้ประโยชน์จนล้มป่วยไปในช่วงนั้น สินเดิมทั้งหมดนี้คงถูกหาบเข้าบ้านของเขา และอันหนิงก็คงกลายเป็นภรรยาของเขาไปแล้ว

ยิ่งคิดเยว่จงก็ยิ่งไม่ยินยอมพร้อมใจ

ในขณะเดียวกัน จวนสกุลเซียวกลับเปิดประตูใหญ่ต้อนรับอย่างครึกครื้น นายท่านเซียวพาพ่อบ้านมายืนยิ้มร่าทักทายเพื่อนบ้านอยู่ที่หน้าประตู

เมื่อเห็นขบวนสินเดิมถูกทยอยหาบเข้ามา นายท่านเซียวก็ยิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิม

ผู้คนมากมายต่างเข้ามาแสดงความยินดี นายท่านเซียวประสานมือคำนับตอบอย่างนอบน้อม "มิกล้าๆ เดิมทีทั้งสองบ้านก็หมั้นหมายกันไว้แต่แรก เด็กทั้งสองก็รู้จักมักคุ้นกันดี ข้าไม่ได้ต้องการสิ่งใด แค่เห็นพวกเขามีความสุขก็พอแล้ว"

สหายที่สนิทกับนายท่านเซียวกล่าวหยอกล้อว่า "เหอจวี่เหรินในตอนนั้นนับเป็นผู้มีความสามารถ ได้ยินว่าลูกสะใภ้บ้านท่านคนนี้เขาเป็นคนอบรมเลี้ยงดูมากับมือ คงจะเก่งกาจไม่เบา บ้านท่านช่างโชคดีจริงๆที่ได้สะใภ้ดีเช่นนี้"

นายท่านเซียวยิ้มจนหน้าบานเป็นดอกไม้ "เด็กคนนั้นเป็นเด็กดีนัก เฮ้อ... ข้ายังแอบคิดเลยว่าลูกชายข้าจะคู่ควรกับนางหรือไม่"

ฮูหยินเซียวเองก็มีความสุขไม่แพ้กัน

วันนี้มีเหล่าฮูหยินมาช่วยงานหลายท่าน ทุกคนต่างมองสินเดิมที่วางเต็มลานบ้านด้วยสายตาชื่นชม แม้ปากจะกล่าวแสดงความยินดี แต่ในใจกลับรู้สึกริษยาอยู่ไม่น้อย

เมืองชิงหยวนมิใช่เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยผู้ลากมากดี สินเจ้าสาวแปดสิบกว่าหาบอาจดูไม่สะดุดตาในเมืองหลวง

แต่สำหรับเมืองชิงหยวนแล้ว นับว่าเป็นขบวนสินเดิมที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับต้นๆเลยทีเดียว

บรรดาคนที่เคยสบประมาทว่าตระกูลเซียวต้อนรับหญิงกำพร้าเข้าบ้านต่างพากันเงียบกริบ

กำพร้าแล้วอย่างไรเล่า? ในเมื่อนางหอบสินเดิมกองพะเนินติดตัวมาด้วย แถมแต่งมาแล้วก็ไม่ต้องคอยพะวงเรื่องญาติฝ่ายหญิงให้วุ่นวาย ช่างเป็นชีวิตที่สงบสุขยิ่งนัก

อันหนิงถูกฮูหยินสวี่ปลุกขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเพื่ออาบน้ำแต่งตัว กว่าจะสวมชุดเจ้าสาวเสร็จสิ้นฟ้าก็สว่างโร่แล้ว แว่วเสียงกลองและฆ้องดังสนั่นหวั่นไหวมาจากภายนอก

ทันใดนั้นสวี่เป่าเอ๋อร์ก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามา "มาแล้วๆ ตระกูลเซียวมาถึงแล้ว!"

