- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 349 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (38)
บทที่ 349 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (38)
บทที่ 349 ข้าคือฮูหยินเฒ่าแห่งจวนโหว (38)
อันหนิงมองดูสวี่หว่านที่ร้องไห้อย่างโศกเศร้าก็นึกสงสารจับใจ
“เด็กดี ไม่ใช่ว่าเจ้าควรทำอย่างไร แต่เป็นพวกเขาต่างหากที่ควรทำอย่างไร เรื่องทั้งหมดนี้พวกเขาเป็นฝ่ายผิด พวกเขาเป็นหนี้ค้างคาต่อเจ้าและไม่รู้จะสู้หน้าเจ้าได้อย่างไร ไม่ใช่เจ้าที่เป็นฝ่ายสู้หน้าพวกเขาไม่ได้ เจ้าอยากจะทำอะไรก็ตามแต่ใจเถอะ ไม่ว่าเรื่องอะไรย่าทวดคนนี้จะคอยหนุนหลังเจ้าเอง”
เมื่อได้รับการปลอบโยนจากอันหนิง สวี่หว่านถึงรู้สึกดีขึ้นบ้าง
นางเงยหน้าทั้งน้ำตาพลางมองอันหนิง “ท่านย่าทวด ข้าอยากกลับทางใต้เจ้าค่ะ”
อันหนิงตบหลังนางเบาๆ “เรื่องนี้ไม่ได้หรอก ตอนที่เจ้าจะมาเมืองหลวง พ่อของเจ้าเคยบอกกับย่าทวดไว้ว่าช่วงนี้ยังให้เจ้ากลับไปไม่ได้ หากเจ้าไม่อยากอยู่ที่จวนจงหยงโหวแห่งนี้ ก็ขอให้รออีกสักนิด อดทนไปอีกสักพักเถิด พอข้าเข้าวังเมื่อไหร่จะรับเจ้าเข้าไปอยู่ด้วยกันในวัง ดีหรือไม่?”
สวี่หว่านหมดหนทางคิดไปชั่วขณะ ผ่านไปเนิ่นนานนางจึงเอ่ยเสียงเบา “ข้าจะฟังท่านย่าทวดเจ้าค่ะ”
ขณะที่สวี่หว่านเพิ่งจะสงบจิตใจลงได้ ตู้เจวียนก็เดินเข้ามาแจ้งว่า “เรียนคุณหนู คุณชายรองหรงมาขอพบเจ้าค่ะ”
สวี่หว่านเบือนหน้าหนี “ข้าไม่อยากพบเขา”
ตู้เจวียนยังไม่ทันเดินออกไป เสียงของถังหรงก็ดังแว่วเข้ามาเสียก่อน
“น้องหว่าน เรื่องของท่านแม่ข้ารู้ความจริงหมดแล้ว ข้า... ข้ารู้สึกผิดต่อเจ้านัก จากนี้ไปข้าคงไม่มีหน้าจะมาสู้หน้าเจ้าได้อีก ข้าจะไม่เข้าไปพบเจ้าหรอก เพียงแค่อยากจะบอกเจ้าคำหนึ่งว่า เรื่องทั้งหมดนี้เป็นความผิดของท่านแม่ข้า ข้าเป็นลูกของนาง ในเมื่อนางทำผิด ข้าก็ควรต้องร่วมรับผิดชอบด้วย สิ่งที่นางติดค้างเจ้าไว้ วันหน้าข้าจะเป็นคนชดใช้ให้เอง หากน้องหว่านรู้สึกเสียใจ จะทุบตีหรือด่าทอข้าอย่างไรก็ได้ ข้าขอเพียงให้เจ้าสบายใจขึ้นบ้างก็พอ”