ฮูหยินสวี่รีบนำผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวมาคลุมให้อันหนิงทันที พอมุมผ้าทิ้งตัวลงเรียบร้อย เซียวหยวนในชุดมงคลสีแดงก็ก้าวเข้ามาในห้อง

เขาทำความเคารพฮูหยินสวี่ก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงประคองอันหนิงเดินออกไป

ทั้งคู่มาที่โถงหน้าเพื่อทำพิธีโขกศีรษะให้สวี่เผิงจวี่และฮูหยินสวี่ ฮูหยินสวี่น้ำตาคลอเบ้าพลางกำชับเสียงสั่น "นับจากนี้เจ้าเป็นสะใภ้ตระกูลเซียวแล้ว ต้องรู้จักกตัญญูและอ่อนน้อม ปรนนิบัติสามีและกตัญญูต่อพ่อแม่สามีให้ดี แล้วก็... ต้องดูแลตัวเองด้วย..."

ฮูหยินสวี่อาลัยอาวรณ์อันหนิงจากใจจริง

มารดาของอันหนิงจากไปตั้งแต่เจ้าตัวยังเล็ก แม้เหอจวี่เหรินจะเลี้ยงดูมาอย่างดี แต่เขาก็เป็นบุรุษ ย่อมมีหลายเรื่องที่ละเอียดอ่อนไม่เท่าสตรี อันหนิงจึงมักจะมาพักที่จวนสกุลสวี่ตั้งแต่เยาว์วัย อาจกล่าวได้ว่าฮูหยินสวี่เป็นผู้เลี้ยงนางมาจนเติบใหญ่ รักใคร่ประหนึ่งบุตรสาวในไส้ เมื่อถึงเวลาต้องจากกันกระทันหันเช่นนี้ นางย่อมรู้สึกใจหายและเป็นห่วงเหลือเกิน

นางปาดน้ำตาพลางหันไปกำชับเซียวหยวน "ต่อไปต้องดูแลภรรยาเจ้าให้ดี หากนางทำตัวไม่น่ารักตรงไหน เจ้ามาบอกข้า ข้าจะสั่งสอนนางเอง"

เซียวหยวนรีบรับคำครั้งแล้วครั้งเล่า

เมื่อสิ้นสุดพิธีโขกศีรษะ อันหนิงก็ถูกประคองขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวไป

ตระกูลเซียวให้ความสำคัญกับอันหนิงมาก งานแต่งงานครั้งนี้จึงจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และครึกครื้นยิ่งนัก

อันหนิงรออยู่ในห้องหอจนกระทั่งถึงช่วงค่ำ เซียวหยวนจึงตามเข้ามา

เนื่องจากเขามีเรื่องผิดใจกับพวกเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวกลุ่มนั้นอยู่บ้าง คืนนี้จึงไม่มีใครมารบกวนหรือเล่นพิธีป่วนห้องหอ ซึ่งนั่นก็ทำให้อันหนิงได้อยู่อย่างสงบสุขไปไม่น้อย

ค่ำคืนนั้น ทั้งคู่ต่างมอบความอ่อนโยนให้แก่กันจนถึงรุ่งเช้า ทว่าเซียวหยวนยังคงนอนเอกเขนกอยู่บนเตียงอย่างเกียจคร้าน ไม่ยอมลุกขึ้นเสียที

อันหนิงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงเข้าไปฉุดเขาให้ลุกขึ้น

เซียวหยวนวาดแขนโอบเอวอันหนิงพลางทำท่าออดอ้อน "น้องหญิง ขอนอนต่ออีกสักนิดเถอะ ข้าเพลียเหลือเกิน ท่านพ่อท่านแม่ไม่ใช่พวกที่ชอบกดขี่ลูกสะใภ้เสียหน่อย ไปคำนับสายหน่อยก็คงไม่เป็นไรหรอก"

อันหนิงค้อนขวับเข้าให้ "ไม่ได้ ท่านรีบจัดการตัวเองให้เรียบร้อยเถอะ เรายังต้องไปยกน้ำชาให้ท่านพ่อท่านแม่ แล้วยังต้องไปจุดธูปไหว้บรรพชนอีก จะช้าไม่ได้เด็ดขาด"

เซียวหยวนจนใจ ทำได้เพียงลุกไปล้างหน้าล้างตาจัดการตัวเองให้เข้าที่ทาง

เมื่อทั้งสองเดินไปยังเรือนหลักเพื่อยกน้ำชา นายท่านเซียวและฮูหยินเซียวต่างสัมผัสได้ถึงบรรยากาศความรักที่อบอวลอยู่รอบตัวคนทั้งคู่ ยิ่งเห็นเซียวหยวนยิ้มร่าเช่นนั้น ก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กสองคนนี้มีใจรักใคร่ต่อกันอย่างแท้จริง