ถังหรงกล่าวคำเหล่านี้ออกมาจากใจจริง
เขาไม่ได้ขอให้สวี่หว่านยกโทษให้ เพียงแค่มาเพื่อยอมรับผิดและอยากจะปลอบโยนนางเพียงไม่กี่คำเท่านั้น
หลังจากนั้น อันหนิงและสวี่หว่านก็ได้ยินเสียงโขกศีรษะลงกับพื้น
ต่อมา บรรยากาศภายนอกห้องก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบ
อันหนิงทอดถอนใจยาว “เขาเป็นเด็กดีแท้ๆ แต่น่าเสียดาย... จางซื่อก่อกรรมไว้หนาแท้ๆ ทำเด็กดีๆเสียคนไปหมด”
สวี่หว่านเองก็รู้สึกสลดใจอยู่บ้าง
ยามนี้นางไม่ได้เกลียดถังหรงแล้ว นางแยกแยะออกว่าจางซื่อก็คือจางซื่อ ถังหรงก็คือถังหรง เรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับเขา
ทว่าความชั่วที่จางซื่อก่อไว้กลับพลอยทำให้ชื่อเสียงของถังหรงมัวหมองไปด้วย เพียงแค่ในจวนนี้ ทันทีที่จางซื่อถูกสั่งกักบริเวณ พวกสาวใช้ก็เริ่มปฏิบัติต่อถังหรงเปลี่ยนไปจากเดิม
สาวใช้หลายคนเริ่มแสดงท่าทีเย็นชาต่อเขามากขึ้น
แม้แต่พวกสาวใช้คนสนิทในห้องของเขาที่แต่ก่อนใฝ่ฝันอยากจะเป็นอนุของถังหรง ยามนี้กลับไม่มีใครมีความคิดเช่นนั้นอีกแล้ว
เพราะทุกคนต่างตาสว่างแล้วว่า จวนโหวแห่งนี้เป็นของเรือนใหญ่ ผู้ที่จะสืบทอดบรรดาศักดิ์ย่อมต้องเป็นคนของเรือนใหญ่ ส่วนเรือนรองนั้นถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องแยกบ้านออกไป
อีกทั้งถังหรงเป็นเพียงบุตรชายคนรองสายตรงของเรือนรอง เมื่อแยกบ้านแล้วย่อมไม่ได้รับส่วนแบ่งอะไรมากมาย มิหนำซ้ำจางซื่อยังก่อเรื่องไว้ตั้งเท่าไหร่ ไม่แน่ว่านายท่านรองอาจจะพาลโกรธไปถึงถังหรงด้วย ชีวิตในภายภาคหน้าของเขาคงจะลำบากยิ่งนัก หากขืนไปเป็นอนุให้เขาก็คงไม่มีวันได้เสวยสุข
สวี่หว่านคิดถึงเรื่องของถังหรงแล้วก็พลอยนึกไปถึงถังอิ๋งที่อยู่ในวัง “ท่านย่าทวด แล้วพี่สาวใหญ่ในวังจะพลอยโดนหางเลขไปด้วยไหมเจ้าคะ?”
อันหนิงลูบศีรษะสวี่หว่าน “ไม่ต้องกังวลไปหรอก รอให้ย่าทวดเข้าวังไปก่อน แล้วจะให้พี่สาวใหญ่ของเจ้ามาอยู่ที่ตำหนักข้าสักพัก จากนั้นค่อยหาทางหาคู่ครองดีๆให้พึ่งพิง ให้นางได้แต่งงานออกไปอย่างสงบสุข”
ถังหรงยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูห้องสวี่หว่านครู่หนึ่ง ก่อนจะขบกรามแน่นแล้วตัดใจหันหลังเดินจากไป
ในขณะที่ก้าวเท้าจากไป น้ำตาก็ร่วงเผาะลงมาทันที
เขาปาดน้ำตาออกอย่างขัดเคืองใจ สีหน้าเริ่มกลับมาเรียบเฉยขึ้นเรื่อยๆ
ทว่าภายในใจกลับรู้สึกว่างเปล่า ราวกับมีบางสิ่งถูกขุดควักออกไป หรือเหมือนกับได้สูญเสียของสำคัญยิ่งในชีวิตไปเสียแล้ว
ทางด้านเรือนรองเองก็มีทั้งคนที่ยินดีและคนที่ทุกข์ใจปะปนกันไป
ถังหรงและสาวใช้ที่คอยปรนนิบัติจางซื่อต่างพากันกังวลจนนั่งไม่ติด
แต่ไป๋อี๋เหนียง มารดาผู้ให้กำเนิดของถังชิ่น กลับดีใจจนออกนอกหน้า
นางสวมชุดสีชมพูพีชลายดอกไม้ เดินบิดส่ายไปมาเพื่อมาหาถังชิ่น เมื่อเข้าห้องมาแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋อีเหนียงก็ยังไม่ยอมหุบลงเสียที
“ข้าบอกแล้วไงล่ะว่าไม่ช้าก็เร็วต้องโดนกรรมตามสนองเข้าจนได้”
นางนั่งลงจิบชาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “ก่อเรื่องชั่วช้าไว้ตั้งขนาดนั้น นางไม่รู้สึกละอายใจบ้างเลยหรือไง”
ถังชิ่นโกรธจนถลึงตาใส่ไป๋อี๋เหนียง “อี๋เหนียงจะพูดเรื่องพวกนี้ไปทำไมกัน ข้ายังเด็กอยู่นะ ท่านมาพูดเรื่องชั่วเรื่องช้าอะไรต่อหน้าข้า ไม่กลัวข้าจะตกใจบ้างหรือไง”
ไป๋อี๋เหนียงยิ้มออกมาเล็กน้อย “วันนี้ข้าแค่กำลังดีใจน่ะสิ จางซื่อกดหัวข้ามาค่อนชีวิต ในที่สุดยามนี้นางก็พังพินาศลงเสียที ต่อไปนี้ชีวิตข้าคงสุขสำราญขึ้นมากแล้ว”
ถังชิ่นยิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “อี๋เหนียง ต่อให้ดีใจเพียงใดก็ไม่ควรทำเช่นนี้ ยามนี้ต่อให้พวกเราจะช่วยเหลืออะไรไม่ได้ แต่ก็ไม่ควรซ้ำเติมคนล้ม นางจะเลวร้ายอย่างไรก็นับเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของพี่สาวใหญ่และพี่ชายรอง หากไม่เห็นแก่คนอื่น ก็ควรเห็นแก่หน้าพี่สาวใหญ่และพี่ชายรอง พวกเราจึงไม่ควรพูดถึงนางเช่นนั้น อีกอย่าง ในจวนนี้มีคนคอยจับจ้องอยู่ตั้งเท่าไหร่ หากใครมาได้ยินอี๋เหนียงทำตัวแบบนี้เข้า เขาจะหาว่าพวกเราแม่ลูกโอหังจนเกินงาม ข้าเพิ่งจะได้รับการสั่งสอนจากท่านย่าทวดมา ท่านย่าทวดเองก็เริ่มจะเมตตาข้าอยู่บ้าง หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าท่านคงจะรังเกียจ และอาจพาลเกลียดพวกเราไปในภายหน้า”