นายท่านเซียวแย้มยิ้มเต็มใบหน้า ส่วนฮูหยินเซียวก็ดึงมืออันหนิงมาพุดคุยด้วยสองสามคำก่อนจะยอมให้นางยกน้ำชา

แน่นอนว่าในตอนยกน้ำชา ฮูหยินเซียวไม่ได้นึกอยากจะทำให้อันหนิงลำบากใจแต่อย่างใด ทันทีที่อันหนิงคุกเข่าลง ฮูหยินเซียวก็รีบรับถ้วยน้ำชามาจิบ พร้อมทั้งมอบซองแดงหนาหนักให้เป็นของขวัญ

กว่าจะจุดธูปไหว้บรรพชนเสร็จสิ้น ก็ใกล้จะถึงเวลาอาหารกลางวันพอดี

ขณะเริ่มมื้ออาหาร อันหนิงเข้าไปยืนเตรียมรับใช้ข้างกายฮูหยินเซียวตามธรรมเนียมลูกสะใภ้ แต่ฮูหยินเซียวกลับรีบดึงให้นางนั่งลง "ไม่ต้องๆ บ้านเราไม่มีธรรมเนียมกดขี่สะใภ้ เวลาทานข้าวก็ไม่จำเป็นต้องมายืนรับใช้ให้วุ่นวาย ไม่เหมือนบางบ้านที่เรื่องมาก วางกฎเกณฑ์เสียดิบดี ทรมานสะใภ้ดีๆจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน"

อันหนิงยิ้มบางๆ "ถ้าอย่างนั้นข้าขอทำตามมารยาทพอเป็นพิธีนะเจ้าคะ ไม่อย่างนั้นจะดูไม่งามเอาได้"

เมื่อกับข้าวถูกจัดวางจนครบ อันหนิงก็คีบอาหารให้ฮูหยินเซียวตามมารยาทก่อนจะนั่งลงทานตามปกติ

ฮูหยินเซียวเห็นว่าอันหนิงเป็นเด็กที่รู้ความและมีกิริยามารยาทดี ก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจและเอ็นดูนางมากขึ้นไปอีก

ช่วงบ่าย ทั้งอันหนิงและเซียวหยวนต่างไม่มีธุระด่วนอะไร หลังจากนอนกลางวันไปได้ครู่หนึ่ง เมื่อตื่นขึ้นมาอันหนิงก็เริ่มหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน

เซียวหยวนเห็นดังนั้นก็หยิบหนังสือออกมาอ่านบ้าง

อันหนิงพลิกหนังสือไปได้สองสามหน้าก็เอ่ยถามเขา "ข้าได้ยินว่าท่านไปวางเดิมพันกับหลี่ฟู่กุ้ยไว้หรือ ว่าท่านจะสอบติดจิ้นซื่อ แล้วถ้าท่านสอบติด เขาต้องยอมเรียกท่านว่าท่านปู่เลยหรือ?"

เซียวหยวนวางหนังสือลง "ก็มีเรื่องแบบนั้นจริงๆนั่นแหละ"

อันหนิงชี้ไปที่กองหนังสือเหล่านั้น "ท่านอ่านเข้าใจหรือ? จะดีกว่าไหมถ้าไปเข้าสำนักศึกษา หรือหาอาจารย์มาช่วยสอนให้เป็นเรื่องเป็นราว"

เซียวหยวนส่ายหน้า "ไม่จำเป็นหรอก ข้าอ่านเองก็เข้าใจ อย่างไรเสียข้าก็รู้จักตัวอักษรพวกนี้ทุกตัว ถ้าคำไหนไม่รู้จริงๆ ข้าค่อยออกไปถามคนอื่นเอาก็ได้"

อันหนิงถึงกับพูดไม่ออก

การรู้จักตัวอักษรกับการอ่านเนื้อหาให้แตกฉานนั้นมันคนละเรื่องกันเลยทีเดียว

การสอบขุนนางมีกลเม็ดซับซ้อนตั้งมากมาย สภาพอย่างเซียวหยวนในตอนนี้ อย่าว่าแต่จิ้นซื่อเลย ต่อให้เป็นระดับถงเซิงก็เกรงว่าจะสอบไม่ผ่านเสียมากกว่า

ทว่าอันหนิงไม่มีทางเลือก นางจึงขยับเข้าไปใกล้ๆแล้วหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาสุ่มถามเขา

ผลที่ได้คือ ไม่ว่านางจะถามตรงไหน เซียวหยวนก็ตอบไม่ได้เลยสักอย่าง

สภาพแบบนี้ยังฝันจะสอบจิ้นซื่ออีกหรือ?