ไป๋อี๋เหนียงได้ฟังดังนั้นก็รีบหุบรอยยิ้มทันที “ร้ายแรงขนาดนั้นเชียวรึ? ข้ายิ้มหน้าบานมาตลอดทางคงไม่มีปัญหาอะไรหรอกนะ”
นางรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจริงๆ
แม้ปกติไป๋อี๋เหนียงจะเป็นคนวู่วามโอหัง แต่นางก็ทำเพื่อลูกทั้งสองจากใจจริง นางปรารถนาให้ถังชิ่นและน้องชายได้ดี เพื่อพวกเขาแล้ว ไม่ว่าความลำบากใดนางก็ล้วนอดทนแบกรับได้
“เดี๋ยวตอนอี๋เหนียงจะออกไป ก็ให้แสร้งทะเลาะกับข้าสักสองสามประโยคเป็นพอเจ้าค่ะ”
ถังชิ่นเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย นางจึงคิดแผนการนี้ออกได้อย่างรวดเร็ว “อย่างไรเสียพวกเราแม่ลูกก็ทะเลาะกันทุกๆสามวันห้าวันอยู่แล้ว เพื่อข้าแล้ว อี๋เหนียงยอมให้ชื่อเสียงแปดเปื้อนมาตั้งนาน ยามนี้คงไม่มีอะไรต้องกลัวอีก”
ไป๋อี๋เหนียงหัวเราะออกมาคำหนึ่ง “ข้าจะกลัวอะไร เพื่อพวกเจ้าแล้วไม่มีอะไรที่ข้าต้องกลัว ยิ่งตอนนี้จางซื่อล้มพับไปแล้ว ข้าก็ยิ่งไม่กลัวเข้าไปใหญ่”
ถังชิ่นกลัวว่าไป๋อี๋เหนียงจะทำเรื่องเสีย จึงกำชับสำทับไปอีกว่า “แม้แต่ตอนพบท่านพ่อ ก็ห้ามเอ่ยถึงเรื่องฮูหยินรองเด็ดขาด ให้ทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวไปเสีย เพื่อไม่ให้ท่านพ่อขุ่นเคืองใจ อีกอย่าง ในเมื่อตอนนี้ฮูหยินรองถูกกักบริเวณไปแล้ว อี๋เหนียงก็ควรหาโอกาสเอ่ยกับท่านพ่อเรื่องส่งหมานเอ๋อร์ไปเล่าเรียนเสียที”
ไป๋อี๋เหนียงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ แต่ก่อนตอนที่มีจางซื่อคอยกดเอาไว้ พวกนางแม่ลูกไม่กล้าสั่งสอนถังหมานตามใจชอบ ยามนี้จางซื่อถูกขังไปแล้ว ย่อมไม่อาจมาบงการพวกนางได้อีก สิ่งที่นางควรทำที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่การดีใจบนกองทุกข์ของผู้อื่น แต่คือการหาเวลาส่งถังหมานไปเล่าเรียนโดยเร็ว
ยังดีที่ตอนนี้ถังหมานยังเด็ก นิสัยใจคอยังไม่คงที่ ยังพอที่จะดัดให้เข้าที่เข้าทางได้อยู่
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ไป๋อี๋เหนียงจึงพูดคุยกับถังชิ่นอีกเพียงไม่กี่คำก่อนจะรีบจากไปอย่างเร่งรีบ
พอไป๋อี๋เหนียงจากไป ถังชิ่นก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
จากนั้นนางก็จัดแจงข้าวของบางส่วนเพื่อไปหาสวี่หว่าน
อันหนิงเดินออกมาจากเรือนของสวี่หว่าน ระหว่างทางก็พบถังหรงที่กำลังนั่งเหม่อลอยอยู่บนก้อนหินริมทางเดิน
“หรงเกอเอ๋อร์?”