อันหนิงอยากจะส่ายหน้าออกมาจริงๆ ทว่านางก็กลัวว่าจะไปทำลายความมั่นใจของเซียวหยวนเข้า จึงทำได้เพียงยิ้มแล้วเอ่ยชม "ท่านเพิ่งเริ่มเรียนได้ไม่เท่าไหร่ แต่กลับจำตัวอักษรได้ครบหมดแล้ว นับว่าเก่งมากจริงๆ ท่านนี่หัวไวไม่ใช่เล่นเลยนะ"

เซียวหยวนยืดอกอย่างภาคภูมิใจ "แน่นอนอยู่แล้ว เมื่อวันก่อนข้าออกไปเจอซินแสดูดวงคนหนึ่ง เขาบอกว่าดวงของข้าคือดวงเศรษฐีผู้มั่งคั่งชั่วชีวิต หากลงสอบขุนนางย่อมต้องสอบติดแน่นอน ข้าตั้งใจไว้แล้วว่าปีหน้าจะไปลองสอบดูสักตั้ง"

"อืม... ไปลองดูก็ดีเจ้าค่ะ"

อันหนิงไม่อยากหักหน้าเขา จึงได้แต่คล้อยตามไปก่อน "ข้าเองก็ชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน เอาอย่างนี้ไหมเจ้าคะ เรามาอ่านด้วยกัน ถ้าตรงไหนข้าไม่เข้าใจ จะได้ขอคำชี้แนะจากท่านได้"

"ได้สิ"

เซียวหยวนทำท่าทางลำพอง "หนังสือพวกนี้ข้าอ่านผ่านตามาหมดแล้ว เข้าใจทะลุปรุโปร่ง ถ้าเจ้าไม่รู้ตัวอักษรตัวไหนก็ถามข้าได้เลย"

อันหนิงรีบชี้ไปที่ประโยคหนึ่งในหนังสือทันที พลางถามเขาว่าประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

เซียวหยวนยกมือขึ้นเกาหลังศีรษะ นิ่งคิดอยู่นานก่อนจะละล่ำละลักตอบ "ข้า... ข้าขอคิดดูอีกที"

อันหนิงแย้มยิ้ม "ตายจริง ข้านึกออกแล้วค่ะ ใช่ความหมายแบบนี้หรือเปล่านะ... สิ่งที่ท่านกำลังจะพูดก็คือเรื่องนี้ใช่ไหมเจ้าคะ?"

เซียวหยวนรีบขานรับ "อ้อ ใช่! นั่นแหละคือสิ่งที่ข้ากำลังจะพูดพอดี เพียงแต่เมื่อกี้มันนึกไม่ออกกะทันหันน่ะ"

อันหนิงชูนิ้วโป้งให้เขา "ท่านเก่งจริงๆเจ้าค่ะ ถ้าไม่ได้ท่านมานั่งข้างๆ ข้าก็นึกไม่ออกเหมือนกัน ดูท่าว่าวันหน้าเวลาอ่านหนังสือ ข้าคงต้องพึ่งพาคำชี้แนะจากท่านบ่อยๆเสียแล้ว"

เซียวหยวนมีความมั่นใจพุ่งทะยาน "แน่นอนอยู่แล้ว! เรามาอ่านด้วยกันนี่แหละ ตรงไหนไม่เข้าใจก็ถามข้าได้ตลอด"

อันหนิงแอบขำอยู่ในใจ "แน่นอนเจ้าค่ะ แน่นอน ท่านห้ามรำคาญข้านะ แล้วก็ห้ามด่าว่าข้าโง่ด้วย ต้องตั้งใจสอนข้านะเจ้าคะ"

จบบทที่ บทที่ 375 ฉันชอบคนหน้าตาดี (17)

คัดลอกลิงก์แล้ว