อันหนิงเอ่ยเรียก
ถังหรงยังคงนิ่งค้าง ดวงตาทั้งคู่เหม่อลอยไร้แวว
อันหนิงเดินเข้าไปสะกิดเขาอยู่สองสามที เขาก็ยังไม่รู้สึกตัว
อันหนิงไม่กล้าเรียกเขาซ้ำด้วยเกรงว่าจะทำให้เขาตกใจ จึงได้แต่นั่งลงเป็นเพื่อนเขาอยู่ข้างๆ
ผ่านไปเนิ่นนาน ถังหรงถึงเริ่มได้สติกลับคืนมา
เมื่อเขาเห็นว่าอันหนิงนั่งอยู่เคียงข้างตนเอง จึงเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงน่าเวทนาว่า “ท่านย่าทวด”
อันหนิงยิ้มให้ถังหรงอย่างอ่อนโยน “ย่าทวดอยู่นี่แล้ว หรงเกอเอ๋อร์ไม่ต้องกลัวนะ”
คำพูดเพียงประโยคเดียวกลับทำให้ถังหรงขอบตาแดงก่ำขึ้นมาทันที
นับตั้งแต่จางซื่อเกิดเรื่อง คาดว่าซ่งซื่อคงจะโกรธจัดจนล้มป่วยนอนซมอยู่บนเตียง จึงไม่มีเวลามาใส่ใจถังหรงเลยแม้แต่น้อย
ส่วนพวกสาวใช้ในห้องของถังหรงเองต่างก็มีความทะเยอทะยานเป็นของตนเอง จึงไม่มีใครสนใจไยดีเขาเท่าไรนัก
ยามนี้ในใจของเขาอึดอัดทรมานเหลือเกิน แต่ก็ไม่รู้จะหันไปพึ่งพาหรือระบายกับใคร เขาจึงได้แต่นั่งเหม่ออยู่ริมทางจนจิตใจล่องลอยไปไกล ในความรู้สึกยามนั้นราวกับใต้หล้ากว้างใหญ่กลับไร้ที่ซุกหัวนอน สู้ตายไปเสียเลยยังดีกว่า
แต่พอได้สติกลับมาแล้วเห็นสีหน้าอันอ่อนโยนของอันหนิงที่ยังปฏิบัติต่อเขาเหมือนวันวาน ในใจของเขาจึงรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาบ้าง
“ท่านย่าทวด เหตุใดท่านแม่ของข้าถึงทำเช่นนั้นขอรับ?”
ถังหรงยังคงไม่เข้าใจ จางซื่อไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง เหตุใดนางถึงได้รวบรวมทรัพย์สินอย่างบ้าคลั่งถึงเพียงนั้น จนถึงขั้นพรากชีวิตคนไปโดยไม่กะพริบตา
อันหนิงกุมมือถังหรงไว้พลางกระซิบตอบเขาเบาๆ “ก็เพราะความเห็นแก่ตัวอย่างไรเล่า มนุษย์เราล้วนมีความโลภ เพียงแต่โลภในสิ่งที่ไม่เหมือนกัน ความโลภนั้นเปรียบเสมือนปีศาจร้าย จงอย่าได้ตามใจมันเด็ดขาด และอย่าได้ปล่อยมันออกมาเป็นอันขาด เพราะหากปล่อยมันออกมาแล้ว เจ้าจะไม่มีวันควบคุมมันได้อีก และมันจะนำพาเจ้าไปสู่จุดจบที่มิอาจย้อนคืนได้”
ถังหรงยังคงมึนงงไม่เข้าใจนัก
อันหนิงจึงอธิบายให้เขาฟังอย่างละเอียด “มารดาของเจ้า ยามที่ยังเป็นสาวพรหมจรรย์ในห้องหอคงจะเป็นหญิงสาวที่ดีคนหนึ่ง ทว่าหลังจากแต่งงานกับบิดาของเจ้า นางก็ไร้ซึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ บิดาของเจ้าไม่ได้รักใคร่นางนัก ปฏิบัติต่อกันอย่างเย็นชาธรรมดา ความรักใคร่กลมเกลียวฉันสามีภรรยาที่นางปรารถนาก็หาได้รับไม่ นางจึงหันไปใฝ่หาอำนาจวาสนา ทว่าบิดาของเจ้าก็ไม่ใช่คนเก่งกาจในทางราชการ จึงไม่อาจมอบเกียรติยศให้นางได้ ส่วนพี่ชายของเจ้าก็ด่วนจากไปตั้งแต่วัยเยาว์ นางที่ปรารถนาอยากมีลูกชายที่พึ่งพาได้ก็ผิดหวัง สุดท้ายจึงเหลือเพียงเงินทองเท่านั้นที่นางจะยึดเหนี่ยวเอาไว้ได้...”